หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การจัดการระบบประกันสุขภาพ ให้เหมาะสมกับ ประเทศไทย

ปีเตอร์ คอยท์  มติชนรายวัน  วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10674

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งประกันสุขภาพของข้าราชการ พนักงานบริษัทเอกชน ในกองทุนประกันสังคม ฯลฯ

แม้ว่าคนไทยส่วนมากจะมีประกันสุขภาพโดยภาครัฐอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพต่างๆ กว่าครึ่งยังมาจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันสุขภาพหรือจ่ายโดยตรงกับโรงพยาบาลเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล จึงทำให้ระบบการให้บริการทางสุขภาพ แก่ประชาชนของประเทศไทยมีความหลากหลายทั้งด้านการจ่ายค่ารักษาพยาบาล และด้านการให้บริการทางสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม คนไทยกลับไม่มีโอกาสในการเลือกใช้ระบบประกันสุขภาพของภาครัฐ

นอกจากนี้ ระบบการประกันสุขภาพหลักทั้ง 3 อย่างของภาครัฐ ยังมีความแตกต่างกันด้านเงื่อนไขการให้บริการทางการแพทย์

นั่นคือ ระบบประกันสุขภาพของข้าราชการ ครอบคลุมตัวข้าราชการ และครอบครัว ระบบประกันสังคม ครอบคลุมพนักงานของบริษัทเอกชน และ ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคที่เริ่มบังคับใช้ในปี ค.ศ.2001 ครอบคลุมคนไทยทุกคนที่ลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ และผู้ที่ไม่มีประกันสุขภาพในระบบอื่น

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ในการสร้างระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมคนไทยทุกคน แม้ว่าระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 แบบข้างต้นจะถูกวิจารณ์อยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งถูกวิจารณ์ในเรื่องของการให้เงินสนับสนุนอย่างไม่เพียงพอ (โดยเฉพาะเงินสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค) การที่โรงพยาบาลในภาครัฐไม่มีความอิสระในการบริหารจัดการ)

และการที่ประชาชนไม่มีโอกาสในการเลือกรักษาตามที่ตนต้องการเมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียม 30 บาท เมื่อเข้ารับรักษา ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เพื่อให้คนไทยสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียมมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ประชาชนต้องจ่ายนั้นลดลง แต่ทว่ายังไม่มีใครให้ความสนใจเท่าไรว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นจะอยู่รอดไหม

แต่ทั้งนี้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ โครงการนี้เป็นเสมือนโครงการสำหรับคนที่มีสถานะทางสังคม และเศรษฐกิจตกต่ำเสียมากกว่า

นอกจากนี้ ระบบประกันสุขภาพแบบอื่นๆ ทั้งโครงการประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพของข้าราชการ ก็ถูกวิจารณ์ในเรื่องของการให้เงินสนับสนุนที่ยั่งยืน ทางเลือกของผู้ใช้บริการ และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่สูงมาก

เมื่อไม่นานมานี้ ระบบประกันสุขภาพโดยภาคเอกชนที่แม้จะเล็กแต่มีศักยภาพในการเติบโต ได้รับความสนใจมากขึ้น ส่งผลให้คนไทยมีทางเลือกในระบบประกันสุขภาพมากขึ้น และระบบประกันสุขภาพ ที่ความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งการบริการทางการแพทย์ที่มีความเหมาะสมต่อแต่ละบุคคล เนื่องจากประชาชนยังกังวลเรื่องคุณภาพ ของการบริการทางการแพทย์ และเรื่องเงินสนับสนุนจากระบบประกันสุขภาพโดยภาครัฐที่มีอยู่เดิม

ข้อดีของระบบประกันสุขภาพโดยภาคเอกชนนั้นมีอยู่มาก คือ ลดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการรักษารักพยาบาล เนื่องจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของภาคเอกชนเดิมซึ่งคิดเป็นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมด ส่วนมากมักมาจากการจ่ายค่ารักษาเมื่อเข้ารับบริการของประชาชน ซึ่งทำให้คนจนมีโอกาสในการเข้ารับการรักษาน้อยลง

จากการทำวรรณกรรมปริทัศน์พบว่า ประกันสุขภาพโดยเอกชนมีประสิทธิภาพ เนื่องจากช่วยลดภาระในงบประมาณของภาครัฐ มากกว่านโยบายที่เน้นการร่วมจ่ายระหว่างเอกชนและภาครัฐ การให้ความสำคัญระบบประกันสุขภาพโดยภาคเอกชนมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน

นอกจากนี้ การขยายตัวของระบบประกันสุขภาพโดยภาคเอกชนจะทำให้โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีรายได้หลัก มาจากค่ารักษาพยาบาลจากประชาชนที่จ่ายเมื่อเข้ารับบริการ มีรายได้ลดลง จึงต้องเข้ามาแข่งขันในตลาด เพื่อให้มีรายได้จากระบบประกันสุขภาพไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐหรือภาคเอกชน

การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นนี้มีแนวโน้มจะยกระดับบริการทางการแพทย์ ความพยายามร่วมกันของหลายฝ่าย เพื่อที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของระบบประกันสุขภาพของภาคเอกชนนั้น ต้องการให้เกิดการปรับตัวภายในระบบประกันสุขภาพ จากภาคเอกชนด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะให้มีการขายประกันสุขภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถซื้อได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องซื้อประกันชีวิตก่อนแล้วจึงสามารถซื้อได้เช่นในปัจจุบัน

จากประสบการณ์ของประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า ประกันสุขภาพจากภาคเอกชนนั้นมีประโยชน์อยู่หลายประการ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์กับประเทศไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก

เนื่องจากประกันสุขภาพโดยภาคเอกชนคิดเป็นค่าเฉลี่ย 7 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในประเทศเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการประกันสุขภาพกับภาคเอกชนนั้น ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

หลักฐานจากประเทศในกลุ่ม OECD ทำให้เกิดข้อค้นพบว่า การเพิ่มระบบประกันสุขภาพโดยภาคเอกชน เพื่อประชากรในกลุ่มที่เหมาะสม ช่วยลดแรงกดดันในการช่วยประชาชนจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากงบประมาณของภาครัฐ และก่อให้เกิดการแข่งขันในการให้บริการจากภาคเอกชน ยังผลให้คุณภาพในการให้บริการทางการแพทย์ดีมากขึ้น และความพอใจในการเข้ารับรักษาพยาบาลของคนไข้มีมากขึ้น

จากระบบการประกันสุขภาพที่หลากหลายของประเทศไทยในปัจจุบัน ทำให้ระบบประกันสุขภาพ สามารถเข้ามามีบทบาท ในการตอบสนองความต้องการของประชากรบางกลุ่ม พร้อมทั้งช่วยให้นโยบายเพื่อการให้บริการทางสุขภาพของประชาชน ประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยยังคงความหลากหลายในระบบประกันสุขภาพโดยภาครัฐไว้เช่นเดิม

ความหลากหลายของระบบประกันสุขภาพ จากภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย คล้ายกับแนวโน้มกระแสของประเทศอื่นทั่วโลก ที่ทุกประเทศพึ่งความหลากหลายของทางการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชน

ในประเทศไทยนั้นควรรักษาและเพิ่มความหลากหลายในระบบประกันสุขภาพ ด้วยการคงไว้ซึ่งระบบการประกันสุขภาพ โดยภาครัฐ ทั้งโครงการรักษาทุกโรคระบบประกันสุขภาพของข้าราชการ และระบบประกันสังคม เพื่อประชากรกลุ่มต่างๆ

และควรมีนโยบายให้การสนับสนุนประกันสุขภาพจากภาคเอกชน โดยศึกษาจากประสบการณ์ของประเทศในกลุ่ม OECD พร้อมทั้งป้องกันมิให้ระบบประกันสุขภาพโดยภาครัฐให้บริการด้วยคุณภาพที่ลดลง ยังผลให้ ประเทศไทยสามารถนำระบบประกันสุขภาพแบบต่างๆ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายและจุดมุ่งหมาย

รวมทั้งเหมาะสมกับทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้


หมายเหตุ: ดอกเตอร์ปีเตอร์ คอยท์ เป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา ดอกเตอร์คอยท์มีงานเขียนด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพที่ได้รับการตีพิมพ์มากมาย และเป็นผู้ร่วมวางนโยบายสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับระหว่างประเทศ ปีการศึกษาที่ผ่านมา ดอกเตอร์คอยท์มาทำวิจัยในประเทศไทยร่วมมือกับหน่วยงานหลัก 2 หน่วยงาน คือ องค์การอนามัยโลกในความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เมแกน แมคแมน จบการศึกษาระดับปริญญาโท จากภาควิชานโยบายสาธารณสุข การจัดการและการประเมินผล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมโครงการด้านการเชื่อมโยงความรู้ ระหว่างภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งแคนาดา

บทความชิ้นนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลมิได้แสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของมหาวิทยาลัยใดๆ

หน้า 7