|
||||||||||||||
|
วัฒนธรรมการเมือง
รัฐธรรมนูญ
และประชาธิปไตย
โดย วิชัย ตันศิริ มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10678 เป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่า "การเลือกตั้ง" คือประชาธิปไตย การเลือกตั้งอาจเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นประชาธิปไตย รัฐต้องมีสถานะที่แฟรงคลินและโบน เรียกว่า "รัฐตามครรลองรัฐธรรมนูญ" (Constitutional state) เป็นพื้นฐานเบื้องต้น และจะเป็นรัฐตามครรลองรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญ 2 ประการ คือ 1.ความรัก และหวงแหนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ประวัติศาสตร์ของชาวตะวันตกเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพนี้ และสอดคล้องกับคำสอนของศาสนาคริสต์ ที่ให้ความสำคัญต่อความเสมอภาคของบุคคล ชาวอังกฤษมักถือว่าบ้านคือปราสาทของเขา ใครจะบุกรุกเข้ามามิได้ จะจับกุมคุมขังผู้ใดก็จะต้องระบุความผิดตามกฎหมายและมีหมายจับ กฎหมายมหาชนอังกฤษจึงมีหลักของ "Habeas Corpus" (ท่านมีตัวตน) ในความหมายนี้ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานจึงเกิดขึ้นก่อนประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นรัฐธรรมนูญของชีวิต เป็นวัฒนธรรมพลเมือง ฉะนั้นการจัดตั้งพรรคการเมืองในอังกฤษ ทุกคนจึงจัดตั้งได้ โดยยังไม่มีกฎหมายบังคับ กฎหมายที่ออกมาภายหลัง เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการอุดหนุนทางการเงิน แก่พรรคการเมืองมากกว่า 2.การเคารพกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ตามหลัก "due process of law" ตามครรลองของกฎหมายและการพิจารณาคดีเอาผิด ก็จะต้องเป็นไปตามครรลองของศาลตุลาการ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สังคมไทยในช่วงรัฐบาลทักษิณ ได้มีการฆ่าตัดตอนในการปราบผู้ค้ายาเสพติด มีผู้เสียชีวิตสองพันกว่าราย โดยไม่มีการไต่สวนตามหลักการของกฎหมาย ฉะนั้นพื้นฐานของรัฐธรรมนูญก็ถูกละเมิดเสียแล้ว หลัก 2 ประการนี้ รวมกันแล้วก็มักเรียกว่า ระบบการปกครองภายใต้กฎหมาย หรือนิติรัฐภาษาอังกฤษใช้คำว่า "The rule of Law" หลักการปกครองโดยกฎหมายจึงเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐซึ่งมีรัฐธรรมนูญปกครอง และเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ซึ่งมีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งเพราะเป็นหลักพื้นฐาน หลักพื้นฐานที่สำคัญประการที่สองของประชาธิปไตยคือหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน เพื่อการบริหารหรือปกครองประเทศนั้นเกิดขึ้นได้ยาก ยกเว้นในกรณีของประชาธิปไตยของนครรัฐ ขนาดไม่กี่แสนคน สมัยโบราณและระดับหมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆ (township) ในอาณานิคมอเมริกา ในยุคสมัยรัฐชาติ ด้วยขนาดของพื้นที่กว้างใหญ่และจำนวนประชากรหลายล้านคน จึงต้องมีระบบรัฐสภา เพื่อเลือกตัวแทนของประชาชนเข้ามาใช้อำนาจแทน การเลือกตั้งจึงมีความสำคัญในแง่ของการใช้อำนาจอธิปไตย โดยระบบตัวแทน แต่ปัญหาเชิงปรัชญามีว่าประชาชนมอบอำนาจอธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกระนั้นหรือ? หรือโดยมีเงื่อนไข ตามหลักของฌาง ฌากส์ รุสโซ อำนาจอธิปไตยยังคงอยู่กับประชาชนเสมอ แม้ได้เลือกตัวแทนไว้แล้ว ในอังกฤษจึงแปลความอำนาจอธิปไตยของรัฐสภาว่า เป็นอำนาจในการออกกฎหมาย และจะมีอำนาจนั้นได้ต่อเมื่อ พระมหากษัตริย์ ทรงประทับในรัฐสภา (ซึ่งประกอบด้วย 3 ฐานันดร-ขุนนาง พระ และสามัญชน) ในทางปฏิบัติ คณะรัฐบาล และรัฐสภา ฟังเสียงนอกสภาอยู่เสมอ และในทางปฏิบัติจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เมื่อนโยบายก่อให้เกิดความคิดเห็นขัดแย้งทั่วประเทศ (เรียกว่า ผิดพลาด) ทั้งๆ ที่ยังคุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร เช่น นายเนวิน แชมเบอร์เลน ลาออกเพื่อให้ วินสตัน เชอร์ชิล แทน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นายอีเดน ลาออกเพื่อให้ นายแม็คมิลแลนด์ แทน กรณีสงครามคลองสุเอช ค.ศ.1957 ประชาธิปไตยของประเทศแม่แบบ จึงฟังเสียงนอกสภาเสมอ ส่วนของไทยช่วงปี 2549 หากเข้าใจแนวทางนี้ และท่านนายกรัฐมนตรีลาออก เมื่อเกิดการประท้วงกว้างขวาง เราคงไม่ต้องมานั่งร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ เพื่อป้องกันมิให้ฝ่ายที่ได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากเข้าไปบริหารประเทศแบบตามอำเภอใจ จึงจำเป็นต้องมีระบบถ่วงดุล คานอำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หากเป็นระบบแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหารอย่างชัดเจน เช่น สหรัฐอเมริกา ฝ่ายสภานิติบัญญัติคือ ฝ่ายถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร แต่ระบบรัฐสภาไทย เป็นระบบที่ฝ่ายบริหารกำเนิดจากฝ่ายนิติบัญญัติ และคุมเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ เราจึงต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง การเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี จึงไม่ควรระบุเงื่อนจำกัดช่วงเวลาหรืออื่นใด แม้ว่าจะมีเพียง 10 คน ที่เป็นฝ่ายค้านก็ควรให้ค้านได้ ขณะเดียวกันก็ควรมีวุฒิสภา เป็นสภาที่สองเพื่อกลั่นกรอง แต่การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก ควรแตกต่างจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ควรเป็นการเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพ ซึ่งรัฐจะต้องกำหนดมีกี่กลุ่มในรัฐ และวิธีการเลือกตั้ง การเป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพ จึงเรียกว่า "Functional Reprsentation" และมีหน้าที่กลั่นกรองมิใช่เป็นผู้ริเริ่มออกกฎหมายโดยตรง หรือจะไปเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความผิดของนักการเมือง ควรให้เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การได้มาซึ่งผู้นำซึ่งมีวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ กล้าหาญ สุจริต ยุติธรรม การร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มักลืมประเด็นการได้มาซึ่งผู้นำ แต่จะไปสนใจเรื่องระบบการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เกิดระบบสองพรรค หรือหลายพรรค จะป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงกันได้ไหมจะทำให้พรรคเข้มแข็งหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญและสัมพันธ์กับระบบเขตเดียวคนเดียว หรือระบบเขตละ 3 คน หรือเขตใหญ่ และระบบบัญชีรายชื่อ แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาคือการได้มาซึ่งผู้นำจากวงกว้าง และเป็นคนที่เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อให้ได้ผู้นำจากวงกว้าง และเหมาะกับสถานการณ์ กระบวนการคัดเลือกผู้นำจึงต้องไม่จำกัดในวงแคบ หากพรรคการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง การได้ผู้นำจากวงกว้างก็พอจะเกิดขึ้น แต่เท่าที่ปรากฏ พรรคการเมืองก็มีความจำกัด นักคิดทางรัฐศาสตร์ เช่น มิเชล (Michel) ถึงกับตั้งเป็นกฎเหล็กของคณาธิปไตย ของทุกๆ พรรคการเมืองในประเทศตะวันตก รวมถึงพรรคสังคมนิยมด้วยว่าทุกพรรคการเมืองไม่มีประชาธิปไตย มีแต่คณาธิปไตย ฉะนั้น ประการแรก ควรเลิกบังคับให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง ประการที่สอง ควรให้มีระบบบัญชีรายชื่ออย่างเดิม ระดับชาติ โดยยกเลิกเงื่อนไขคะแนนร้อยละ 5 เป็นขั้นต่ำ และประการที่สาม ให้เลือกตั้งในเขตละ 3 คน เพื่อลดความรุนแรงของการแข่งขัน ระบบบัญชีรายชื่อ จะช่วยให้การเมืองมีผู้นำซึ่งมีวิสัยทัศน์ระดับชาติและสากล เพราะจะต้องกำหนดนโยบายเพื่อคนทั้งชาติ ปัจจุบันพรรคอาจบิดเบือนระบบบัญชีรายชื่อบ้าง โดยใส่ชื่อนายทุนไว้ในระบบบัญชีต้นๆ แต่ถ้าหากสื่อสารมวลชนช่วยเปิดโปงบัญชีรายชื่อทุกๆ พรรค จะทำให้ระบบบัญชีรายชื่อโปร่งใส่ยิ่งขึ้น ศาสนา และประชาธิปไตย เชื่อหรือไม่ว่า นักคิดทางสังคมศาสตร์ เคยกล่าวไปว่า ยิ่งเราจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ควรจะเร่งส่งเสริมให้ประชาชนมีจริยธรรมทางศาสนามากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะระบอบประชาธิปไตย (หากขาดจริยธรรมทางการเมือง) มีแนวโน้มจะเร่งตัวกิเลสตัณหาของประชาชนและนักการเมือง ประชาธิปไตยไม่จำกัดการต่อสู้...ของกลุ่มคนในสังคม เพื่อประโยชน์ของตนเอง ฉะนั้นยิ่งสังคมห่างเหินจากคุณธรรมทางศาสนา ก็ยิ่งจะทำให้การต่อสู้เหล่านั้นขาดหลักธรรม ขาดหิริโอตตัปปะ ขาดความเสียสละเพื่อส่วนรวม คุณธรรมทางศาสนา จึงจะช่วยให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่ในทางสายกลาง และในขอบเขตของวัฒนธรรมการเมืองที่รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ไม่ยึดติด ฉะนั้นการที่ทุกๆ ศาสนาควรจะมีบทบาทมากขึ้นในสังคม จึงเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมโดยเฉพาะศาสนาพุทธ ซึ่งมีประวัติควบคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน และเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย แต่การที่จะระบุว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก็อาจจะมีข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดระบบรัฐศาสนาหรือไม่ ข้อเท็จจริงอยู่ที่เป้าหมายและวิธีคิดของ "องค์กรศาสนา" นั้นๆ คำว่า "รัฐศาสนา" จะหมายถึง รัฐที่บังคับให้ทุกๆ คนเคารพนับถือศาสนาของรัฐหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น "รัฐศาสนา" ก็ไม่เป็นที่พึงประสงค์และขัดแย้งกับปรัชญาแนวคิดของระบอบประชาธิปไตย แต่ศาสนาพุทธมีคุณลักษณะที่แตกต่างจากจุดยืนนี้ เพราะการบังคับให้ใครมามีความเชื่อตามวิถีพุทธ มิใช่แนวทางของพุทธ อีกทั้งศาสนธรรมพุทธแท้ๆ นั้น สอดคล้องกับหลักของธรรมชาติทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดดังที่ไอน์สไตน์ได้เคยกล่าวชื่มชมไว้ อังกฤษซึ่งเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ก็ยังคงกำหนดให้ศาสนา "Anglican church" เป็นศาสนาที่รัฐจัดตั้ง หรือเป็นศาสนาประจำชาตินั่นเอง แต่ก็ยังให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่นๆ ฉะนั้น มาตรา 9 ซึ่งกล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และมาตรา 78 กล่าวว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ก็นับว่าเป็นวิธีร่างรัฐธรรมนูญที่มีความสุขุมรอบคอบ สะท้อนให้เห็นสถานะพิเศษของศาสนาพุทธ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นสังคมที่ปลอดจากอคติและความคับแคบใดๆ ทั้งสิ้น และที่ควรจะผลักดันให้มากก็คือในแง่นโยบายการจัดการศึกษาที่แนบแน่นกับหลักธรรมทางศาสนา ซึ่งต้องเน้นศาสนาพุทธสำหรับคนส่วนใหญ่ และศาสนาอื่นๆ ตามความเชื่อและศรัทธา โดยสรุป การสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน จะต้องคำนึงถึงการสร้างวัฒนธรรมการเมืองควบคู่ไปกับการสร้างรัฐธรรมนูญ และแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีข้อบกพร่องไปบ้าง แต่หากสังคมมีวัฒนธรรมการเมืองเหมาะสม ประชาธิปไตยก็ไปรอด และแนวทางร่างรัฐธรรมนูญควรเดินสายกลางดังที่เสนอมา มุ่งความสมดุลระหว่างรัฐบาลที่เข้มแข็ง และการคานอำนาจที่มีเหตุผล (โดยระบบ Functional Representation) ช่วยเปิดทางให้ได้ผู้นำซึ่งมีวิสัยทัศน์ ขณะเดียวกันผ่อนคลายบรรยากาศของการแข่งขันที่รุนแรง และมีกลไก แก้ปัญหาวิกฤตเรื่องผู้นำทางรัฐสภา ตามข้อเสนอให้ยกเลิกการบังคับให้สังกัดพรรค (เพื่อให้ระบบพรรคหลวมตัวมากขึ้น) เพื่อเปิดโอกาสให้มีทางเลือกทางที่สาม เมื่อเกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองถึงขั้นรุนแรง หน้า 7
|