|
||||||||||||||
|
"ฉลองภพ"
แจงไส้ใน "อีโคคาร์"
เพิ่มสเปคเครื่องเบนซิน-ดีเซล
เคาะภาษี17%
หนีตลาดเก๋งเล็ก
มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10679 **หมายเหตุ** เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดแถลงข่าว เกี่ยวกับหลักการส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ ที่กระทรวงการคลัง "มติชน" เห็นว่าเรื่องนี้เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย ทั้งผู้บริโภครถยนต์ในช่วงน้ำมันมีราคาแพง และค่ายรถยนต์ต่างๆ หลังจากที่โครงการนี้ค้างเติ่งมานานตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดก่อนซึ่งเป็นผู้ก่อกำเนิดโครงการนี้ แต่สุดท้ายก็พับโครงการไป กระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันนำมาปัดฝุ่นใหม่ และก่อเกิดจนเป็นรูปร่าง จึงขอนำรายละเอียดที่นายฉลองภพแถลงมาเผยแพร่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 มีมติเห็นชอบในหลักการของนโยบายส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2550 ตามที่รัฐบาลวางแผนเอาไว้ สำหรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีโคคาร์จะคิดในอัตรา 17% ในรถยนต์ที่ใช้เบนซินขนาด 1,300 ซีซี และรถยนต์ที่ใช้ดีเซลขนาด 1,400 ซีซี รวมถึงเข้ามาตรฐานไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ คาดว่าเกณฑ์การเก็บภาษีสรรพสามิตจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ภายหลัง ครม.มีมติดังกล่าว นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเปิดแถลงข่าวรายละเอียดของโครงการนี้ ดังนี้ การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมให้อีโคคาร์เป็น Product Champion เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและเป็นฐานในการส่งออกสู่ตลาดโลก กระทรวงการคลัง จึงได้กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับอีโคคาร์ไว้ที่ 17% และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 แต่ผู้ประกอบการที่ผลิตรถยนต์อีโคคาร์จะได้รับสิทธิพิเศษได้นั้นจะต้องอยู่บนเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1.ต้องมีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตร สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และจะต้องมีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งการกำหนดดังกล่าวจะเป็นการแบ่งแยกตลาดรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐาน ออกจากรถยนต์นั่งขนาดความจุของกระบอกสูบประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร (บีคาร์) อย่างชัดเจน ทำให้มีผลกระทบน้อยต่อแผนการผลิตรถยนต์ขนาดบีที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ แม้รัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตต่อคันประมาณ 70,000 บาท แต่สิ่งที่รัฐจะได้รับประโยชน์ คือ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และการลดต้นทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่ารายได้ที่สูญเสียไป 2.อัตราการใช้พลังงาน 20 กิโลเมตร/ลิตร หรือ 100 กิโลเมตร/5ลิตร 3.มาตรฐานมลพิษอยู่ในระดับ EURO 4 ตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนด 4.มีมาตรฐานความปลอดภัยในด้านการชนของ UNECE ข้อ 94 และข้อ 95 หรือสูงกว่า 5.ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากท่อไอเสียต้องไม่เกิน 120 กรัม/กิโลเมตร อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังจะประกาศอัตราภาษีอีโคคาร์อย่างเป็นทางการต่อเมื่อสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยืนยันว่ามีผู้ได้รับการสนับสนุนการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์อีโคคาร์แล้วและมีการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบระหว่างอีโคคาร์กับรถประเภทอื่นที่อาจจะต้องแข่งขันกันมากขึ้น กระทรวงการคลังจึงได้ปรับลดภาษีรถยนต์สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสมในอัตรา 20% (อี 20) เดิมกำหนดว่าจะลดภาษีเหลือ 20% ให้กับรถยนต์ทุกประเภทที่ใช้อี 20 แต่อยู่บนเงื่อนไขก็ต่อเมื่อมีการใช้อี 20% อย่างแพร่หลายแล้วเท่านั้น แต่หลักการใหม่คือจะปรับลดภาษีลงจากโครงสร้างภาษีรถยนต์ปกติ 5% และรถที่ใช้อี 20 จะต้องมีกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ -รถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า ปรับอัตราภาษีตามมูลค่ามาอยู่ที่ 25% จากเดิม 30% -รถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบเกิน 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า ปรับอัตราภาษีตามมูลค่ามาอยู่ที่ 30% จากเดิม 35% -รถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบเกิน 2,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า ปรับอัตราภาษีตามมูลค่ามาอยู่ที่ 35% จากเดิม 40% -ส่วนรถยนต์ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีกำลังเครื่องยนต์เกิน 220 แรงม้า เห็นควรให้คงอัตราภาษีตามโครงสร้างเดิม คือ 50% "ยอมรับว่าตอนนี้ผู้ผลิตน้ำมัน เขายังไม่ได้ผลิตอี 20 ออกมา แต่เรากำหนดภาษีไปก่อน เพื่อที่ผู้ผลิตเขาจะได้สามารถปรับปรุง พัฒนารถยนต์ ไปสู่การใช้อี 20 ต่อไป เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะปรับตัว ตอนนี้มีฟอร์ดเพียงรายเดียว ที่ผลิตรถยนต์รองรับอี 20 เราจึงเริ่มในต้นปีหน้า เพราะต้องการให้เวลารายอื่นๆ ได้ปรับตัว ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องทำการบ้านเพิ่มแต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้" เพราะฉะนั้นรถยนต์ที่ใช้อี 20 ที่มีกระบอกสูบระดับใกล้เคียงกับอีโคคาร์จะถูกเก็บภาษีที่ 25% ขณะที่อีโคคาร์ถูกเก็บภาษี 17% ส่วนต่างดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งส่วนต่างตรงนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ว่าจะลงทุนแบบไหน เพราะต้นทุนการผลิตอีโคคาร์สูงกว่าเราจึงต้องทำให้ภาษีมีความแตกต่างกันเพื่อเกิดแรงจูงใจ ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง เราดูในภาพรวมที่ว่า อีโคคาร์จะต้องเป็นอีกเซ็กเมนต์หนึ่ง ที่เราไม่ต้องการให้ไปแข่งขันกับเซ็กเมนต์เดิม ราคาของรถอีโคคาร์น่าจะต่ำกว่า 500,000 บาท คนที่จะมาซื้ออีโคคาร์ จะเป็นกลุ่มที่เดิมไม่มีความสามารถที่จะซื้อรถยนต์ได้ พวกที่ขับรถจักรยานยนต์ หรือเป็นกลุ่มที่ซื้อรถยนต์มือสอง อย่างไรก็ดี ในเรื่องของรายละเอียดอื่นๆ เช่น ผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องผลิตให้ได้ 100,000 คัน เป็นเรื่องของบีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ที่จะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งในสัปดาห์หน้าบีโอไอจะมีการประชุมคงจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ส่วนการปรับลดภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของกรมสรรพสามิตมากน้อยเพียงใดนั้น คิดว่าไม่น่าจะมากนัก ขึ้นอยู่กับว่าอีโคคาร์จะได้รับความสนใจมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าบางคนที่ไม่เคยมีรถยนต์น่าจะซื้ออีโคคาร์กันอย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นรายได้ของเราก็ไม่น่าจะลดลงมากแต่อย่างใด หน้า 20
|