|
||||||||||||||
|
ปรัชญาความรวย
: ทรัพย์คืออะไร ?
ร้อยแปดวิถีทัศน์ : ไชยันต์ ไชยพร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 การจะตอบคำถามดังกล่าว น่าจะต้องอาศัยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ และหลายคนเชื่อว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์สมัยใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ ที่มีการวิเคราะห์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีมิติของประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ ก็น่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกในหนังสืออันยิ่งใหญ่ของอดัม สมิธที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก นั่นคือ An Inquiry Into the Nature and Causes of the Wealth of Nations หรือที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่า The Wealth of Nations นักวิชาการทั้งหลายส่วนใหญ่พากันลงความเห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินในโลกยุคโบราณ ไม่ถือว่าเป็นองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์ที่ถูกต้องแท้จริง อย่างไรก็ตาม ความคิดโบราณอาจจะล้าสมัยไม่เข้ากับบริบท แต่กระนั้น ก็น่าจะพิจารณาข้อเขียนในสมัยกรีกโบราณชิ้นหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Oeconomicus ของเซโนฟอน (Xenophon) Oeconomicus หรือถ้าจะแปลความก็น่าจะได้ความว่า "การจัดการครัวเรือน-หรืออีกนัยหนึ่งคือ การดูแลจัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์- ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของครอบครัว" แต่ก็มีประเด็นที่น่าพิจารณาประเมินคุณค่า เซโนฟอนเห็นว่าเป้าหมายของ oeconomicus คือการจัดการทรัพย์สินที่ดี นั่นคือ สามารถจัดการทรัพย์สินครัวเรือนของตนได้ดี Oeconomicus ชี้ให้เห็นว่า ก่อนอื่น ในการเริ่มทำความเข้าใจในศิลปะวิทยาการว่าด้วยเรื่อง "ทรัพย์สิน" สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนอื่นก็คือ "เราต้องรู้เสียก่อนว่าทรัพย์สินคืออะไร ?" Oeconomicus ได้ตั้งประเด็นขึ้นว่า "oikos" ของคนๆ หนึ่งว่าหมายถึง "อะไรก็ตาม ที่คนๆ หนึ่ง มี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน แม้ในเมืองอื่นก็ตาม ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของ oikos ของเขา" ขณะเดียวกัน เมื่อทรัพย์สินถูกนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าคือ "อะไรก็ตาม ที่คนๆ หนึ่ง มี" ก็ดูจะก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนึ่งตามมาว่า นิยามนี้ถูกต้องเหมาะสมเพียงใด กล่าวคือ จริงหรือที่อะไรก็ตามที่คนๆ หนึ่ง มี ควรถูกถือว่าเป็นทรัพย์สินของคนๆ นั้นทั้งหมด? ถ้าเช่นนั้น ศัตรูที่เรา "มี" ถือว่าเป็นทรัพย์สินของเราด้วย ! แต่กระนั้น ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความคิดความเชื่อตามนิยามที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่คนๆ หนึ่ง มี ย่อมจะต้องเป็น ทรัพย์ ของคนๆ นั้นเสมอไป แต่ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าเราเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปเสียหน่อยว่า "ไม่ใช่ว่าอะไรที่คนๆ หนึ่ง มี จะเป็น ทรัพย์ สำหรับเขาเสียทุกอย่างเสมอไป" โดยสิ่งที่จะถือว่าเป็นทรัพย์ได้ จะต้องเป็นสิ่งที่ให้ผลประโยชน์ (profitable) แก่ผู้ที่ครอบครองสิ่งนั้น ส่วน "อะไรที่ให้ผลร้ายเป็นอันตรายต่อผู้ครอบครอง ย่อมไม่อาจถือว่าเป็น ทรัพย์ แต่มันน่าจะเป็นความเสียหายมากกว่าจะเป็นความโภคทรัพย์" จากตัวอย่างที่ว่า "ชายคนหนึ่งซื้อม้ามาตัวหนึ่ง แต่ขี่ไม่เป็น ตกม้าบาดเจ็บอยู่ตลอดเวลา จากการพยายามที่จะขี่มัน ดังนั้น ม้าย่อมไม่ใช่โภคทรัพย์สำหรับเขา" ด้วยเหตุผลและวิธีคิดดังกล่าวนี้เอง เมื่อนำมาปรับใช้ในกรณีของที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่โดยปกติคนทั่วไปทุกหนแห่งย่อมเข้าใจ และยืนยันอย่างแน่นอนมั่นใจว่า เป็นทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าเรามองทรัพย์สินตามนัยความหมายนิยามที่พัฒนามาจากข้อเขียนของเซโนฟอนได้ถึงขณะนี้ จะพบว่า "ที่ดินย่อมไม่ใช่โภคทรัพย์ (wealth) สำหรับคนที่ไม่สามารถทำให้มันเกิดผล ที่ดินย่อมไม่ใช่โภคทรัพย์ ถ้ามันทำให้เราอดอยาก หรือกลับให้ผลเสียแก่เรา แทนที่จะให้ผลเรา" ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า "อะไรที่คนๆ หนึ่ง มี และให้ผลให้คุณ คือ โภคทรัพย์ ส่วนอะไรที่คนๆ หนึ่ง มี แต่ให้ผลเสียเป็นอันตราย ไม่ใช่โภคทรัพย์" ต่อประเด็นดังกล่าวนี้ ข้อเสนอข้อหนึ่งใน Oeconomicus ได้ชี้ให้เห็นทางออกสำหรับปัญหานี้-คือ ปัญหาที่ว่าเราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่เรามี- ย่อมแก้ไขได้โดย "การขาย" นั่นคือ "สำหรับคนที่ใช้อะไรไม่เป็น อย่างน้อย ถ้ามันเป็นสิ่งที่สามารถนำไปขายได้ ก็น่าจะยังคงเป็นประโยชน์อยู่ดี" ด้วยเหตุนี้ "จึงได้ข้อสรุปที่ว่า หากใช้ไม่เป็น ไม่เป็นไร แต่ถ้าสิ่งนั้นนำไปขายได้ สิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นโภคทรัพย์ได้อยู่ดี" กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ของที่แต่ละคน มี อยู่ ย่อมเป็นประโยชน์เสมอ ถ้าสามารถนำมาขายหรือพยายามขายให้ได้ นั่นคือ พยายามทำให้มันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า หรือเป็นที่ต้องการในสังคมขึ้นมา หรือถ้ากล่าวในสำนวนสมัยใหม่ก็คือ "แปลงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (สำหรับผู้ครอบครอง) ให้เป็นสิ่งที่ขายได้-สินทรัพย์-และแปลงสินทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นทุน" นั่นเอง ขณะเดียวกัน มีข้อน่าสังเกตอย่างยิ่งจากสิ่งที่กล่าวไปแล้วที่ว่า "สำหรับคนที่ใช้อะไรไม่เป็น อย่างน้อย ถ้ามันเป็นสิ่งที่นำไปขายได้ ก็น่าจะยังคงเป็นประโยชน์อยู่ดี" จากข้อความดังกล่าวนี้ นอกจากจะบ่งชี้ในสิ่งที่กล่าวไปในย่อหน้าก่อนนี้แล้ว ยังบ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นที่ปรารถนาร่วมกันสำหรับคนทุกคนในสังคม นั่นคือ เงิน และด้วยอานุภาพของเงินนี่เอง ที่ทำให้เกิดกระบวน "แปลงสิ่งที่ไม่ได้มีไว้ขาย ให้กลายเป็นสินทรัพย์สำหรับขายให้ได้เงินกลับมา และเงินได้กลายเป็นทรัพย์สินที่เป็นทุนสำคัญ และสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง" ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคน มี ถือเป็นทุนได้เสมอ ตราบเท่าที่นำไปขายได้ แม้เขาผู้นั้นจะไม่รู้วิธีที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้ ก็ถือว่ามันมีประโยชน์ต่อการครอบครอง กระนั้นในงานของเซโนฟอน ก็ได้ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า "แต่ก็ใช่ว่า ทุกคนจะรู้วิธีที่จะขายของ ดังนั้น ประเด็นสำคัญอีกประเด็นคือ ความรู้ในการขายของ หรือรู้จักที่จะขาย" คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เงิน คือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ครอบครองหรือไม่ ? แค่ไหนอย่างไร ? คนทั่วไปทั้งในสมัยกรีกโบราณและในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้เงินตราแลกเปลี่ยน (cash economy) ย่อมสงสัยว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะขายของไปแล้ว ไม่ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กลับมา เพราะอย่างน้อยก็ได้ เงิน และจะมีหรือ ? คนที่ใช้เงินไม่เป็น ? เซโนฟอนเขียนต่อไปว่า "ที่ผ่านมา ท่านก็เห็นด้วยไม่ใช่หรือว่าโภคทรัพย์ คือ อะไรก็ตามที่เราสามารถจะได้ประโยชน์จากมัน (profit)" โดยเขายกตัวอย่างขึ้นมาว่า "ถ้าใครคนหนึ่ง ใช้เงินซื้อบริการจากหญิงงามเมือง ที่ทำให้เขาต้องเสียสุขภาพร่างกาย-จิตใจและทรัพย์ เงินที่ใช้ไปจะถือว่าเป็น สิ่งที่ให้ประโยชน์ (profitable) ได้อย่างไร ?" และสำหรับในประเด็นเรื่องเงินนี้ เซโนฟอนเขียนย้ำว่า "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน และไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" "เงินจะต้องถูกเก็บไว้ห่างๆ คนที่ไม่รู้จักใช้มัน และไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นโภคทรัพย์ (wealth)" หรือเงินเป็นสิ่งที่ให้โทษ มากกว่าให้คุณเป็นทัศนะที่นอกจากจะปรากฏชัดเจนในงานของเซโนฟอนแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวิวาทะ ระหว่างภูมิปัญญาโบราณ และภูมิปัญญาสมัยใหม่ จาก Xenophon's Oeconomicus ถึง An Inquiry Into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ของ Adam Smith และ Capital ของมาร์กซ์ ในศตวรรษที่สิบแปด
|