หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง เพื่อการปฏิรูปทางการเมืองไทย ปี 2550

โดย เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม  มติชนรายวัน  วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10678

การปฏิรูปทางการเมือง เพื่อให้การทำงานทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และรับใช้ผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวมมากขึ้นนั้น นอกจากจะทำโดยการแก้ไขเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแล้ว การปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งก็มีความสำคัญอย่างมาก

ถ้าต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เพื่อให้ระบบการเมืองของประเทศไทยดีขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติมากขึ้นแล้ว จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง เพื่อทำลายการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ระบบการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการกลั่นกรอง ผู้ที่จะเข้าไปใช้อำนาจทางการเมือง หรือทำงานทางการเมือง กล่าวคือ เป็นวิธีการเลือกรัฐบาลนั่นเอง

ในระบบการเลือกตั้งที่ใช้เงินและอิทธิพลเป็นปัจจัยสำคัญในการได้มาซึ่งชัยชนะ

จากการเลือกตั้งนั้น ถ้าการร่างรัฐธรรมนูญโดยยังใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเดิม จะไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งจะนำไปสู่การผูกขาดทางการเมืองภายใต้อิทธิพลของนายทุน และการใช้เงินเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ จนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง

เพื่อให้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 สามารถทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือปฏิรูปทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยและมีความเสมอภาคมากขึ้น มีการตรวจสอบ และการถ่วงดุลการใช้อำนาจทางการเมืองมากขึ้น ลดบทบาทและอิทธิพลของเงินในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเลือกตั้งที่ไปทำให้ทุกเสียงของประชาชนที่ไปเลือกตั้งสามารถเลือก ส.ส. อย่างเสมอภาคกัน ทุกเสียงมีความหมายต่อการเลือก ส.ส. ทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง ในการปฏิรูประบบการเลือกตั้งนั้น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะเป็นระบบที่ดีที่สุด

ซึ่งจะได้นำเสนอโดยสังเขป ดังนี้ :-

1.หลักการเกี่ยวกับการเลือกตั้งระบบสัดส่วน

การเลือกตั้งระบบสัดส่วนจะเน้นความสำคัญอยู่ที่พรรคการเมือง กล่าวคือ พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอนโยบาย ในการแก้ปัญหา และการพัฒนาด้านต่างๆ ของประเทศ เมื่อประชาชนนิยมชมชอบนโยบายของพรรคการเมืองใด ก็จะเลือกพรรคนั้น พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งก็จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

การเลือกตั้งระบบสัดส่วนมีหลายรูปแบบ แต่การนำเสนอในที่นี้จะใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย โดยใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเลือกพรรคการเมืองกับการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผสมกันโดยมีสัดส่วนหรือน้ำหนักเท่ากัน ในที่นี้จะขอใช้ตัวอย่างจำนวน ส.ส. รวม 400 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส. แบบบัญชีสัดส่วน 200 คน และ ส.ส. แบบเขตเลือกตั้ง 200 คน

โดยมีหลักการโดยสังเขป ดังนี้

(1) ทุกพรรคจะต้องส่งสมาชิกพรรคของตนลงสมัคร ส.ส. เขตเลือกตั้ง และส่งบัญชี ส.ส. สัดส่วนของพรรค โดยที่ทุกคนที่ลงสมัคร ส.ส. เขตเลือกตั้งจะอยู่ในบัญชีสัดส่วนของพรรคด้วย

ผู้ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจะต้องต่อท้ายบัญชี โดยให้ความสำคัญแก่ผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งก่อน

การได้เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนก็จะขึ้นอยู่กับการเรียงลำดับความสำคัญรายชื่อของพรรค และคะแนนนิยมที่พรรคได้ในการเลือกตั้งในกรณีที่ตำแหน่ง ส.ส. ของพรรคว่างลงก็ให้เลื่อนผู้ที่มีลำดับถัดไปขึ้นมาแทนไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม

(2) จำนวน ส.ส. ที่แต่ละพรรคควรจะได้ จะเท่ากับสัดส่วนคะแนนนิยมของพรรค คูณกับจำนวน ส.ส. ที่มีทั้งหมด เช่น พรรค A ได้คะแนนนิยม 30% จำนวน ส.ส. ที่พรรคควรจะได้ก็จะเท่ากับ 30% คูณ 400=120 ในขณะเดียวกันพรรคได้รับเลือกตั้ง ส.ส. เขต จำนวน 100 ดังนั้น พรรคก็จะได้ส่วนแบ่งจาก ส.ส. แบบบัญชีสัดส่วน 20 รวมเป็น 100+20 = 120

(3) สำหรับ ส.ส. เขตที่พรรคชนะการเลือกตั้งเท่าไร ก็เป็น ส.ส. ของพรรค ถ้าได้น้อยกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคควรจะได้ก็ให้ได้เพิ่มจากบัญชี ส.ส. สัดส่วน ตามที่กล่าวไว้

ในข้อ (2) แต่ในกรณีที่ได้ ส.ส. เขตมากกว่า ส.ส. สัดส่วนที่ควรจะได้ก็ให้นำส่วนที่เกินนั้นไปหัก ส.ส. บัญชีสัดส่วน สมมุติพรรค A ชนะ ส.ส. เขต จำนวน 150 มากกว่าที่ควรจะได้ 30 คน ก็ให้นำ 30 นั้นไปหักจากบัญชี ส.ส. สัดส่วนจำนวน 200 ซึ่งบัญชีสัดส่วนจะเหลือ 170 จำนวนดังกล่าวก็จะนำไปจัดสรรให้แก่พรรคที่เหลืออยู่ ตามสัดส่วนคะแนนนิยมของแต่ละพรรค

(4) เพื่อให้มีการกระจายตัวและมีความสมดุลระหว่างจังหวัดต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคทั้งในเรื่องจำนวนประชากรและเรื่องสังคม เศรษฐกิจ จะแบ่งกลุ่มจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยเป็น 10 กลุ่มจังหวัด แต่ละกลุ่มมีประชากรจำนวนใกล้เคียงกัน และทุกจังหวัดที่อยู่

ในกลุ่มมีพื้นที่ติดต่อกัน ทุกกลุ่มจังหวัดจะมี ส.ส. จำนวน 40 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส. เขต 20 คน และ ส.ส. แบบบัญชีสัดส่วน 20 คน

โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีจัดสรรสัดส่วนตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

2.คะแนนเลือกตั้งทุกคะแนนมีความหมาย และมีสิทธิในการเลือกตัวแทน หรือ ส.ส. ไปทำหน้าที่แทนตน เสมอภาคและเท่าเทียมกันทุกคน

(1) ระบบการเลือกตั้งแบบเดิมเป็นแบบที่ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด ส่วนผู้แพ้ไม่ได้อะไรเลย เช่น ในเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 100,000 คน ผู้ที่ชนะได้ 35,000 คะแนน ได้เป็น ส.ส. ก็เป็นตัวแทนของคนที่เลือก 35,000 คน ส่วนคนที่เหลืออีก 65,000 คน

เลือกคนอื่นแต่แพ้การเลือกตั้ง ดังนั้น คะแนนการเลือกของเขาจงไม่มีความหมาย หรือเท่ากับเป็นการสูญเปล่าไปเลย

(2) ในระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนทุกคะแนนที่เลือกจะถูกนำไปคำนวณจำนวน ส.ส ที่จะได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่ไปออกเสียงเลือกตั้งทุกคนมีสิทธิในการเลือก ส.ส. ไปทำหน้าที่แทนตนในสภาเท่าเทียมกันทุกคน สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่แพ้ในการเลือกตั้งก็ยังมีโอกาสที่ได้เป็น ส.ส. ตามแบบบัญชีสัดส่วนได้

(3) ในการเลือกตั้งทุกพรรคจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนโยบายของพรรค ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องให้ความสำคัญ แก่ประชาชนในแต่ละเขตเลือกตั้ง เป็นการผสมผสานกันเกี่ยวกับการเลือกคนที่ใกล้ชิดกับประชาชน กับคนที่ทำงานให้พรรค ซึ่งเป็นวิถีการพัฒนาระบบพรรคการเมืองที่ดีและมีคุณภาพ

ดังนั้น การเลือกตั้งระบบสัดส่วนจึงเป็นระบบการเลือกตั้งที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งและต้องพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลา สำหรับพรรคที่ไม่พัฒนาในที่สุดก็จะต้องหายไปจากเวทีการเมือง

3.การสร้างระบบการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง

(1) ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน เป็นวิธีป้องกันเผด็จการทางการเมือง กล่าวคือจะไม่ทำให้พรรคการเมืองมีอำนาจมากเกินไป แล้วเกิดการผูกขาดทางการเมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น และใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบ

(2) เมื่อพรรคการเมืองมีการตรวจสอบและคานอำนาจระหว่างกัน ก็จะทำให้รัฐบาลจะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักประสานผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ข้าราชการและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไม่ถูกแทรกแซง และเป็นกลุ่มพลังที่สนับสนุนการทำงานในระบอบประชาธิปไตย

(3) ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน อาจจะมีข้อเสียที่ทำให้พรรคการเมืองมีมากเกินไป ทำให้การเมืองขาดเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะมีปัญหาหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการออกเสียงของประชาชน อุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองที่แตกต่างกันมากและไม่สามารถร่วมมือกันได้ ขึ้นอยู่กับกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งสามารถป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผลดีกับผลเสียแล้ว ผลดีมีมากกว่าผลเสีย และปัญหาที่กล่าวนั้นจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย การเป็นรัฐบาลผสมก็เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ ในทางตรงกันข้ามพรรคการเมืองที่มีเสียงอย่างท่วมท้น และเป็นเผด็จการที่ทำให้เป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพทางการเมืองได้ เนื่องจากขาดการถ่วงดุลทางการเมือง

ดังตัวอย่างที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในปี 2549

4.การเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองไปสู่การเมืองที่สร้างสรรค์มากขึ้น

(1) ถ้าใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเดิม การเมืองไทยก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว นักการเมืองหน้าเก่าก็จะกลับมาอีก มีการใช้เงินและอิทธิพลในการเลือกตั้งเข้ามาอีกแล้วก็จะอ้างตนเองว่า เป็นประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วในที่สุดก็เกิดธุรกิจการเมืองเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่อีก

(2) การตัดสินใจที่ผิดพลาดและปัญหาธุรกิจการเมืองนอกจากทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นแล้ว ยังทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง ปี 2540 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเงินมหาศาล

กล่าวคือ เฉพาะความเสียหายของธุรกิจภาคเอกชนจนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2545 มีมูลค่าสูงถึง 5.337 ล้านล้านบาท ส่วนความเสียหายของภาครัฐบาลในรูปของความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู เพื่อการพัฒนาสถาบันการเงินที่มีมูลค่าสูงถึง 1,389,969 ล้านบาท ความเสียหายดังกล่าวในที่สุดก็ตกเป็นภาระของประชาชน

(3) ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน จะเปลี่ยนแผนที่ทางการเมืองใหม่ ทำลายการผูกขาดของนักการเมืองเก่า จะทำให้เกิดมิติทางการเมืองใหม่ที่ดีขึ้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและคนหน้าใหม่ก็มีโอกาสเกิดทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ระบบการเมืองมีการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองที่ดีขึ้น

(4) ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะสามารถลดบทบาทและอิทธิพลของการใช้เงินในการเลือกตั้งได้บ้าง เพราะการเลือกตั้งแบบใหม่พรรคการเมืองจะต้องต่อสู้กันในเชิงความคิดและนโยบายการเมืองเพื่อส่วนรวมมากขึ้น ไม่สามารถใช้เงินเพื่อซื้อเสียงในการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว และในที่สุดนักการเมืองที่ขาดคุณภาพก็จะค่อยๆ หายไปจากเวทีการเมือง ในขณะเดียวกันนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีอุดมการณ์ก็มีโอกาสที่จะได้เกิดทางการเมืองมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคการเมืองจะใช้เงินและอิทธิพลซื้อเสียงก็จะต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้น และทำให้สามารถตรวจสอบการทุจริตในการเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น

5.ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ

(1) การเลือกตั้งแบบสัดส่วนอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจสำหรับคนที่ไม่สนใจที่จะศึกษา แต่ผู้ที่ให้ความสนใจ จะเข้าใจระบบการเลือกตั้งโดยไม่ยากนัก สำหรับประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ไม่มีอะไรยาก เขาก็ไปเลือกตั้งแบบเดิม คือ เลือกคนที่ตนชอบ และเลือกพรรคที่ตนรัก ไม่มีอะไรยากเย็นจนเกินไป

(2) สำหรับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ได้วางแผนการเลือกตั้งในระบบเก่า ย่อมไม่พอใจและไม่ยอมรับ เพราะการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะทำให้ตนไม่ได้รับในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเรื่องนี้จะอยู่ในประเด็นสำคัญที่ว่า เราจะร่างกติกา หรือระบบการเลือกตั้ง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือร่างกติกาเพื่อเอาใจพรรคการเมือง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ ส.ส.ร. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

(3) สำหรับพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มีคุณภาพจะพบว่า ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนนั้น เป็นระบบที่มีความยุติธรรม ต่อพรรคการเมืองทุกพรรค ดังนั้น เมื่อศึกษาและเข้าใจระบบ ก็ย่อมจะสามารถแข่งขันทางการเมืองได้อย่างยุติธรรม แม้แต่ผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งก็ยังมีโอกาสได้เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนได้ ดังนั้น ทุกคนจะต้องร่วมกันทำงานของพรรคอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. เขต หรือ ส.ส. บัญชีสัดส่วน

(4) ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเป็นของใหม่สำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย แต่เมื่อทำความเข้าใจ และได้มีการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องที่เข้าใจโดยทั่วไป ดังตัวอย่างการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในปี 2544

กล่าวโดยสรุป สำหรับประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่มีอะไรยุ่งยากทุกอย่างเหมือนเดิม แต่พรรคการเมืองจะต้องทำความเข้าใจระบบการเลือกตั้ง และปรับพฤติกรรมทางการเมืองใหม่

ในขณะเดียวกันคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะต้องทำงานมากขึ้นในระยะแรก แต่ในระยะยาวแล้ว จะเป็นการสร้างระบบการเมืองที่ดีสำหรับการเมืองในประเทศไทย

หน้า 6