หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The End of Medicine : ฤๅจะถึงกาลสิ้นสุดของวิชาชีพแพทย์ ? (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902 (3102)

เป็นที่ทราบกันดีว่า เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญยิ่งในการลดค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจ วงการแพทย์เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจำนวนมาก แต่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์กลับมิได้ลดลง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น หรืออุตสาหกรรมทางการแพทย์แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นและแตกต่างอย่างไร มีหนทางใดบ้างหรือไม่ ที่เราจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ลดลงในอนาคต Andy Kessler อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนและประธานของ Velocity Capital Management ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการเทคโนโลยี หลายปีก่อนที่จะผันตัวเองมาเป็นนักเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal, The New York Times ฯลฯ มีคำตอบในหนังสือชื่อ The End of Medicine : How Silicon Valley (And Naked Mice) Will Reboot Your Doctor หนังสือขนาด 360 หน้าเล่มนี้พิมพ์ขึ้นเมื่อปี 2006 และขายดีติดอันดับของ The New York Times ในปีนั้น

ผู้เขียนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้คุยกับเพื่อนที่ไม่ได้พบกันหลายปีที่สกีรีสอร์ต เพื่อนของเขาเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาหายไปหลายปีว่า มาจากการที่เขาประสบอุบัติเหตุและปวดต้นคอ เขาจึงไปพบแพทย์ หลังจากที่เขาต้องใช้เวลารอคอยหลายชั่วโมงหลายครั้งติดต่อกันเพื่อทำเอกซเรย์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แพทย์สรุปว่ากระดูกคอของเขาเป็นปกติดี แต่แพทย์กลับพบก้อนเนื้อที่บริเวณฐานของกะโหลก แพทย์จึงส่งเขาต่อเป็นทอดๆ ไปยังอีกหลายโรงพยาบาล จนในที่สุดเขาจึงทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดหนึ่ง

เมื่อผู้เขียนได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนจบลง เขาจึงนึกได้ว่าตนเองซึ่งมีอายุกว่า 40 ปีแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการตรวจเช็กร่างกายมาเป็นเวลานาน เขาจึงไปพบแพทย์เพื่อขอเข้ารับการตรวจเช็กร่างกายบ้าง แพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกาย ซึ่งทำให้เขาระลึกถึงวิธีการซึ่งไม่แตกต่างจากที่เขาเคยได้รับการปฏิบัติมาเมื่อยังเล็ก แพทย์สรุปว่าเขามีความดันโลหิตสูงกว่าปกติเล็กน้อยและมีไขมันในเลือดสูงจึงควรลดอาหารประเภทไข่และเนื้อแดง หลังจากนั้นเขาได้รับใบเสร็จค่าตรวจร่างกายในวันนั้นเป็นเงินถึง 408 เหรียญ

นั่นหมายความว่า การตรวจเพียง 8 นาที เพื่อที่จะทราบว่าเขามีไขมันในเลือดสูงและได้รับคำแนะนำในการลดไขมัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถหาได้จากนิตยสารราคาเพียง 6.95 เหรียญ มีราคาสูงถึง 408 เหรียญเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นรายการย่อยจากใบเสร็จ ทำให้เขาทราบว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการเจาะเลือดและส่งเลือดไปตรวจสูงถึงอย่างละ 16 เหรียญเลยทีเดียว ส่วนใบเสร็จอีกใบหนึ่งบ่งว่า ค่าตรวจเลือดเป็นเงินสูงถึง 220 เหรียญ

ตามปกติเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าร่วมกับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตต่ำลง แต่ต้นทุนของอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสูงมากกลับมิได้ลดลงเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น สถิติบ่งว่า ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในสหรัฐสูงขึ้นทุกๆ ปี จนเมื่อปี 2005 สูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญ หรือเท่ากับร้อยละ 15 ของรายได้ประชาชาติในสหรัฐเลยทีเดียว ผู้เขียนจึงเริ่มสงสัยเช่นเดียวกับคนทั่วไปว่า แท้ที่จริงแล้ว เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยหรือทำร้ายประชาชนกันแน่ ค่าใช้จ่ายที่มากมายขนาดนี้มากหรือน้อย และมันสมเหตุสมผลหรือไม่ที่จะจ่าย อีกทั้งมันจะไม่มีโอกาสลดลงโดยที่มนุษย์ จะสามารถมีชีวิตอยู่ยืนยาวเพิ่มขึ้นได้เลยเชียวหรือ จะมีสิ่งมหัศจรรย์ใดหรือไม่ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายนี้ลดลง และแพทย์มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นหรือไม่

เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทราบข้อมูลในวงการแพทย์มากขึ้น ผู้เขียนจึงลงทะเบียนเพื่อเข้าประชุม และสัมมนาหลายต่อหลายครั้ง ข้อมูลที่เขาได้รับเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์บ่งว่า ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของสหรัฐ สูงที่สุดในโลก นั่นคือ 5,400 เหรียญต่อคนต่อปี รองลงมาคือ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี แคนาดา และอังกฤษ โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3,300, 2,800, 2,700 และ 2,000 เหรียญตามลำดับ โดยค่าใช้จ่ายร้อยละ 70 ของสหรัฐใช้ไปในการรักษาโรคเรื้อรัง ซึ่งประกอบด้วยโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ถึง 2.1 แสนล้านเหรียญ มะเร็ง 1.92 แสนล้านเหรียญ เบาหวาน 9.2 หมื่นล้านเหรียญ โรคที่เกิดจากความอ้วน 7.5 หมื่นล้านเหรียญ และโรคข้อ 2.2 หมื่นล้านเหรียญ ผู้รับผิดชอบประกอบด้วย 3 ส่วน คือ รัฐรับผิดชอบสูงสุดถึงร้อยละ 44 บริษัทประกันร้อยละ 40 ส่วนประชาชนซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดกลับเป็นผู้จ่ายต่ำสุดเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น

ในด้านการพิจารณาเรื่องความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ให้ความเห็น หากเป็นความเห็นของผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับการประกันสุขภาพจากรัฐเพื่อให้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ไปจนถึงอย่างน้อย 80 ปีย่อมคุ้มค่า แต่หากเป็นความเห็นของเด็กหนุ่มสาวหรือคนในวัยทำงานจะรู้สึกว่ามากเกินไป

ผู้ที่เริ่มต้นออกความคิดให้รัฐเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุ จนกลายเป็นปัญหาโลกแตกในสหรัฐ มาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตประธานาธิบดี Lyndon Baines Johnson เขาเป็นนักการเมืองคนแรกที่คิดวิธีหาเสียงกับผู้สูงอายุ เพื่อให้ตนเองชนะการเลือกตั้ง ด้วยการเสนอกฎหมายคุ้มครองสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ หลังจากนั้นมาภาระทาง ด้านสุขภาพของประชาชนก็ตกเป็นของรัฐผ่านการหาเสียงของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย และคงยากที่จะล้มเลิกได้เพราะคนย่อมต้องการที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดคำถามสำคัญสำหรับทั้งประชาชนและรัฐตามมานั่นคือ พวกเขาจะมีกำลังจ่ายเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ มนุษย์ควรมีระบบการดูแลสุขภาพที่เป็นเลิศเช่นนี้ต่อไปอีกหรือไม่ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือไม่ มีความสูญเสียอันใดในระบบที่ไม่ควรเกิดขึ้นหรือไม่

สถิติปี 2004 บ่งว่า ผู้ที่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากระบบประกันสุขภาพมีทั้งสิ้น 40 ล้านคน ในขณะที่การใช้สิทธิมีสูงถึง 900 ล้านครั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 2 แสนล้านเหรียญ หากการบริการทางการแพทย์เป็นเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การตัดลดเวลาที่ผู้ป่วยเข้ารับบริการน่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ปี 2002 ประชาชนที่มีสิทธิรับประโยชน์จากบริการสุขภาพเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เจ็บป่วย แต่ค่าใช้จ่ายสำหรับคนกลุ่มนี้สูงถึงร้อยละ 47 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เมื่อค่าใช้จ่ายทางด้านนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นในขณะที่ความสามารถในการจ่ายจากทุกๆ ส่วนโดยเฉพาะจากภาครัฐลดลง รัฐจึงมีนโยบายลดค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพลงร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปที่ใด จากปี 1999-2003 แพทย์ที่ได้รับสัดส่วนของค่าบริการเพิ่มขึ้นสูงสุด คือ  แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว อายุรแพทย์และกุมารแพทย์ ซึ่งได้รับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 แต่รายได้ของแพทย์แต่ละคนในกลุ่มนี้กลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น นั่นหมายความว่าแพทย์แต่ละคนในกลุ่มนี้ต้องทำงานเพิ่มขึ้นมากกว่าสัดส่วนของเงินได้ที่เพิ่มขึ้น

ส่วนแพทย์ที่ได้รับสัดส่วนของเงินค่าบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เป็นอายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจที่ไม่ได้ทำเกี่ยวกับการผ่าตัด หรือสอดแทรกเครื่องมือเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย แพทย์แต่ละคนในกลุ่มนี้กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ที่เป็นเช่นนี้เพราะแพทย์กลุ่มนี้มีของเล่นที่ไม่เหมือนใคร

นั่นคืออุปกรณ์ที่ช่วยในการวินิจฉัยโดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสี่ยง เช่น เครื่องสแกนและเครื่องถ่ายภาพต่างๆ อุปกรณ์เหล่านี้มีข้อดีเหนือกว่าการผ่าตัด หรือการฉีดสีตรงที่แพทย์สามารถเห็นอวัยวะภายในของผู้ป่วยได้อย่างละเอียดลออ เช่นเดียวกับการทำหัตถการเก่าๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องได้รับสารใดๆ หรือใส่อุปกรณ์ใดๆ เข้าไปในร่างกาย จึงเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง แพทย์ที่ทำหัตถการทางด้านนี้รวมทั้งรังสีแพทย์ต้องทำงานหนัก แต่ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดด้วย

ปัญหาที่ตามมาคือบริษัทประกันทั้งหลายไม่สามารถประเมินได้ว่า พวกเขาควรจ่ายให้กับอะไรบ้าง ในเมื่อโรคหัวใจซึ่งเคยเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งได้ลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาราว 50 ปี และสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในประชากรกลุ่มอายุต่ำกว่า 80 ปี ก็มิใช่โรคหัวใจอีกต่อไป หากกลับเป็นโรคมะเร็ง แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันการตายของประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปี เพียงสี่แสนกว่าคนนั้น กลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.1 แสนล้านเหรียญ ซึ่งไม่มีใครทราบว่าคุ้มค่าหรือไม่ หรือแพทย์ควรเริ่มต้นด้วยการพยายามทำให้ประชาชนห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บจะดีกว่า

หน้า 50


The End of Medicine : ฤๅจะถึงกาลสิ้นสุดของวิชาชีพแพทย์ ? (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3903 (3103)

หลังจากที่ผู้เขียนเริ่มควบคุมอาหารและน้ำหนักได้ระยะหนึ่ง เขาต้องการทราบผลของไขมันในเลือด ว่าจะลดลงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ แต่เขาไม่ต้องการเสียเงินให้แพทย์อีกต่อไป เขาจึงเริ่มเสาะหาอุปกรณ์ตรวจผลเลือดด้วยตัวเอง ผลปรากฏว่ามันไม่มีขายตามท้องตลาด เขาจึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีเรื่องลับลมคมในอะไรสักอย่างในอุตสาหกรรมนี้ เพราะการตรวจหาความผิดปกติในเลือดนั้น ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นและค่าใช้จ่ายก็ไม่ควรจะสูงเหมือนที่ทราบกันในปัจจุบันเช่น ค่าใช้จ่ายในการตรวจหาความผิดปกติในเลือดแต่ละชนิด สูงถึง 25-50 เหรียญ หากแพทย์ต้องการตรวจเลือด ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเช่น ร่องรอยของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) หรือร่องรอยของโรคทางพันธุกรรมต่างๆ (DNA) ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงขึ้นไปอีกทั้งๆ ที่ความแม่นยำก็ไม่สูงมากนักเพียงแค่ 80% เท่านั้น นั่นหมายความว่ามีผู้ป่วยถึงร้อยละ 20 ที่ผลการตรวจกลับบ่งบอกว่าปกติ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อลิขสิทธิ์ของอุปกรณ์สำหรับตรวจหาความผิดปกติแต่ละชนิดหมดลง บริษัทที่ทำธุรกิจในวงการนี้ก็ค้นพบการตรวจที่ยุ่งยากมากขึ้นและมีความแม่นยำสูงขึ้นไปอีก ทำให้สิ่งประดิษฐ์ที่หมดลิขสิทธิ์หมดความหมายไปโดยปริยาย

การที่ผู้เขียนมีความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูงซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ก่อความกังวลแก่เขาอย่างมากเมื่อเขาอ่านพบการชักชวนการตรวจร่างกายด้วยเครื่องมืออันทันสมัย ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงความแข็งตัวของเส้นเลือดหัวใจจากการมีแคลเซียมเกาะได้ เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจดังกล่าว โดยที่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับเงินคืนจากบริษัทประกันหรือไม่ เขายินดีจ่ายเงินสูงถึง 445 เหรียญเพื่อหาคำตอบ ผลการตรวจพบว่าหลอดเลือดหัวใจของเขายังเป็นปกติดี แต่แพทย์ผู้ตรวจกลับยืนยันว่า เขายังคงมีความเสี่ยงของการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจอยู่ถึง 5% และแนะนำให้เขามาตรวจใหม่ทุกๆ 5 ปี

แพทย์ให้เหตุผลว่าระดับไขมันในเลือดที่สูงกว่าปกติเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนหนึ่งยังคงมีระดับไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ เขาจึงคิดว่าแท้ที่จริงแล้ว ธุรกิจหลายพันล้านเหรียญ ของยาลดระดับไขมันในเลือดนั้น ตั้งอยู่บนฐานของความไม่แน่นอน และความหลอกลวงเสียนี่กระไร ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ที่มีโอกาสอ่านวารสารทางการแพทย์จะพบว่าบทความต่างๆ ที่ได้รับการตีพิมพ์นั้น เต็มไปด้วยข้อความที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่มิได้มีการยืนยันอะไรที่แน่นอนลงไป ซ้ำร้ายผู้เขียนส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ที่ทำวิจัยและบรรยายผลงานทางวิชาการให้กับบริษัทผลิตยาผู้สนับสนุนงานวิจัยนั้นๆ จึงเป็นที่น่ากังขาว่าอาจมีการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างบริษัทผลิตยา และแพทย์ในการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับยาชนิดต่างๆ ก็เป็นได้เช่น ยาลดระดับไขมันในเลือด ยิ่งไปกว่านั้นการตรวจที่เขาเพิ่งจ่ายเงินไปนั้นก็เป็นเพียงแค่ลดความกังวลต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เขายังคงอาจเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบจากการมีไขมันในเลือดสูงและมะเร็งอีกอยู่ดี

ในช่วงเวลาที่เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ๆ นั้น การตรวจร่างกายด้วยวิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ภายหลังเครื่องมือนี้กลับได้รับความนิยมน้อยลงแต่ไม่ใช่เพราะบริษัทประกันมักไม่ยอมจ่ายค่าตรวจ หากเป็นเพราะความผิดพลาดในการแปลผลมากกว่า แพทย์มักอ่านพบความผิด ปกติเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอจากฟิล์มที่ถ่ายโดยเครื่องมือชนิดนี้ แต่เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ อีกครั้งกลับไม่พบความผิดปกติใดๆ นั่นหมายความว่าแทนที่เครื่องมือนี้จะมีความแม่นยำและทำให้ผู้ป่วยหายกังวลใจหลังการตรวจ มันกลับสร้างความกังวลใจให้เขามากขึ้นไปอีกจากผลที่ผิดพลาด ความนิยมในการเข้ารับการตรวจ ด้วยเครื่องมือชนิดนี้จึงลดลง

เพื่อหาความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าเมื่อการอ่านผลโดยแพทย์มีความแม่นยำไม่สูงมากนัก เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยได้หรือไม่ ผู้เขียนได้เข้าไปเฝ้าดูการอ่านฟิล์มจากการตรวจเต้านม (mammogram) ของรังสีแพทย์ และพบว่าฟิล์มส่วนใหญ่ที่พวกเขาอ่านอยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะฟิล์มเหล่านี้เป็นฟิล์มจากการตรวจร่างกายประจำปีทั่วๆ ไป สถิติบ่งว่าฟิล์มเพียง 1 ใน 25 เท่านั้นที่จะชี้ว่ามีความผิดปกติ และเพียง 1 ใน 250 เท่านั้นที่ผู้ได้รับการตรวจจะเป็นมะเร็งจริงๆ วิธีการอ่านของแพทย์ก็คือ รังสีแพทย์จะอ่านฟิล์มเอง 1 ครั้ง แต่เพื่อความแน่นอนฟิล์มจะถูกอ่านอีกครั้งโดยเครื่องคอมพิวเตอร์อ่านฟิล์มที่เรียกว่า R2 ที่เป็นเช่นนั้นเพราะฟิล์มประเภทนี้โดยทั่วๆ ไปควรได้รับการอ่านโดยรังสีแพทย์ 2 คน แต่การทำเช่นนั้นย่อมสิ้นเปลืองเกินไป อย่างไรก็ตามการอ่านฟิล์มโดยรังสีแพทย์เพียงคนเดียวก็เสี่ยงเกินไป หลังจากนั้นผู้เขียนจึงทราบว่าเครื่องอ่านฟิล์มชนิดนี้มีความแม่นยำมากกว่าผลอ่านโดยรังสีแพทย์ถึง 7-19% เลยทีเดียว

นอกจากเครื่องมือตรวจเต้านมแล้ว ผู้เขียนยังไปสังเกตการใช้เครื่องมือ 3 มิติตรวจผู้ป่วยอีกด้วย ศาสตราจารย์ผู้สาธิตเล่าว่า อุปกรณ์ชนิดนี้สามารถใช้ได้ในการศึกษาแบบจำลองของโปรตีน เพื่อจะผลิตยาให้มีขนาด และรูปร่างที่เหมาะสมที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง กระบวนการนี้เรียกว่าการออกแบบยาอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งน่าจะช่วยรักษาโรคทุกโรคให้หายได้ในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเข้าชมการสาธิตจากเครื่องมือประเภทนี้ในการสัมมนา The 7th International Multi-Detector Row Computed Tomography Symposium และทราบว่ามันสามารถตรวจอวัยวะต่างๆ ได้ผลแม่นยำและเสร็จภายในเวลา 6 นาทีเท่านั้น เครื่องเหล่านี้ส่วนใหญ่ราคาประมาณ 2 ล้านเหรียญ สามารถให้บริการผู้ป่วยได้ชั่วโมงละประมาณ 6 คน ซึ่งเท่ากับ 18,000 คนต่อปี ทำให้มันมีต้นทุนอยู่ที่ 111 เหรียญต่อครั้ง และการอ่านฟิล์มจากเครื่องเหล่านี้โดยรังสีแพทย์ก็ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีนอกจากจะทำให้การตรวจชนิดต่างๆ มีค่าใช้จ่ายลดลงแล้ว มันยังทำให้แพทย์สามารถดูแลสุขภาพประชาชนได้ดีขึ้น และประหยัดเวลาด้วย ซึ่งน่าจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพในอนาคต ลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นเครื่องมือชนิดที่สามารถอ่านผลเองได้โดยอัตโนมัติ

แม้ว่าเทคโนโลยีทางด้านเอกซเรย์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญมากขึ้นในวงการแพทย์จนผู้เขียนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องคอมพิวเตอร์อ่านฟิล์มทั้งหลายซึ่งมีค่าบริการเพียงครั้งละ 29 เหรียญนี้น่าจะเป็นเครื่องมือตัวแรกๆ ที่สามารถทะลุทะลวงเกราะของวิชาชีพแพทย์สู่หนทางของการประหยัดเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ในไม่ช้านี้ แต่การวินิจฉัยเพื่อรักษาของแพทย์ยังคงต้องอาศัยผลการตรวจเลือดอยู่ดี บริษัทต่างๆ ได้เริ่มผลิตอุปกรณ์ตรวจเล็กๆ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถซื้อหาไปตรวจเองได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัสสาวะ ส่วนการแปลผลนั้นคนทั่วไป ก็สามารถหาความรู้ได้จากหนังสือ และจากระบบอินเทอร์เน็ต การไปพบแพทย์เพื่อรับคำสั่งเจาะเลือด และฟังการแปลผลจึงอาจเป็นกิจกรรมที่แพงเกินเหตุ อย่างไรก็ดีผู้เขียนพบว่า เครื่องมือตรวจเล็กๆ เหล่านี้สามารถหาได้ง่ายๆ แต่คนทั่วไปกลับไม่สามารถทำการตรวจเองได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตรวจต่างๆ มักจำเป็นต้องใช้เลือด แต่การนำเลือดออกจากร่างกายต้องใช้เข็มและหลอดดูด ข้อจำกัดหรือคอขวดจึงมาจากจุดนี้เพราะคนทั่วไป ไม่สามารถซื้อหาอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้ได้โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ แต่หากผู้ใดมีความสามารถนำเลือดออกจากร่างกายมาได้ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ทั้งสอง การส่งเลือดเข้าไปรับตรวจในห้องปฏิบัติการก็ยังคงต้องอาศัยคำสั่งที่มีลายเซ็นแพทย์กำกับอยู่ดี นั่นหมายความว่าวงการแพทย์กำหนดให้การเจาะเลือดและการจ่ายยาเป็นเอกสิทธิ์ที่ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น ผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือวิธีการหากินของ (วิชาชีพ) แพทย์

หน้า 50


The End of Medicine : ฤๅจะถึงกาลสิ้นสุดของวิชาชีพแพทย์ ? (3)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3904 (3104)

เป็นที่ทราบกันดีว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ อันเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้จ่ายจะมีความสามารถในการจ่าย เพิ่มขึ้นตลอดไปเช่นนี้หรือไม่ และใครกันแน่ควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เพราะดูเหมือนว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้มิได้ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงเลย ฝ่ายที่ดูเหมือนจะเดือดร้อนในเรื่องค่าใช้จ่ายมากที่สุดคงจะเป็นบริษัทประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทประกันสุขภาพ เพราะบริษัทเหล่านี้จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ให้กับผู้ทำประกัน หากผู้ทำประกันเป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง บริษัทประกันสุขภาพย่อมอยากให้ผู้เอาประกันเสียชีวิตมากกว่ามีชีวิตอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนบริษัทประกันชีวิตนั้นจะต้องจ่ายเงินก้อนเมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต ดังนั้นบริษัทประกันชีวิต ย่อมอยากให้ผู้ทำประกันมีชีวิตอยู่ตลอดไปมากกว่า

นับจากทศวรรษที่เริ่มจากปี 1980 เป็นต้นมา ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น จนบริษัทประกันสุขภาพ เริ่มรับภาระไม่ไหว จึงพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย ด้วยวิธีการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามกลุ่มโรค หรือ DRG (diagnostic related groups) นั่นหมายความว่า การรักษาพยาบาลทุกอย่างจะถูกกำหนดโดยรหัสที่เข้าใจตรงกันระหว่างแพทย์ และบริษัทประกันเพื่อสะดวกในการเบิกจ่าย ยิ่งไปกว่านั้น DRG นี้ยังถือเป็นการควบคุมการสั่งปฏิบัติการรักษา ของแพทย์ไปในตัว เพื่อป้องกันมิให้แพทย์สั่งการเกินพอดีหรือขาดเหตุผลอันควร

อย่างไรก็ดีการควบคุมค่าใช้จ่ายด้วยวิธีการต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล ผู้เขียนจึงพยายามสืบค้นว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เมื่อเขามีโอกาสพูดคุยกับ Dr.Laurence Baker แห่ง มหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด ในเรื่องค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เขาก็เข้าใจมากขึ้น เขาได้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีอาจสามารถลดจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาลได้ เพิ่มอัตราการรอดของผู้ป่วยได้ แก้ปัญหาโรคที่ไม่เคยรักษาได้ให้กลายเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้โดยง่าย แต่ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก และประเมินผลยาก ตามกฎหมายโครงการสวัสดิการสุขภาพของรัฐ ไม่สามารถที่จะนับความสำเร็จจากต้นทุนได้ เพราะไม่มีหน่วยนับที่แน่นอน เช่น ดอลลาร์ต่อปีของชีวิต รัฐอาจต้องลงทุนค่ารักษาพยาบาลถึงสองหมื่นเหรียญ ซึ่งอาจสามารถยืดอายุผู้ป่วยได้ 5-20 ปี ดังนั้นการพยายามวัดเป็นหน่วยปริมาณ หรือต้นทุนต่อผลได้จึงทำได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นการหาข้อมูลในเรื่องนี้ยังแทบเป็นไปไม่ได้อีกด้วย การตรวจด้วยวิธีการใหม่ๆ อาจให้ผลการตรวจที่แม่นยำถูกต้องกว่าก็จริง แต่แพทย์ส่วนใหญ่ ยังคงต้องเริ่มต้นตรวจด้วยเครื่องมือเก่าๆ ซึ่งให้ข้อมูลน้อยกว่า เพื่อให้ได้รับอนุมัติการตรวจด้วยเครื่องมือที่มีความซับซ้อนและราคาแพงขึ้น หากมีข้อมูลบ่งชี้ว่ามันคุ้มค่า ที่จะได้รับการตรวจในระดับนั้นๆ นอกจากนี้การที่ค่าใช้จ่ายไม่สามารถลดลงได้ ก็อาจมาจากการที่แพทย์ พยายามสืบค้นโรคให้ได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งย่อมจะยากลำบากกว่าการสืบค้น เมื่อโรคอยู่ในระยะรุนแรง เพราะมันย่อมปรากฏอย่างแจ้งชัดแล้ว

นอกจากข้อมูลจาก Dr.Baker แล้ว ผู้เขียนยังมีโอกาสคุยกับ John Simpson ผู้ให้กำเนิดการรักษา ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ด้วยการใส่สายเข้าไปในหลอดเลือด และใช้ลูกโป่งค้ำยันไว้ เพื่อป้องกันการแฟบของหลอดเลือด เขาให้ความเห็นว่าในอนาคตหากการค้นหาตำแหน่งเส้นเลือดที่อุดตัน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ทำได้ง่าย และราคาถูก แพทย์จะสามารถป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ตายจากการอุดตันได้อย่างแน่นอน ด้วยการนำก้อนเลือด และไขมันที่อุดตันนั้นออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการคล้ายกับการทำลายเนื้องอกที่มดลูก ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของเครื่องคอมพิว เตอร์อาจทำให้มนุษย์ในยุคหน้าไม่จำเป็นต้องใช้บริการแพทย์อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์โรคหัวใจเพราะผู้ป่วยจะได้รับการป้องกันการเจ็บป่วยได้จากเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้

ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ Dr.Gary Glazer แห่ง The Quadrus Office Complex ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำวิจัย เกี่ยวกับเครื่องมือในการตรวจทางคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง นั่นคือ การตรวจโมเลกุลด้วยคอมพิวเตอร์ (molecular imaging) การที่บริษัทต้องการพัฒนาเครื่องมือนี้ก็เพราะการตรวจหามะเร็งในปัจจุบัน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องตรวจด้วยแม่เหล็กนั้นสามารถตรวจพบมะเร็งที่ขนาดเล็กที่สุดประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งบรรจุเซลล์มะเร็งไว้แล้วถึงหนึ่งพันล้านเซลล์ ทำให้การรักษาเป็นไปได้ยากลำบาก หากเราสามารถตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ 10-100 ล้านเซลล์ได้ ความสามารถในการรักษาให้หายขาดจากโรคจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าวงการแพทย์จะสามารถตรวจพบร่องรอยของมะเร็ง (tumor marker) จากการตรวจเลือดได้บ้างแล้วก็ตาม แต่สัญญาณที่ใช้ติดตามนี้ยังไม่สามารถแปลผลได้แน่นอนและมักใช้ในการติดตามหลังการรักษามากกว่าการช่วยวินิจฉัย ยิ่งไปกว่านั้นการที่ค่าเหล่านี้มีความผิดปกติที่มีความเฉพาะเจาะจงไม่มากนัก อีกทั้งการตรวจพบยังทำได้ในระยะหลังๆ ของโรคไม่ช่วยในการป้องกันหรือวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น หากบริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ตามเป้าหมาย ตลาดของสินค้านี้จะใหญ่มากและสามารถให้ความช่วยเหลือประชากรโลกได้มากขึ้นด้วย อีกทั้งยังน่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือเกิดการประหยัดจากขนาดนั่นเอง

เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมบริษัททำวิจัยเพื่อค้นหายาใหม่ๆ เขาสงสัยว่า เหตุใดบริษัทที่ขายสินค้าได้เพียงปีละ 50 ล้านเหรียญ และขาดทุนถึงปีละ 100 ล้านเหรียญ จึงสามารถทำธุรกิจอยู่ได้ หัวหน้าผู้บริหารของบริษัทอธิบายว่า บริษัทจะเริ่มต้นด้วยการนำสารประกอบชนิดต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นเข้าทำปฏิกิริยากับเซลล์มะเร็ง หากสารประกอบตัวใดมีความสามารถที่จะหยุดยั้งหรือทำให้เซลล์มะเร็งลดลงได้ สารประกอบชนิดนั้นๆ จะถูกเลือกมาทำการวิจัยต่อในขั้นต่อๆ ไปจนกว่าจะถึงระยะที่เข้าสู่ตลาดได้ ในปัจจุบันบริษัทมีสารประกอบ ที่รอเข้ารับการทดสอบกว่า 4 ล้านตัว เงินทุนที่บริษัทใช้ทำวิจัยมักมาจากบริษัทยาใหญ่ๆ ที่กำลังขาดสินค้าใหม่ๆ ยิ่งเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมกับบริษัทยาต่างๆ เขาจึงพบว่า บริษัทยาเหล่านี้จะให้ความสำคัญ กับการประชาสัมพันธ์ยาที่อยู่ในระยะที่ 2 ของการทดลอง ที่เป็นเช่นนี้เพราะหุ้นของบริษัทยาเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไปจนกว่าการทดลองยาจะสิ้นสุดลง หรือไม่สามารถที่จะผ่านการทดลองในระยะที่ 2 ได้ ผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การค้นหาตัวยาด้วยวิธีดังกล่าวของบริษัทเป็นวิธีการที่มีโอกาสล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังขาดความเป็นวิทยาศาสตร์และเหตุผลค่อนข้างมากด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกัน ระหว่างบริษัทวิจัยและบริษัทยา รวมทั้งบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือมีบางอย่างซ่อนอยู่ในวงการแพทย์ จึงทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดูยุ่งเหยิง

อย่างไรก็ตามผลจากการติดตามการสัมมนาและการประชุมหลายครั้งทำให้ผู้เขียนเริ่มมีความคิดว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยในการสืบค้นโรค ตั้งแต่ระยะแรกน่าจะเป็นหนทางที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ลดลงได้ เขาจึงไปที่ Hutch องค์กรหนึ่งซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับการตรวจหาโปรตีนที่จะสามารถบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งในระยะแรก เขาได้มีโอกาสพบกับประธานและผู้อำนวยการสถาบันมะเร็ง ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 2001 ประธานคนนั้นอธิบายว่า การค้นหาโปรตีนที่คาดว่าจะใช้การได้ 1 ชนิด มักได้มาจากโปรตีนประมาณ 1 ล้านชนิด ถึงกระนั้นก็ตามโปรตีนที่ค้นพบและคาดว่าจะใช้การได้นี้ก็อาจไม่สามารถใช้การได้ สิ่งที่บริษัทกำลังค้นหาคือ คู่ของการทดสอบที่เพิ่มความไวและความแม่นยำในการทำนายมะเร็งในระยะเริ่มต้น และแหล่งของข้อมูลโปรตีนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน

เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนเข้าชมในการทดลองของ Gambhir Lab ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหามะเร็งในระยะแรกๆ เช่นกัน วิธีการในการตรวจของเครื่องมือนี้คือ การใช้สารเรืองแสงหรือสารที่มีความเฉพาะเจาะจงเพื่อค้นหาเซลล์มะเร็งชนิดหนึ่งๆ ฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วทำการถ่ายเอกซเรย์ด้วยเครื่องที่มีความสามารถในการแยกความแตกต่างระหว่างเซลล์ปกติ และเซลล์มะเร็งที่ทำปฏิกิริยากับสารเรืองแสงหรือสารที่มีความเฉพาะเจาะจงในการค้นหาเซลล์มะเร็งชนิดหนึ่งๆ ที่ฉีดเข้าไป หากตรวจพบว่ามีเซลล์มะเร็ง เครื่องมือชนิดนี้ก็ยังสามารถใช้ในการติดตามเคมีบำบัดที่ฉีดเข้าไปในผู้ป่วยได้ด้วย นั่นหมายความว่าหากบริษัทเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องมือใหม่ๆ เครื่องมือเก่าๆ เช่น เครื่องตรวจเต้านมเพื่อหามะเร็งเต้านมและรังสีแพทย์จะหมดประโยชน์ไปในทันที ซึ่งน่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดลงได้มากในอนาคต แต่หากค่าใช้จ่ายในการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น ยังคงมีราคาสูง ค่าใช้จ่ายก็คงบานปลายเช่นเดิม

หน้า 50


The End of Medicine / ฤๅจะถึงกาลสิ้นสุดของวิชาชีพแพทย์ ?(จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปิยากร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3905 (3105)

เมื่อค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของสหรัฐเพิ่มขึ้นทุกปี ผู้คนส่วนใหญ่จึงสงสัยว่า แท้ที่จริงแล้วค่าใช้จ่ายที่ควรจะเป็นคือเท่าไรกันแน่ และควรใช้อะไรมาเป็นดัชนีชี้วัด ข้อมูลบ่งว่ารัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินทดแทนให้กับครอบครัวผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ 9/11 รวมทั้งสิ้น 7 พันล้านเหรียญ โดยแบ่งเป็นค่าทดแทนให้ผู้บาดเจ็บ 1 พันล้านเหรียญและผู้เสียชีวิต 6 พันล้านเหรียญ จำนวน 2,878 ครอบครัวโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 2.1 ล้านเหรียญ ครอบครัวที่ผู้เสียชีวิตมีอายุน้อย และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน อีกทั้งยังมีศักยภาพสูงในการหารายได้และครอบครัวของผู้ที่มีฐานะมั่งคั่ง จะได้รับการทดแทนในอัตราที่สูงกว่าปกติ ค่าชดเชยนี้คือค่าตัวต่อปีของประชาชนแต่ละคนที่รัฐบาลสหรัฐตีค่าให้ ซึ่งตรงกับที่ Murphy and Topel ให้ความเห็นว่า ค่าเฉลี่ยของคนแต่ละคนที่จะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น ร่วมกับการที่พวกเขาบริโภคและสร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นน่าจะอยู่ระหว่าง 3-7 ล้าน หรือเฉลี่ย 5 ล้านเหรียญ และตรงกับบทความที่กล่าวถึงประเด็นค่าของคนแต่ละคนอยู่ระหว่าง 50,000-100,000 เหรียญต่อปี หรือเท่ากับที่ค่าใช้จ่ายสวัสดิการสุขภาพที่รัฐจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง

อย่างไรก็ดีผู้เขียนยังมีความเห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่รัฐจ่ายนี้สูงเกินไป แทนที่รัฐจะเสียค่าใช้จ่ายไป ในการรักษาพยาบาล รัฐควรจะสนับสนุนการค้นหาโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก ซึ่งน่าจะเป็นหนทางในการลดค่าใช้จ่ายจะดีกว่า สถิติบ่งว่ารัฐจ่ายเงินเพื่องานวิจัยในการค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรกเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเทียบกันไม่ได้กับเงินที่รัฐจ่ายเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดสูงถึง 6 พันล้าน และยิ่งเทียบกันไม่ได้ กับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยของบริษัทไมโครซอฟท์และอินเทลที่ลงทุนกันถึง 6 และ 5 พันล้านเหรียญตามลำดับ ผู้เขียนจึงเริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสมรู้ร่วมคิดกันในหมู่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง เพราะคนส่วนใหญ่ทราบดีว่า โรงพยาบาล และบริษัทผลิตยาสามารถทำเงินมากมายจากผู้ป่วยมะเร็ง จึงอาจเป็นเหตุให้ไม่มีใครสนใจไยดี ที่จะหาทางสืบค้นหาโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐมิได้ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อหาคำตอบสำหรับข้อข้องใจนี้ ผู้เขียนจึงเข้าประชุมกับองค์การอาหารและยา ตัวแทนจากบริษัทวิจัยอุปกรณ์ เพื่อค้นหาโรคในระยะเริ่มต้นและบริษัทผลิตยา เขาพบว่าการอนุมัติการทดลองในระยะที่ต้องทำกับมนุษย์สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้มีความยุ่งยากเช่นเดียวกับการทดลองยาในมนุษย์ ซึ่งจะทำให้โอกาสในการค้นคว้าทดลองต้องใช้เงินทุนเพิ่มขึ้น และยืดเวลาออกไปอีก ผู้เขียนจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่องค์การอาหารและยาไม่อนุญาตให้ทำการทดลอง อาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับบริษัทผลิตยาก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีบริษัทที่ทำการวิจัยเหล่านี้ก็ไม่สิ้นความพยายาม พวกเขามีโครงการที่จะจัดประชุมร่วมกับกลุ่มนักลงทุนเพื่อหาเงินทุนต่อไป

ผู้เขียนสรุปในตอนท้ายว่า แม้เทคโนโลยีใหม่จะทำให้หลายอาชีพสาบสูญไป เช่น พนักงานรับจ่ายเงินหน้าธนาคารหายไป จากการมีตู้ เอทีเอ็ม ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนลดลงและกำไรมากขึ้น แต่วงการแพทย์กลับไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การปฏิบัติการทางการแพทย์ไม่มีสิ่งใดดีที่สุด มีแต่แพทย์ที่ดีที่สุดเท่านั้น งานของวงการแพทย์ไม่มีผลิตภัณฑ์แต่เป็นการบริการ โอกาสที่อาชีพแพทย์จะสาบสูญไปจึงน่าที่จะมีน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ จากผลการศึกษาเขาสรุปว่า การที่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงมาก เป็นเพราะแท้ที่จริงแล้วพวกแพทย์ไม่ได้รู้อะไรมากพอ จึงใช้เพียงแค่ความทรงจำเกี่ยวกับอาการ ความรู้เกี่ยวกับโรคร่วมกับเครื่องมือเก่าๆ ซึ่งบอกอะไรไม่ได้มากมาช่วยในการรักษา เขาคาดว่านับจากนี้ไปวงการแพทย์น่าจะเปลี่ยนไป การที่เทคโนโลยีสามารถรวบรวมความรู้ในวงการแพทย์ ไปไว้ในเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทั้งหลาย ทำให้พวกแพทย์มีโอกาสที่จะถูกกำจัดไปเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ เช่น รังสีแพทย์ถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการค้นหาโรคหรือช่วยอ่านฟิล์ม และนักโภชนาการ จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือเย็บกระเพาะให้เล็กลง บางคนอาจแย้งว่ามนุษย์คงไม่มีใครยอมเชื่อเฉพาะอุปกรณ์ หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงก็คือมนุษย์จะไม่เชื่อถืออุปกรณ์เฉพาะในยามเจ็บป่วยแล้วเท่านั้น หากยินดีที่จะใช้มันเพื่อค้นหาโรคด้วยตนเอง เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมไม่ต้องการเสียเงินมาก และอยากมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นการเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์การตรวจใหม่ๆ ก็มิได้ยากเย็นจึงสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นาน

เมื่อการลดค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และอัมพฤกษ์สามารถเป็นไปได้จากการค้นหาโรค ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะอยู่ในรูปของอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่มีค่าใช้จ่ายต่อครั้งลดลง ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในวงการแพทย์ในอนาคตคือเงินทุนจากแหล่งต่างๆ ที่นิยมการแสวงหากำไรจะหลั่งไหลเข้าไปยังบริษัทวิจัย ที่คิดสร้างอุปกรณ์หรือเครื่องมือเพื่อค้นหาและกำจัดโรคในระยะแรก ส่งผลให้การป้องกันเข้าไปแทนที่การรักษาไปโดยปริยาย นั่นหมายความว่า คริสต์ศตวรรษที่ 21 กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมใหม่อย่างแท้จริง และนี่อาจเป็นจุดสิ้นสุดของการแพทย์อย่างที่เคยเป็นมาก็เป็นได้

ข้อสังเกต - หนังสือเล่มนี้ตีแผ่ข้อมูลในวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาหลายเรื่อง อีกทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยี ที่คาดว่าจะออกมาขายในอนาคตด้วย ซึ่งเป็นการยากที่ใครจะไปเสาะแสวงหาข้อมูลเองได้ จึงเป็นหนังสือที่น่าสนใจสำหรับทั้งผู้ที่ทำงานในวงการนี้และคนทั่วๆ ไป นอกจากนี้ผู้เขียนยังเขียนได้อย่างสนุกสนาน เร้าใจตลอดเรื่องด้วย

อย่างไรก็ดีผู้เขียนซึ่งมิใช่แพทย์และมิได้ทำงานในวงการนี้ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวงการแพทย์ ความนึกคิดและจรรยาบรรณของแพทย์อีกหลายเรื่อง แต่อย่างน้อยความนึกคิดของเขาก็สะท้อนให้เห็นถึงความนึกคิด ของประชาชนที่มีความรู้สูงต่อวงการแพทย์ได้เป็นอย่างดี

ข้อแตกต่างระหว่างวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยมีหลายอย่าง เช่น

1.ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ต่อรายได้ประชาชาติของสหรัฐอเมริกาสูงถึงร้อยละ 15 ในขณะที่ของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 3.3 เท่านั้น จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกปี 2004 ประชาชนของประเทศที่มีอายุขัยตามคาดพอๆ กับชาวอเมริกัน (ชาย 75 ปี หญิง 80 ปี) มีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ประมาณร้อยละ 7-9 ของรายได้ประชาชาติ การที่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของสหรัฐ สูงกว่าประเทศที่ประชากรที่มีอายุขัยตามคาดพอๆ กันมากอาจเป็นเหตุที่ทำให้ผู้เขียน พิจารณาเรื่องที่จะหาหนทางลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี และตัดลดการพึ่งพาแพทย์ลงก็เป็นได้ ส่วนประเทศที่ประชาชนมีอายุขัยตามคาดพอๆ กับคนไทย เช่น ตรินิแดดและศรีลังกา (ชาย 67 ปี หญิง 73 ปี) มีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ต่อรายได้ประชาชาติพอๆ กับประเทศไทย คืออยู่ที่ร้อยละ 3.9 และ 3.5 ตามลำดับ

2.ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นรายหัวคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย พบว่าชาวอเมริกันมีค่าใช้จ่ายนี้ในปี 2003 สูงถึง 5,711 เหรียญ ซึ่งสูงที่สุดในโลก ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายนี้เพียง 76 เหรียญเท่านั้น อย่างไรก็ตามนั่นเป็นการคิดแบบใช้อัตราแลกเปลี่ยน โดยไม่คิดถึงอำนาจการซื้อของเงินภายในประเทศ หากคิดตามอำนาจการซื้อเปรียบเทียบจะพบว่าชาวอเมริกันซึ่งมีค่าใช้จ่าย 5,711 เหรียญต่อคน ยังจ่ายสูงที่สุดในโลก แต่ค่าใช้จ่ายของคนไทยจะเป็นคนละ 260 เหรียญ จากสถิติขององค์การอนามัยโลก ค่าใช้จ่ายของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา ทั้งๆ ที่อายุตามคาดของประชาชน ของประเทศกำลังพัฒนา มิได้ต่ำกว่าอายุตามคาดของประชาชนของประเทศพัฒนาแล้วมากนัก อาจเป็นไปได้ว่าประเทศพัฒนาแล้วมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง อีกทั้งค่าแรงด้านบุคลากร ก็มักอยู่ในเกณฑ์สูงจึงทำให้ค่าใช้จ่ายนี้สูงตามไปด้วย

3.จำนวนแพทย์ทั้งหมดของสหรัฐมีสูงถึง 703,801 คน ซึ่งเท่ากับ 2.56 คนต่อประชากร 1,000 คน ในขณะที่ประเทศไทย มีแพทย์อยู่เพียง 22,435 คน ซึ่งเท่ากับ 0.37 คนต่อประชากร 1,000 คน ยิ่งไปกว่านั้นโรคที่เป็นสาเหตุการตายของชาวอเมริกัน มักเป็นโรคไม่ติดต่อ (ร้อยละ 75) ในขณะที่คนไทยเสียชีวิตจากโรคติดต่อมากกว่า (ร้อยละ 43) ประเทศไทย จึงน่าจะยังมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้แพทย์ในการตรวจรักษา ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะสามารถมีเทคโนโลยี ที่เท่าทันกับสหรัฐก็ตาม นอกจากนี้ค่าแรงของแพทย์ไทยก็ต่ำ จนเทียบกับแพทย์อเมริกันไม่ได้ สถานการณ์ที่ผู้เขียนต้องการจะกำจัดแพทย์ออกจากวงจร เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาสำหรับประเทศไทย จึงไม่น่าที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ แม้ว่าแพทย์ไทยจะมีเอกสิทธิ์ในการสั่งการตรวจ และรักษาเช่นเดียวกับแพทย์สหรัฐก็ตาม

หน้า 50