|
||||||||||||||
|
รัฐบนเตียงนอน
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1406 นอกจากคู่นอนของคุณบนเตียงแล้ว ยังมีรัฐคลานขึ้นมาแทรกอยู่ตรงกลางด้วย...ปิดไฟอย่างเดียวอาจไม่พอ สภานิติบัญญัติฯ ที่สมาชิกล้วนมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร อาจจะผ่านกฎหมายห้ามไม่ให้บุคคลมีสื่อลามกอนาจารไว้ในครอบครอง ครอบครองนะครับ ไม่ใช่มีไว้เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก (อันที่จริงเขาใช้คำว่า "วัตถุอันตราย" เพื่อให้ครอบคลุมสื่อในรูปแบบใหม่ๆ ด้วย ทำให้ต้องขึ้นกับวินิจฉัยของรัฐเป็นสองซ้อนว่า แค่ไหนลามกอนาจาร และแค่ไหนอันตราย) ผมจะไม่พูดล่ะครับว่า จะนิยามความลามกอนาจารของสื่อได้อย่างไร เพราะนี่เป็นปัญหาที่นักกฎหมายในโลก ได้โต้แย้งถกเถียงกันมากว่าศตวรรษ แต่ก็ยังหานิยามที่ลงตัวไม่ได้สักที ผมไม่กล้าอ้างว่านี่เป็นธรรมชาติมนุษย์ แต่ผมและเพื่อนฝูงที่สนิทคุ้นเคยล้วน "ใช้" ประโยชน์จากสื่อลามกกันมาทั้งนั้น วิธี "ใช้" ที่ได้พบเป็นประจำคือการคุยโจ๊กสัปดนในวงเหล้า ถ้าใครขยันเก็บเอาไปเขียน คงได้หนังสือหลายเล่ม แต่อาจกลายเป็นอาชญากรไปเพราะผลิตสื่อลามกขาย เพื่อนนักวิชาการอีกคนหนึ่ง ซึ่งดูเคร่งครัดกับศีลธรรมทางเพศชนิดที่ไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงอะไรของผู้หญิงมากไปกว่านิสัยใจคอ, ความคิดเห็น, รสนิยม ฯลฯ ของเธอ ประหนึ่งว่าผู้หญิงในโลกของเขาล้วนเป็นเจตภูต คือไม่มีร่างกาย แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์รีบด่วนที่บ้านเขา พอเคาะแป้นพิมพ์ปั๊บ ภาพลามกก็ปรากฏขึ้นบนจอทันที แปลว่าเขากำลังดูภาพลามกนั้นอยู่ ผมถามว่านี่อะไรล่ะ เขาตอบว่าเปิดดูเว็บโป๊ แล้วก็เซฟไว้ดูอีก มีอีกแยะหลายโฟลเดอร์เลย เพื่อนอีกคนเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง และใช้เวลาวันหนึ่งๆ อ่านแต่หนังสือกระมัง ไม่งั้นจะอ่านอะไรมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร ครั้งหนึ่งเขาถามขึ้นในรถที่มีเพื่อนๆ นั่งอยู่มากมายว่า ทำไมเวลาดูเว็บโป๊ทีไร เมียต้องลงมาพูดธุระด้วยทุกที ทำอย่างไรจึงไม่ให้เมียเห็นว่ากำลังดูเว็บโป๊อยู่ คำแนะนำของผมก็คือกดแป้นวินโดวส์และตัวอักษร D ก็จะกลับไปยังหน้าเดสก์ท็อปทันที ทำไมผมถึงตอบได้ ก็เพราะผมทำอย่างนั้นในสถานการณ์เดียวกันล่ะสิครับ เหตุใดผู้ชายไทยจึงไม่อยากให้เมียเห็นเวลาดูเว็บโป๊ นี่เป็นอีกเรื่องที่น่าวิเคราะห์ออกมาเป็นอีกบทความหนึ่งได้ ฉะนั้น จะไม่พูดให้ยาวความในที่นี้ล่ะครับ ผมไม่กล้าพูดว่าพวกเราคือตัวแทนของมนุษย์เพศชายทั้งประเทศไทยหรือทั้งโลก แต่ผมเคยพบผู้หญิงที่บอกตามตรงว่าอยากดูหรือ "ใช้" สื่อลามกในบางครั้งเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ถ้ากลับไปดูการปลุกเร้าทางเพศ ก็จะพบว่าเป็นธรรมชาติของสัตว์และคนอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ใช้สิ่งที่มีมาโดยธรรมชาติ เช่น เสียง,กลิ่น, สีสันของขน, การสัมผัส ฯลฯ การสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อปลุกเร้าทางเพศ เป็นเรื่องของคนเท่านั้น อาจเป็นเพราะคนเท่านั้นที่สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ได้ และ (คงจะ) คนเท่านั้น ที่สามารถได้รับการปลุกเร้าทางเพศจากความจำได้ และด้วยเหตุดังนั้น จึงสามารถเชื่อมโยงภาพ, เสียง, กลิ่น, การสัมผัส, ฯลฯ กับประสบการณ์จริงในอดีต หรือประสบการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ยังได้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเท่านั้น (กระมัง) ที่มีจินตนาการทางเพศ และคนก็ใช้ความสามารถอันนี้ในการสร้าง "วัตถุอันตราย" หรือสื่อลามก เพื่อเสริมจินตนาการนี้ หรือหาความสุขกับจินตนาการนี้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น เช่น ภาพเขียนอนาจารที่ปอมเปอิ ของอาณาจักรโรมันเมื่อเกือบ 2,000 ปีมาแล้ว ผมไม่ทราบหรอกครับว่า สื่อลามกเป็นผลผลิตของธรรมชาติมนุษย์หรืออารยธรรม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์ได้ "ใช้" สื่อลามกมานานมากแล้ว เพื่อเสริมจินตนาการทางเพศของตัว ส่วนเสริมแล้วจะเอาไปใช้ในทางละเมิดคนอื่นหรือไม่ ใช้ไปในวิถีทางที่ถูกตัดสินว่า "กามวิปริต" หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซ้ำเป็นเรื่องที่มาจากปัจจัยซึ่งผมคิดว่าไม่เกี่ยวกับตัวสื่อ เช่น เห็นภาพลามกแล้ว ต้องปลุกปล้ำขืนใจนักศึกษา มีเหตุปัจจัยทางจิตวิทยาที่สลับซับซ้อนกว่าตัวสื่อลามกมากทีเดียว เพราะคนส่วนใหญ่ (รวมทั้งชายสูงอายุใน ครม. ด้วย) เห็นสื่อลามกเหล่านี้แล้ว ไม่ยักกะคิดจะไปข่มขืนกระทำชำเราใครนี่ครับ ฉะนั้น ผมจึงเชื่อว่า มีคนจำนวนมากทีเดียว "ใช้" สื่อลามกในชีวิตปรกติของตัว โดยไม่ได้ไปล่วงละเมิดคนอื่น ส่วนจะใช้ทำอะไรได้บ้างนั้น ผมไม่ทราบ เอาแต่เพียงว่าใช้แล้วตัวชอบหรือได้รับความสุขในวิถีทางต่างๆ ก็แล้วกัน ผมจึงมองไม่เห็นว่า "ใช้" แค่นี้จะเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างไร เหมือนกับความชอบอย่างไรในทางเพศ (sexual preferences) อื่นๆ ตราบเท่าที่ไม่กระทบถึงคนอื่น ผมก็ไม่เห็นเกี่ยวกับสังคมอย่างไร และเมื่อไม่เกี่ยวกับสังคม รัฐก็ไม่น่าจะเข้ามายุ่ง เพราะถ้ายอมให้รัฐเข้ามายุ่งในเรื่องนี้ได้ รัฐก็จะเข้ามาจัดการเรื่องอื่นๆ ในชีวิตทางเพศของพลเมืองได้อีกหลายอย่าง แล้วแต่รัฐจะตัดสินว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรวิปริต อะไรไม่วิปริต อย่างไรก็ตาม หากถามถึงศีลธรรมว่า การ "ใช้" สื่อลามกผิดศีลธรรมหรือไม่ ผมคิดว่าตอบยาก เพราะศีลธรรมในพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่คำสั่งห้ามเฉยๆ แต่เป็นคำสั่งห้ามที่ผู้จะทำตามต้องใช้ปัญญาควบคู่ไปด้วย คือเข้าใจว่าการกระทำเหล่านั้นไม่ดีในเงื่อนไขอะไร และดีในเงื่อนไขอะไร ต้องใช้ธรรมะชั่งตวงวัดเป็นว่าในแต่ละสถานการณ์ควรทำอย่างไร พูดให้เข้าใจง่ายอย่างที่เขาพูดกันก็คือต้อง "รู้เท่าทัน" ทันตัวเอง, ทันโลก และทันธรรม ดูภาพโป๊แล้ว รู้เท่าทันแค่ไหน เท่าทันทันที หรือทันหลังจากนั้น นานแค่ไหน ก่อนทำอะไรโง่ๆ ไปหรือทำไปแล้วจึงรู้ (ซึ่งก็ยังดีกว่าไม่รู้) ศีลธรรมจึงไม่ใช่เรื่องขาว-ดำ แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขสถานการณ์ในแต่ละกรณีอย่างละเอียด ดังนั้น รัฐจึงไม่มีหน้าที่ดูแลกำกับควบคุมศีลธรรมของพลเมือง ตราบเท่าที่การกระทำนั้นๆ ไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ความเป็น "รัฐโลกียวิสัย" (secular state) ซึ่งใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ระบุว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น มีความหมายรวมไปถึงการไม่แทรกแซงสำนึกทางศีลธรรมของพลเมืองด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เสรีภาพทางความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ที่ผมห่วงไม่น้อยกว่ากันก็คือ ขืนปล่อยให้รัฐเข้ามากำกับควบคุม รัฐก็จะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงสิทธิเสรีภาพส่วนอื่นทั้งหมดในนามของศีลธรรม อย่างที่เราพบเสมอในสังคมที่ผู้นำเสวยอำนาจด้วยลัทธิศาสนา นับตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงทุกวันนี้ รัฐถูกออกแบบมาให้จัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน โดยเฉพาะในทางการเมือง (ใครใหญ่ใครเล็กภายใต้เงื่อนไขอะไร) และในทางเศรษฐกิจ (ทรัพย์และหนี้) ส่วนความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมนั้นรัฐไม่ได้ถูกออกแบบให้เข้ามาจัดการได้ (แม้ว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจแฝงอยู่ในความสัมพันธ์ทุกด้านเสมอ ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว) แต่รัฐนับตั้งแต่โบราณกาล ก็มักแอบเข้ามาจัดการความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรมอยู่เสมอ เพราะรัฐเห็นประโยชน์บ้าง เพราะพลเมืองบางหมู่บางเหล่าเรียกร้องบ้าง โดยเฉพาะรัฐไทยนี่แหละครับ ผู้ปกครองก็อยากเข้ามา ประชาชนก็เรียกร้อง เรียกว่าครบสูตรเลย ไม่ว่าคนไทยจะทำอะไรจึงมีรัฐมานั่งอยู่ข้างๆ เสมอ นับตั้งแต่ดูทีวีขึ้นไปจนถึงกินก๋วยเตี๋ยว นับตั้งแต่แต่งกายไปจนถึงเล่นน้ำ บัดนี้จะกุ๊กกิ๊กกับแฟน รัฐก็ขอเข้ามานั่งดูอยู่ด้วย ในนามของศีลธรรมอันดี และวัฒนธรรมของชาติ (ช่วงนี้ก็ต้องบวกความมั่นคงลงไปด้วย) เพื่อประกันว่าวิถีทางกุ๊กกิ๊กของเราจะไม่เป็น "อันตราย" ต่อสังคม แต่รัฐไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จัดความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม การยุ่มย่ามของรัฐในเรื่องเหล่านี้จึงมักไม่เกิดผลอะไร นอกจากทำให้ผู้คนกลายเป็นอาชญากรเพิ่มมากขึ้น และรัฐมักใช้อำนาจนี้ไปในทางฉ้อฉลเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมไม่ได้เกิดจากการจัดการด้วยอำนาจภายนอก หากเกิดจากการจัดการด้วยอำนาจภายในของแต่ละคน นั่นก็คือเกิดจากการเรียนรู้ในชีวิต จึงเป็นเรื่องของครอบครัว, ชุมชน, โรงเรียน, วัด, มัสยิด, โบสถ์ พูดอีกอย่างหนึ่งคือสังคมโดยรวมต้องจัดการให้ตัวเอง ภาพลามกอนาจารส่วนใหญ่แสดงความฝันทางเพศ (sexual fantasy)ของผู้ชายโบราณ นั่นคือความเป็นใหญ่เหนือเพศหญิง การใช้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เป็นความหฤหรรษ์ทางเพศ(sexual gratification) ของร่างกายล้วนๆ ไม่มีความรักหรือความผูกพันทางใจต่อกัน ทำอย่างไร เด็กจึงจะได้เห็นภาพเหล่านี้ด้วยความเข้าใจ (แม้อาจ "ตื่นเต้น" ด้วยก็ตาม) และรู้ว่าความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์นั้น อาจนำไปสู่ความสุขที่ล้ำลึกกว่าความหฤหรรษ์ทางกาย อย่าลืมว่าสื่อจะมีความหมายอย่างไรอยู่ที่ใจผู้รับ เราต้องจัดการกับสื่อหรือเราต้องการจัดการกับใจกันแน่ อำนาจรัฐทำได้แค่จัดการกับสื่อ แต่อำนาจรัฐจัดการกับใจคนไม่ได้ เช่นเดียวกับการเลี้ยงลูก ความสัมพันธ์กับแฟนหรือกิ๊กก็เหมือนกัน จะมีลักษณะอย่างไรขึ้นอยู่กับใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุหรือสื่อ ฉะนั้น วัตถุหรือสื่อจะเป็น "อันตราย" หรือไม่ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวมันเอง แต่อยู่ที่ใจของผู้ "ใช้" ต่างหาก ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า สังคมไทยเข้มแข็งพอจะจัดการกับใจของคนได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ไม่มีใครทำให้ได้ สวัสดี ขจัดรัฐออกไปจากเตียงนอนของเราเถิด หน้า 91
|