|
||||||||||||||
|
ผลกระทบของ
นโยบายคุ้มครองแรงงาน
คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902 (3102) ในช่วงนี้ไม่ได้มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวครับที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้น ประเทศออสเตรเลีย เขาก็กำลังจะมีการเลือกตั้งระดับประเทศในช่วงปลายปีนี้เหมือนกัน โดยการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่แล้วในปี 2547 กลุ่มพรรคเสรีนิยม (Liberal Parties) ยังคงครองความนิยมของประชาชน ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งทำให้นาย John Howard นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน สามารถครองตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานมากว่าสิบปีแล้วครับ (ตั้งแต่ 11 มีนาคม 2539) อายุของสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียชุดปัจจุบันจะหมดลงในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ดังนั้นการเลือกตั้งใหญ่ จะต้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 มกราคม 2551 แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ (นำมาจาก www.ozpolitics.info) ดังนั้นตั้งแต่ช่วงต้นปี บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ จึงมีการขายนโยบายเพื่อหาเสียงกันอย่างคึกคัก สื่อทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ ต่างประโคมข่าวรวมถึงบทความเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับนโยบายของสองขั้วใหญ่ ได้แก่ นโยบายของพรรคแรงงานออสเตรเลีย (Australian Labor Party; ALP) และนโยบายของกลุ่มพรรคเสรีนิยม ซึ่งมักจะถูกเรียกโดยสื่อว่า Coalition ดูๆ ไปแล้วก็แอบอิจฉาประเทศเขาอยู่นิดๆ ครับ เพราะพรรคการเมืองมีเวลาการขายนโยบายหาเสียงกันเต็มๆ ปี ซึ่งแม้แต่คนต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ และไม่ค่อยสนใจการเมืองบ้านเขามากนักก็ยังมีโอกาสได้รับรู้ถึงนโยบายของพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะรับมาจากสื่อโดยตรงหรือจากผู้คนรอบๆ ตัว นโยบายที่ถูกนำมาขายกันส่วนใหญ่ก็น่าสนใจครับ เริ่มตั้งแต่ปัญหาภัยแล้งและสภาวะโลกร้อน ปัญหาการก่อการร้าย และความมั่นคงภายในประเทศ นโยบายเพื่ออนาคตทั้งทางด้านการศึกษา และโครงสร้างสาธารณะพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง boad-band internet และรวมไปถึงนโยบายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งมักถูกเรียกว่านโยบาย industrial relations ณ เวลานี้นโยบายแรงงานสัมพันธ์ของพรรคแรงงานกำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษครับ เนื่องจากนโยบายดังกล่าว ได้ทำให้คะแนนความนิยมของพรรคแรงงานและตัวผู้นำพรรคที่ชื่อ Kevin Rudd ลดลงฮวบไประดับหนึ่ง หลังจากที่พรรคมีคะแนนความนิยมนำมาตลอดตั้งแต่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากการสำรวจของสำนักจัดทำผลสำรวจต่างๆ การลดลงของคะแนนนิยมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการแถลงนโยบายแรงงานสัมพันธ์ที่ชัดเจนของนาย Kevin Rudd ต่อที่ประชุมพรรคแรงงานระดับประเทศในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนาย Kevin Rudd ได้พูดถึงการหันกลับไปสนับสนุนบทบาทของสหภาพแรงงาน ในการเจรจาเงื่อนไขการจ้างงานกับนายจ้าง และนโยบายการคุ้มครองการจ้างงานที่เข้มแข็งขึ้น ทั้งในเรื่องตัวกฎหมายคุ้มครองการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการลดระยะเวลาการทดลองงานของแรงงานใหม่ลง นาย Kevin Rudd กล่าวต่อที่ประชุมว่าเขาอยากเห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่มีความสมดุลระหว่าง "การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ" กับ "การให้ความเป็นธรรม ต่อประชาชนทุกคน" โดยนโยบายของรัฐบาล John Howard ในปัจจุบันที่สนับสนุนการเจรจาสัญญาจ้างแบบรายบุคคลให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป นโยบายดังกล่าวฟังดูดีครับ แต่ก็ได้รับกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BHP Billiton บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้านกิจการเหมืองแร่ของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงานเป็นหลัก (labor intensive) ในกระบวนการผลิต โดยตัวแทนของบริษัทถึงกับออกมากล่าวว่านโยบายดังกล่าว จะทำให้บริษัทต้องหันกลับไปทบทวนปริมาณการจ้างงานในปัจจุบัน รวมไปถึงแผนงานขยายกำลังการผลิตในอนาคต นักวิเคราะห์หลายสำนักกล่าวถึงผลได้ผลเสียของนโยบายดังกล่าวกันอย่างกว้างขวาง ผลเสียประการสำคัญ ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง คือ นโยบายดังกล่าวจะจำกัดการเติบโตของระบบเศรษฐกิจออสเตรเลียในอนาคต รวมไปถึงการปิดกั้นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กให้เติบใหญ่ไปสู่บริษัทข้ามชาติในอนาคตอีกด้วย แรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิตของทุกๆ อุตสาหกรรมครับ การขยายกำลังการผลิตของบริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะขนาดใหญ่ขนาดเล็กจำเป็นจะต้องอาศัยการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการจ้างงาน จะทำให้นายจ้างต่างชะลอการจ้างงาน ชะลอแผนการขยายงานทางธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก็จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ไม่เพียงแต่นโยบายดังกล่าวจะได้รับการต่อต้านจากบรรดานายจ้างใหญ่น้อยเท่านั้น หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ฉบับหนึ่งได้ลงบทสัมภาษณ์พนักงานประจำร้านขายของชำเล็กๆ แห่งหนึ่ง และนักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยระดับกลางอีกคนหนึ่ง บุคคลทั้งสองต่างแสดงความไม่เห็นด้วย ต่อนโยบายแรงงานสัมพันธ์ของพรรคแรงงาน คำสัมภาษณ์ของทั้งคู่มีเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันในประเด็นที่พวกเขากลัวว่าการบังคับใช้นโยบายดังกล่าว จะส่งผลให้พวกเขาทั้งคู่ต้องตกงานอีกครั้งหนึ่ง ความกลัวของทั้งคู่ไม่ใช่ความกลัวที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนครับ งานศึกษาของ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล จากสำนักชิคาโก ซึ่งเขียนร่วมกับ Carmen Pag"s ในปี 2546 ในชื่อ Law and employment: Lessons from Latin America and the Caribbean (NBER Working Paper 10129) สามารถให้คำอธิบายถึงความกลัวดังกล่าวได้ จากการทบทวนงานศึกษาเชิงประจักษ์ในอดีต Heckman กับ Pag"s พบว่านโยบายการให้ความคุ้มครองการจ้างงาน ไม่ส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อระดับการจ้างงานโดยเฉลี่ยในประเทศแถบละติน อเมริกาและริมฝั่งทะเลแคริบเบียน ทั้งคู่ให้คำอธิบายว่าในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นโยบายคุ้มครองการจ้างงาน จะทำให้นายจ้างชะลอการปลดคนงานออก เพราะการปลดคนงานออกจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมากแก่นายจ้าง ในทางกลับกัน ในช่วงการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ นายจ้างก็จะชะลอการจ้างงานใหม่เช่นเดียวกัน เนื่องจากการจ้างงานใหม่ จะทำให้พวกเขามีภาระในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตกต่ำทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถปลดคนงานออกได้ แม้แรงงานดังกล่าวจะไม่เป็นที่ต้องการแล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อมีการเฉลี่ยข้ามเวลา นโยบายคุ้มครองการจ้างงานอาจจะไม่ส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนต่อระดับการจ้างงาน ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ถึงแม้งานศึกษาของ Heckman กับ Pag"s เอง จะได้ผลลัพธ์ที่บอกว่านโยบายคุ้มครองการจ้างงาน ส่งผลกระทบในทางลบต่อระดับการจ้างงานโดยเฉลี่ย เรายังต้องการงานศึกษาอื่นๆ ในอนาคต เพื่อยืนยันความเข้มแข็งของผลสรุปของงานศึกษาของทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปหนึ่งที่ชัดเจนมากทั้งจากการสำรวจวรรณกรรมการศึกษาในอดีต และงานศึกษาของ Heckman กับ Pag"s เอง นั่นคือ นโยบายคุ้มครองการจ้างงานมักส่งผลกระทบเชิงบวกต่อแรงงานที่มีประสบการณ์ในระบบและแรงงานมีฝีมือ แต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการจ้างงานแรงงานจบใหม่ และแรงงานไร้ฝีมือ ก็ไม่น่าแปลกใจครับเนื่องจากนโยบายคุ้มครองการจ้างงานมักถูกบังคับใช้กับกิจการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบ ที่การบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างง่าย หรือถูกบังคับใช้กับแรงงานมีฝีมือที่การทำงานของพวกเขา ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทมากมายนัก แรงงานเก่าที่มีโอกาสอยู่ในสถานประกอบการเหล่านี้อยู่แล้ว จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากนโยบายคุ้มครองการจ้างงาน ซึ่งทำให้พวกเขาไม่ถูกปลดออกจากงาน แม้ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากการปลดงานพวกเขาหมายถึงค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลของนายจ้าง ในทางตรงกันข้าม ผู้ประกอบกิจการจะตัดสินใจจ้างแรงงานจบใหม่ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากพวกเขาต้องแบกรับต้นทุน ในกรณีที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสภาวะตกต่ำ นอกจากนั้นแรงงานไร้ฝีมือมักจะได้รับผลกระทบในเชิงลบที่รวดเร็ว และรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากในสภาวะที่บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องปรับลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การเลิกจ้างแรงงานไร้ฝีมือจะทำได้โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้าง หรือผลกระทบต่างๆ ที่บริษัทจะได้รับในอนาคต นี่เรายังไม่ได้คำนึงถึงกรณีที่สถานประกอบการสามารถตัดสินใจเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากการจ้างงานในระบบได้ ในกรณีที่แรงงานที่ต้องการทำงานมีอยู่ล้นตลาด หรือความแตกต่างของแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และแรงงานที่ไม่มีสหภาพแรงงานสนับสนุนอยู่ นะครับ ผมคิดว่าข้อสรุปในงานศึกษาของ Heckman กับ Pag"s ในประเด็นหลังนี้สามารถใช้ได้กับทุกๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราด้วยเช่นเดียวกัน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต่างๆ มักส่งผลกระทบเชิงบวกต่อแรงงานมีฝีมือ ที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว หรือแรงงานผู้โชคดีที่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในระบบครับ กฎหมายดังกล่าวไม่ส่งผลดีประการใด กับแรงงานไร้ฝีมือนอกระบบ และยังอาจส่งผลเสียต่อพวกเขาอีกต่างหากด้วย ด้วยข้อสรุปเหล่านี้ Kevin Rudd อาจจะต้องนั่งทบทวนคำว่า "การให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน" ขึ้นใหม่ (ซึ่งผมคิดว่าเขาก็คงกำลังทำอยู่อย่างขะมักเขม้นในปัจจุบันเพื่อรักษาคะแนนนิยมของตัวเอง) โดยคำว่า "ประชาชนทุกคน" ของ Kevin Rudd น่าจะรวมไปถึงบรรดานายจ้าง บัณฑิตจบใหม่ และแรงงานไร้ฝีมือในระบบเศรษฐกิจด้วย ในประเทศที่แรงงานไร้ฝีมือยังมีอยู่ล้นเมือง ในขณะที่ระบบประกันสังคมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีความเข้มข้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่นเดียวกันนะครับ หน้า 50
|