หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผ่าร่างพ.ร.บ.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ สกัดนักการเมืองหาผลประโยชน์???

มติชนรายวัน  วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10674

หมายเหตุ : วันที่ 4 มิถุนายนนี้ จะมีการรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พ.ศ....ที่จัดทำขึ้นเพื่อพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 เพื่อนำความคิดเห็นดังกล่าวมาปรับปรุงร่างกฎหมาย ก่อนจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้

หลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีหลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ชัดเจน ทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค

ในพ.ร.บ.ฉบับนี้ ควบคุมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์เกินกว่าสองพันล้านบาทให้ดำเนินยกเว้น กิจการซึ่งเป็นลงทุนทำให้ไม่มีการแข่งขันในตลาด และ กิจการเกี่ยวกับการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีผลเสียต่อสุขภาพอนามัย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจจะถูกแปรรูปทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ และจะแปรรูปเป็นบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทก็ได้ แต่การแปรรูปต้องไม่มีผลทำให้การโอนอำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หรืออำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน รับแจ้ง รับรอง หรืออำนาจมหาชนอื่นใด รวมทั้งสิทธิพิเศษที่รัฐวิสาหกิจนั้นมีอยู่ในกิจการที่แปรรูป ไปให้แก่บริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพ และถูกดำเนินการกระจายหุ้นในเวลาต่อมา

ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขึ้นมากำกับดูแลงาน มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ มีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการและเลขานุการ

โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน ทั้งนี้ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องซึ่งที่ประชุมพิจารณา ให้แจ้งการมีส่วนได้เสียของตนให้คณะกรรมการทราบ และห้ามมิให้ผู้นั้นร่วมประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว

สำหรับอำนาจและหน้าที่ ของคณะกรรมการนโยบาย มีดังนี้ 1. จัดให้มีและเปิดเผยรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบในด้านต่างๆ ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 2. เปิดเผยข้อมูลการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 3. เสนอแนวทางและวิธีการที่เหมาะสม สำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ 4. เสนอหลักเกณฑ์การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ 5.เสนอความเห็นต่อครม.เกี่ยวกับการกำหนดรัฐมนตรีที่จะกำกับดูแลในด้านนโยบายของบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นจากการแปรรูป 6. เสนอหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อครม.เพื่อให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ ห้ามมิให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ถือหุ้นของบุคคลซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน หรือผู้ร่วมทุน กับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือถือหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งอื่นใดที่มีอำนาจในการบริหารจัดการของบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน หรือผู้ร่วมทุนกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้น จากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาการจัดการจำหน่ายหุ้น ผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น หรือผู้ทำหน้าที่จัดจำหน่ายหุ้นของบุคคล ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานหรือผู้ร่วมทุนกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจาก การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

สำหรับขั้นตอนการแปรรูป ให้คณะกรรมการนโยบายจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบในด้านต่างๆ ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ซึ่งต้องมีเนื้อหาประกอบคือ ชื่อของรัฐวิสาหกิจ และรายละเอียดของกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนของรัฐวิสาหกิจที่สมควรแปรรูป เหตุผลความจำเป็นที่ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น

และต้องเปิดเผยรายงานดังกล่าว รวมทถึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นการทั่วไป ก่อนเสนอความเห็นต่อครม.เพื่อพิจารณา

ส่วนการกระจายหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้น ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอครม.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากเห็นชอบ ให้แต่งตั้ง คณะกรรมการกระจายหุ้นของบริษัท ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพนั้น เป็นประธาน มีปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารของบริษัทที่จัดตั้งขึ้น จากการแปลงสภาพ ผู้แทนพนักงานของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพจำนวนหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งครม.แต่งตั้งจำนวน 3 คน จากผู้เชี่ยวชาญในด้านตลาดทุน ด้านการเงิน และด้านกิจการ หรือการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจที่จะแปลงสภาพ ด้านละหนึ่งคน เป็นกรรมการ

โดยคณะกรรมการกระจายหุ้น มีอำนาจหน้าที่ คือ กำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นสำหรับการเสนอขายหุ้นครั้งแรก และครั้งต่อๆ ไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพให้แก่ประชาชนทั่วไป นักลงทุนสถาบันภายในประเทศ และนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงกำกับดูแลให้การขายหุ้นแก่คู่สัญญาร่วมทุนเป็นไปโดยเปิดกว้าง และมีการแข่งขันจากผู้สนใจร่วมทุน หากบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลง

สภาพประสงค์จะหาคู่สัญญาร่วมทุนในการประกอบการของบริษัท

ซึ่งการดำเนินงานต้องสอดคล้องกับหลักการ คือ การเสนอขายหุ้น ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไป ห้ามกระจายหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ และห้ามกระจายหุ้นโดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป, การกระจายหุ้นให้แก่ลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ กองทุน หรือสถาบันการเงินอื่นใด ต้องกระทำผ่านกระบวนการสุ่มเลือก รวมกับประชาชนทั่วไป, การกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ให้จัดสรรผ่านกระบวนการสุ่มเลือกโดยวิธีการจัดสรรแบบขั้นบันได หรือโดยวิธีการอื่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสำคัญแก่ผู้จองซื้อหุ้นจำนวนน้อย โดยเปิดระยะเวลาจองให้เพียงพอ

สำหรับบทลงโทษ ตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้ผู้ใดจงใจให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติอันเป็นเท็จ เพื่อให้ตนได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการนโยบาย กรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท หรือกรรมการกระจายหุ้นของบริษัท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนกรรมการนโยบาย กรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท หรือกรรมการกระจายหุ้นของบริษัท ผู้ใดไม่แจ้งการมีส่วนได้เสียของตน หรือเข้าร่วมประชุมพิจารณาเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนผู้ใดฝ่าฝืน การห้ามมิให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง เข้าไปถือหุ้นของบุคคล ที่รับสัมปทาน หรือผู้ร่วมทุนกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือถือหุ้นของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ หรือดำรงตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งอื่นใด ทั้งนี้ เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หน้า 20


เปิดร่าง พ.ร.บ.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3902 (3102)

แนวคิดร่างพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์ กิจการ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยคณะทำงานยกร่าง พระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์ กิจการ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ของกระทรวงการคลัง

หลักการและเหตุผล

เพื่อเป็นกฎหมายกลางสำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนของ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในกรณีของการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเพื่อนำไปสู่การกระจายหุ้นให้แก่เอกชน แทนที่พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 (ต่อไปจะเรียกโดยย่อว่า พ.ร.บ.ทุนฯ)

กฎหมายฉบับนี้กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หลักเกณฑ์การเลือกรัฐวิสาหกิจมาแปรรูป การศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของการแปรรูป การประเมินมูลค่าของรัฐวิสาหกิจ การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัท การกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแล ในกิจการที่ถูกแปรรูป การรับฟัง ความเห็นจากสาธารณะ และการกระจายหุ้นให้กับเอกชน

ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งหวังว่า ร่างพระราชบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ กิจการ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะทำให้กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหาร สร้างความเป็นธรรมในการ แข่งขันทางการค้า คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ภาค ประชาสังคม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแปรรูปได้ร่วมตรวจสอบ และแสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ

สาระสำคัญ

1.ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่เป็นกฎหมายกลางสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในกรณีของการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นบริษัทเพื่อนำไปสู่การกระจายหุ้นให้แก่เอกชน แทนที่พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 (มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ) โดยกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

[พ.ร.บ.ทุนฯ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัท หรือ corporatization เพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น มิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ และขั้นตอนในกระบวนการอื่นที่สำคัญ นอกเหนือจากการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทเลย]

2.ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ (มาตรา 7) กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของ กิจการของรัฐวิสาหกิจที่ห้ามแปรรูป ได้แก่

(1) กิจการที่มีลักษณะการผูกขาดโดยธรรมชาติ (natural monopoly) หรือกิจการซึ่งโดยสภาพของกิจการ หรือการลงทุนทำให้ไม่มีการแข่งขันในตลาด เช่น กิจการสายส่งไฟฟ้า กิจการท่อน้ำประปา เป็นต้น

(2) กิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกด้านลบ (negative externalities) ต่อสังคม เช่น กิจการผลิตบุหรี่ กิจการสลากกินแบ่ง เป็นต้น

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลือกกิจการของรัฐวิสาหกิจมาแปรรูป ฝ่ายบริหารสามารถใช้ดุลพินิจ ในการเลือกรัฐวิสาหกิจมาแปรรูปได้อย่างเต็มที่]

3.ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ (มาตรา 9) กำหนดให้บริษัทที่แปลงสภาพมาจากรัฐวิสาหกิจที่จะถูกกระจายหุ้นต่อให้แก่เอกชน ต้องไม่มีอำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หรืออำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน รับแจ้ง รับรอง หรืออำนาจมหาชนอื่นใด รวมทั้งสิทธิพิเศษที่รัฐวิสาหกิจนั้นมีอยู่ในกิจการที่แปรรูป เช่น การได้รับยกเว้นมิให้ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด และไม่ให้เป็นการถ่ายโอนอำนาจมหาชนและสิทธิประโยชน์ของรัฐไปสู่เอกชน

[พ.ร.บ.ทุนฯ (มาตรา 26) เปิดช่องให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาให้บริษัทที่แปลงสภาพมาจากรัฐวิสาหกิจ ยังคงอำนาจมหาชนหรือสิทธิพิเศษ ที่เคยมีเมื่อครั้งมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจไว้ แม้จะแปลงสภาพเป็นบริษัท และอาจขายหุ้นให้กับเอกชนในเวลาต่อมาก็ตาม]

4.ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ (มาตรา 31 มาตรา 32) ให้ความสำคัญกับการกำหนดองค์กรกำกับดูแลการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กับกิจการของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป โดยบังคับให้การตราพระราชบัญญัติเพื่อกำหนด หรือจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล กิจการของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรรูป ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลกิจการดังกล่าว ต้องแล้วเสร็จเสียก่อนจึงจะ แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทได้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่กำหนดกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล (มาตรา 27) ได้แก่

(1) กรณีที่รัฐวิสาหกิจเดิมมีอำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน รับแจ้ง รับรอง หรือมีอำนาจมหาชนอื่นใด

(2) กรณีที่รัฐวิสาหกิจเดิมประกอบกิจการ ซึ่งโดยสภาพของกิจการ หรือการลงทุนทำให้มีผู้ประกอบการได้น้อยราย หรือมีการแข่งขันน้อย

(3) กรณีที่รัฐวิสาหกิจเดิมประกอบกิจการที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลกิจการ ของรัฐวิสาหกิจที่จะถูกแปลงสภาพเป็นบริษัทอย่างชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่มีหลักประกันขั้นต่ำแก่สาธารณชนว่าจะมีองค์กรหรือกติกาในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และสร้างการ แข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดภายหลังการแปรรูป เช่น ไม่ให้บริษัทที่แปลงสภาพมาจากรัฐวิสาหกิจมีบทบาทเป็นทั้งผู้เล่นและผู้คุมกฎกติกาด้วยพร้อมกัน]

5.ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ กำหนดให้การยุบเลิกรัฐวิสาหกิจที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ในกรณีที่บริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพรับโอนกิจการทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ (มาตรา 31)

ส่วนในกรณีที่บริษัทรับโอนกิจการมาเพียงบางส่วน กำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกำกับดูแล (ตามข้อ 4.) มีผลเป็นการโอนอำนาจในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ หรืออำนาจในการอนุมัติ อนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน รับแจ้ง รับรอง หรืออำนาจมหาชนอื่นใด ที่รัฐวิสาหกิจนั้นมีอยู่ในกิจการที่แปรรูปไปให้แก่องค์กรกำกับดูแล หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หากไม่มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลขึ้นเป็นการเฉพาะ ในวันที่จดทะเบียนบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพ (มาตรา 31)

[พ.ร.บ.ทุนฯ ให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกรัฐวิสาหกิจที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติได้ ทำให้ศักดิ์และสิทธิ์ของระบบกฎหมายมีปัญหา เนื่องจาก กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ากลับยกเลิกกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าได้ อีกทั้งทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่]

6.ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ (มาตรา 23 และ 30) กำหนดหลักเกณฑ์การ รับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ โดยกำหนดให้มีการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ 2 ครั้ง โดยครั้งแรก หลังจากรายงานศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเสร็จสิ้น และครั้งที่สอง หลังจากรายงานว่าด้วยรายละเอียดของการจัดตั้งบริษัทเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ ต้องประกาศให้ประชาชนทราบถึงกำหนดการเปิดรับฟังความคิดเห็นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และต้องดำเนินการก่อนที่จะนำเสนอรายงาน ต่อคณะรัฐมนตรีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน นอกจากนั้นมีการกำหนดให้แนบเอกสารรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ]

7.ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดให้มีการเปิดเผยรายงานประกอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกฉบับ ได้แก่ รายงานศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบของการแปรรูป รายงานว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท รายงานว่าด้วยการกระจายหุ้น และรายงานผลการรับฟังความคิดเห็น จากสาธารณะ ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในวงกว้างและไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยอย่างน้อยต้องเปิดเผยผ่านเครือข่ายสารสนเทศของกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระบวนการแปรรูปทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใส (มาตรา 22 และ 30 เป็นต้น)

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ]

8.ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดให้การจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบในด้านต่างๆ ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆ ต้องให้องค์กร สถาบัน หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่มีความเป็นอิสระ หรือสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้การศึกษาเป็นไปโดยอิสระและเป็นไปตามหลักวิชา (มาตรา 22)

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีข้อกำหนดเรื่องการจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ]

9.ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ กำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นของบริษัทที่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจ ไว้ในหมวดว่าด้วยการกระจายหุ้น (หมวดที่ 5) เพื่อให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจได้อย่างทั่วถึง และมีหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นที่มีธรรมาภิบาล และเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ห้ามมีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ให้การกระจายหุ้นให้แก่ลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ กองทุน หรือสถาบันการเงินอื่นใด ต้องกระทำผ่านกระบวนการสุ่มเลือก รวมกับประชาชนทั่วไป เป็นต้น (มาตรา 42)

[พ.ร.บ.ทุนฯ ไม่มีเนื้อหาสาระครอบคลุมกระบวนการกระจายหุ้นเลย]

ขอบเขตของกฎหมาย

(1) ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่จะใช้เฉพาะในกรณีที่ต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยแปลงสภาพเป็นบริษัท เพื่อนำไปสู่การขายหุ้นให้เอกชนด้วย วิธีการต่างๆ ไม่ได้ครอบคลุมกรณีการแปลงสภาพเป็นบริษัทแล้วรัฐบาล ถือหุ้นทั้งหมด แต่หากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นทั้งหมดต้องการขายหุ้นให้ เอกชน ต้องดำเนินการผ่านหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตั้งแต่ต้น

(2) ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ครอบคลุมเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์เกินกว่า 2,000 ล้านบาท

(3) รัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทไปแล้วในอดีต โดยใช้ พ.ร.บ.ทุนฯ และได้ขายหุ้นให้แก่เอกชนไปแล้ว ให้ถือว่าได้ดำเนินการตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ไปแล้ว ในส่วนว่าด้วยการแปลงสภาพ แต่หากบริษัทเหล่านั้น ต้องการขายหุ้นครั้งใหม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในหมวดว่าด้วยการกระจายหุ้นของ ร่าง พ.ร.บ.ใหม่นี้

(4) รัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทไปแล้วในอดีต โดยใช้ พ.ร.บ.ทุนฯ แต่ยังไม่ได้ขายหุ้นให้แก่เอกชนรายใดเลย ให้ดำเนินการตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ตั้งแต่ต้น โดยใช้หลักเกณฑ์ในหมวดว่าด้วยการ แปรรูป การแปลงสภาพ และการกระจายหุ้น

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น "ร่าง พ.ร.บ.การกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" วันจันทร์ที่ 4 มิ.ย. เวลา 13.30 - 17.00 น. ณ ห้องเมจิก 2 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ฯ

13.30 - 14.00 ลงทะเบียน

14.00 - 14.10 เปิดสัมมนา โดย ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์

14.10 - 14.40 นำเสนอร่าง พ.ร.บ. โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

14.40 - 16.00 อภิปรายแสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. โดย คุณชื่น สง่าราศี กรีเซน คุณกรณ์ จาติกวณิช คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

16.00 - 17.00 เปิดเวทีร่วมแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

หน้า 2


เปิดเวทีระดมความเห็น... ร่างกม.แปรรูปรัฐวิสาหกิจหลังยุบพ.ร.บ.ทุนฯ

มติชนรายวัน  วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10678

*หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จัดสัมมนา "ร่าง พ.ร.บ.การกำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" เพื่ออภิปรายและรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเป็นกฎหมายที่เข้ามาบังคับใช้ทดแทน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติกำลังผลักดันเพื่อยกเลิก แต่ไม่ได้มีการเสนอกฎหมายใหม่ออกมารองรับ โดยมีผู้ร่วมสัมมนาจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอิสระที่เกี่ยวข้อง

ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและมีบทบาทการพัฒนาประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพื่อวางกรอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน คุ้มครองประโยชน์ของประเทศและประชาชน และเป็นกฎหมายกลางสำหรับการแปรรูปอย่างครบวงจร ตั้งแต่การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัด ไปจนถึงการกระจายหุ้นแก่ประชาชน รัฐบาลที่ผ่านมาได้แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจโดยใช้ พ.ร.บ.ทุนฯ ทำให้มีปัญหาการแปรรูป เกิดความขัดแย้งทางความคิด และความไม่มั่นใจในการดำเนินการของรัฐบาล เนื่องจากความไม่ชัดเจนในหลักการ และมาตรฐานการแปรรูป

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่จะมีสาระสำคัญเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ทุนฯ พร้อมทั้งจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์รัฐวิสาหกิจที่จะนำมาแปรรูป การศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ของการแปรรูป การโอนอำนาจรัฐคืนแก่รัฐ การประเมินมูลค่ารัฐวิสาหกิจ การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ถูกแปรรูป กฎหมายฉบับนี้จะทำให้กระบวนการแปรรูป มีประสิทธิภาพโปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหาร สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อให้การแปรรูปเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ที่ปรึกษา รมว.คลัง

ประธานคณะทำงานยกร่างกม.กลาง

พ.ร.บ.ทุนฯมีปัญหาในการใช้หลายประการจนทำให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกฎหมายขายชาติ แต่หากปล่อยให้มีการยุบเลิกกฎหมายนี้โดยไม่มีกฎหมายกลางที่เกี่ยวกับการแปรรูปขึ้นทดแทน จะมีปัญหาต่างๆ ตามมาจำนวนมาก อย่างเช่นบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่แปรสภาพโดย พ.ร.บ.ทุนฯ เมื่อยกเลิก พ.ร.บ.ทุนฯแล้ว ฐานะของทีโอทีจะเป็นอย่างไร และสัญญาสัมปทานต่างๆ ที่ผูกพันกับเอกชนจะมีปัญหาหรือไม่ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดก็ตามที่จะมีขึ้นในอนาคตจะใช้กฎหมายอะไรในการดำเนินการ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีแนวคิดในการสร้างกฎหมายกลางขึ้นมากำกับดูแลการแปรรูปให้มีประสิทธิภาพ

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

สนช.มีแนวคิดจะยกเลิก พ.ร.บ.ทุนฯอยู่แล้ว ขณะที่กระทรวงการคลังกำลังยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้น โดยมีแนวคิดให้เป็นกฎหมายกลางในการกำกับการแปรรูป ซึ่งเป็นแนวคิดของประเทศฝรั่งเศส ต่างกับแนวคิดของอังกฤษและญี่ปุ่นที่กำหนดกฎหมายสำหรับแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการเฉพาะกรณีไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้จะดูดีกว่า พ.ร.บทุนฯอย่างมาก ในแง่การคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ และการมีข้อจำกัดที่เคร่งครัด โดยห้ามไม่ให้ผู้ใดถือหุ้นเกิน 5% ซึ่งถือว่าเคร่งครัดกว่าฝรั่งเสศที่กำหนดห้ามเกิน 25% แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีบางส่วนที่ยังไม่ได้เขียนหรือคำนึงถึง คือ 1.กฎหมายนี้ไม่ได้ครอบคลุมการจัดตั้งบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งพบว่ามีรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่มีอำนาจมหาชนไปตั้งบริษัทลูก หรือร่วมทุนกับเอกชนจำนวนมาก และบริษัทลูกเหล่านั้นยังมีเอกชนถือหุ้นเกิน 51% ร่างกฎหมายนี้ก็ไม่ครอบคลุมถึง

2.ในกฎหมายระบุให้มีคณะกรรมการนโยบายการแปรรูป พร้อมทั้งกำหนดลักษณะของกิจการที่ต้องห้ามแปรรูป แต่กลับไม่มีบัญชีรายชื่อของกิจการที่ให้แปรรูปได้ไว้ในท้าย พ.ร.บ. ขณะที่กรณีของฝรั่งเศสมีการกำหนดชัดเจนเพื่อไม่ให้มีปัญหาในการถกเถียงว่าอะไรเข้าข่าย และอะไรไม่เข้าข่ายในอนาคต 3.ร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดให้มีการรายงานความคิดเห็นของประชาชนต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนตัดสินใจแปรรูป แต่ไม่ได้ให้รายงานต่อรัฐสภา จึงอยากเสนอแนะว่าควรจะมีกระบวนการรายงานต่อรัฐสภาด้วย

4.ในขั้นตอนการแปรรูปกำหนดให้มีคณะกรรมการเตรียมการแปรรูป โดยมีองค์ประกอบของผู้ว่าการ สำนักงานการตรวจสอบเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามานั่งอยู่ด้วย ซึ่งตนเห็นว่าควรตัดออก เพราะขัดหลักกการของการตรวจสอบอย่างชัดเจน 5.ในขั้นตอนการกระจายหุ้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนป้องกันไม่ให้มีหุ้นอุปการคุณ และให้ความสำคัญกับประชาชนรายย่อยเป็นหลัก ห้ามไม่ให้มีใครได้เงื่อนไขการมีหุ้นที่แตกต่างจากประชาชน ถือเป็นสิ่งดีที่ต้องการป้องกันปัญหาในอดีต แต่ก็เป็นการบล็อคไม่ให้มีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ดังนั้น ควรคำนึงถึงประเด็นนี้ให้ดีว่าสมควรกำหนดไว้ในกฎหมายเลยหรือไม่ เพราะในวันข้างหากหน้าบริษัทที่แปรรูปต้องการผู้ร่วมทุนจะทำอย่างไร

สาวิทย์ แก้วหวาน

ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ

การรถไฟแห่งประเทศไทย

ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ต่างจาก พ.ร.บ.ทุนฯ คือมีเจตนารมณ์ที่ต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ในความเห็นของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศที่ตนได้เดินทางไปพบปะ สรุปตรงกันว่าไม่ต้องการให้รัฐขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพราะยังมีวิธีการระดมทุนด้วยวิธีอื่น เช่น การออกพันธบัตร ขณะที่การแปรรูปที่ผ่านของรัฐบาลที่แล้วก็ทำผิดพลาด แต่มาถึงวันนี้จะบอกว่ามาลองกันใหม่ หากเกิดทำผิดพลาดอีก ผู้ยกร่างกฎหมายจะรับผิดชอบหรือไม่

"ทำไมเวลาแก้ไขปัญหาของตัวรัฐวิสาหกิจถึงไม่ดูปัญหาประสิทธิภาพการทำงานเป็นเรื่องๆไป ไม่ใช่คิดแต่จะนำไปขายในตลาดหุ้นเพื่อแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพ จึงเห็นด้วยกับ สนช. ที่ให้ยกเว้น พ.ร.บ.ทุนฯไม่ต้องมีกฎหมายอะไรออกมาทดแทน"

นวลน้อย ตรีรัตน์

อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ไม่ได้แก้ด้วยการนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น เพราะมีรูปธรรมแสดงให้เห็นว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งก็ไม่ได้มีธรรมาภิบาล เช่น การปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และการนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้บริษัทนั้นมีกำไร เช่น ปตท. ที่ได้กำไรมหาศาล ก็เป็นผลมาจากราคาก๊าซที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดหุ้นหรืออยู่นอกตลาดก็ได้กำไร

หน้า 20