|
||||||||||||||
|
คุยกันสามเรื่อง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10733 ผมมีเรื่องอยากคุยเกี่ยวกับการลงประชามติอยู่ 3 เรื่อง 1/ ผมชอบความเปรียบของท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องการลงประชามติมาก ท่านบอกว่าระหว่างของที่ท่านยื่นให้ดูต่อหน้า กับของที่ท่านกำไว้ข้างหลัง ประชาชนควรเลือกอะไร ใช่เลยครับ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ประชาชนต้องเลือกระหว่างสิ่งที่เขายื่นให้ กับอะไรก็ไม่รู้ที่ผู้มีอำนาจซ่อนไว้ข้างหลัง หากไม่เอาสิ่งที่ยื่นให้ สิ่งที่ต้องเอาอาจเลวร้ายเสียยิ่งกว่าก็ได้ ประชามติคือการถามความเห็นของประชาชนว่า จะเลือกระหว่างอะไรกับอะไร ต้องมีความชัดเจนเพียงพอ ผู้เลือกจึงจะสามารถใช้วิจารณญาณได้ ถ้ามีอะไรที่ถูก "อิ๊บ" ไว้ก่อน ก็คือไม่ได้เลือกนั่นเอง แม้จะดูน่าเอ็นดูเหมือนการละเล่นของเด็กโกงๆ แต่บ้านเมืองไม่ใช่การละเล่นของเด็ก หากอยากให้เลือกจริง ก็ควรว่ามาให้ชัด จะให้เลือกระหว่างอะไรกับอะไร ขอโทษเถิด บ้านเมืองเป็นของคุณคนเดียวหรือกลุ่มเดียวตั้งแต่เมื่อไร จึงคิดว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดมีสิทธิเลือกเพียงระหว่างสิ่งที่คุณยื่นให้ กับอะไรที่คนอื่นๆ ไม่มีสิทธิจะรู้ก่อน ฉะนั้นก่อนวันที่ 19 สิงหาคม คมช.กับรัฐบาลควรประกาศให้ชัดว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใด และจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในเรื่องอะไรบ้าง ต้องไม่ลืมว่า การผ่านประชามติคือการให้ความชอบธรรมแก่รัฐธรรมนูญ หากประชามติถูกจัดอย่างฉ้อฉล เช่นไม่มีอะไรให้เลือก, ไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำว่าคะแนนเสียงเท่าไรของผู้มีสิทธิจึงจะถือว่าผ่าน, ไม่รณรงค์ทางสื่อของรัฐอย่างเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฯลฯ ประชามติก็เป็นเพียงพิธีกรรม ซึ่งไม่อาจให้ความชอบธรรมแก่รัฐธรรมนูญได้ ก็เพิ่งขับไล่รัฐบาลเก่าลงด้วยเหตุผลว่า คะแนนเสียงอย่างเดียวไม่ใช่ความชอบธรรมไม่ใช่หรือ เพราะเกณฑ์หรือกติกาการลงประชามติไม่ชอบมาพากลดังนี้ ผมจึงไม่สู้จะเข้าใจข้อเสนอของบางท่านว่า ควรมีช่องให้กาว่า "ไม่ออกเสียง" ด้วย เพราะช่องนี้ไม่มีความหมายในเกณฑ์หรือกติกาของประชามติ เนื่องจากไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำกำหนดไว้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านได้ ต้องได้คะแนนเสียงเป็นสัดส่วนเท่าใดของผู้มีสิทธิทั้งหมด การกาว่า "ไม่ออกเสียง" กับการไม่ไปลงประชามติจึงมีค่าเท่ากัน คือไม่ถูกนับว่าอะไรเลยสักอย่างเดียว เราอาจได้รัฐธรรมนูญใหม่จากเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ไปใช้สิทธิเพียง 20% (ประมาณเกินกึ่งหนึ่งของ 8 ล้านเสียง) เท่านั้นก็ได้ ผู้มีสิทธิ 80% ที่ไม่ไปใช้สิทธิ กับผู้กาว่า "ไม่ออกเสียง" คือคนที่ไม่ถูกนับเป็นพลเมืองของชาติเท่าๆ กัน วนกลับไปสู่ปัญหาเก่า คือผู้ที่ไปใช้สิทธิ ก็ไม่รู้จะเลือกระหว่างอะไรกับอะไร แต่ผลของมันก็เท่ากันคือ หากมีผู้รับร่างเกินกึ่งหนึ่งของผู้ไปใช้สิทธิ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเปราะบางต่อการถูกฉีกทิ้งง่ายกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 2/ จั่วหน้าใหญ่สุดของโฆษณาฝ่ายต่อต้านรัฐประหารคือ "โหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญคือล้มรัฐประหาร" ผมเดาเอาว่าผู้ออกแบบโฆษณาคงหวังว่า จั่วใหญ่นี้จะกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดกับประโยคนี้ ถ้าอ่านภาษาไทยแตก ความหมายประธานของประโยคนี้คือ "ล้มรัฐประหาร" ประเด็นจึงมาอยู่ที่ว่าเราควรล้มการรัฐประหารออกไปจากระบบการเมืองไทยเสียทีหรือไม่ ผมเคารพความเห็นของคนจำนวนหนึ่งที่ว่าไม่ควรล้ม เพราะการรัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของระบบ check and balance ในการเมืองไทย (ซึ่งมีอุปสรรคในเชิงโครงสร้างต่อระบอบรัฐบาลที่มาจากตัวแทนประชาชน) แม้ผมจะเห็นว่าความเห็นเช่นนี้ออกจะไร้เดียงสา เพราะตัวอำนาจที่ก่อรัฐประหารนั้น ไม่มีระบบ check and balance อยู่ด้วย จึงมักสร้างความเสียหายแก่ส่วนรวมมากกว่า แม้กระนั้นก็เคารพความเห็นเช่นนั้นว่ามีค่าควรแก่การนำมาถกเถียงแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ แต่ว่าเฉพาะความเห็นที่ว่า รัฐประหารไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง ผมคิดว่ามีคนแสดงความเห็นเช่นนี้อยู่มาก อย่างน้อยก็ด้วยปาก เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้น ล้วนพยายามลอกความคิดต่อต้านรัฐประหาร ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 มาเกือบทุกฉบับ ฉะนั้นจึงมีข้อบัญญัติป้องปรามการรัฐประหารต่างๆ รวมทั้งฉบับร่าง 2550 นี้ด้วย ถือว่าการต่อต้านการรัฐประหารเป็นสิทธิอย่างหนึ่งของประชาชน (ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 อีกทีหนึ่ง) การเขียนหลักประกันของกระดาษไว้บนกระดาษเป็นความคิดที่ "ตลก" และก็ได้พิสูจน์หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ไม่เป็นผลอะไรเลย การสร้างหลักประกันให้แก่รัฐธรรมนูญหรือการป้องปรามการรัฐประหารจึงอยู่ที่สังคม ซึ่งจะให้พลังแก่ระบบบริหารและตุลาการในการรักษาระบอบกฎหมายไว้ (เช่น อปท.ทั้งประเทศไม่ฟังคำสั่งของรัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้น เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือตุลาการเลิกยึดหลักว่า อธิปัตย์ของรัฐเกิดจากอำนาจดิบ เพราะเท่ากับนำประเทศไทยกลับไปสู่ซ่องโจร) กล่าวโดยสรุปก็คือ จะป้องปรามการรัฐประหารได้ สังคมต้องทำเอง โดยระมัดระวังไม่ให้เสียเลือดเนื้อ (เช่นอย่ามองหาวีรบุรุษ เพราะวีรบุรุษมักซ่อน "ญัตติ" แฝงส่วนตัวไว้เสมอ) จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที การรัฐประหารในครั้งนี้ สัญญาว่าจะให้มีการลงประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันมาจากสภาซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้นเป็นผู้ร่าง จึงเป็นโอกาสอันดีที่สังคมส่วนที่ต่อต้านการรัฐประหาร (ทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะแต่ คมช.เพียงกลุ่มเดียว) จะได้ร่วมมือกันโหวตล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสีย เพื่อทำให้การรัฐประหารอันอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต เป็นสิ่งที่ดำเนินไปได้ยากขึ้น ฉะนั้นโหวตล้มร่างรัฐธรรมนูญจึงคือการล้มรัฐประหาร - ไม่ใช่ล้มคณะรัฐประหารชุดนี้อย่างเดียว แต่ล้มหรือแผ้วถางทางไปสู่ภูมิคุ้มกันของสังคมต่อการรัฐประหาร (การดำเนินการที่ขัดรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย) ทุกชนิดตลอดไป ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง และสอดคล้องกับจั่วหัวตัวเล็กกว่าที่ว่า "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร" และสอดคล้องกับภาพปืนที่จี้ไปยังผู้ลงประชามติไม่รับร่าง อันเป็นภาพภูมิหลังของโฆษณา แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ลงโฆษณาก็คำนึงถึงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญด้วย จึงได้ตัดเอาข้อเขียนของนักวิชาการ ที่คัดค้านเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ หรือคัดค้านกระบวนการลงประชามติ มาแปะไว้ข้างๆ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เหมือนการโฆษณาทั้งหลาย ย่อมมุ่งจะดึงดูดการสนับสนุนให้กว้างที่สุดเป็นธรรมดา ผู้ต่อต้านการรัฐประหารก็ควร "โหวตล้ม" ผู้ที่สนใจแต่เนื้อหาของตัวร่างก็ควร "โหวตล้ม" ถ้าทั้งสองอย่างยิ่งควร "โหวตล้ม" เป็นสองเท่า ผมเห็นคอลัมนิสต์หลายคนวิจารณ์ว่า แค่ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการรัฐประหารอย่างเดียว ไม่เป็นเหตุผลให้ต้องโหวตล้ม ต้องดูเนื้อหาด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าผู้ลงโฆษณาล้มเหลวที่จะสื่อความ หรือคอลัมนิสต์อ่านภาษาไทยไม่แตก ทำให้ประเด็นข้อเสนอของผู้ลงโฆษณาไม่ได้รับการพิจารณาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในสังคมเท่าที่ควร 3/ ไม่นานมานี้ พ่อค้าผลไม้ซึ่งซื้อกันเป็นประจำถามผมว่า ถ้าไม่ไปลงประชามติในวันที่ 19 ส.ค. จะมีความผิดหรือไม่ ผมจึงบอกเขาว่าไม่มีความผิดอะไร เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดโทษผู้ไม่ใช้สิทธิไว้ เขาจึงแสดงความโล่งอกว่า เขาไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงไม่อยากไปลงประชามติ ผมต้องรีบบอกเขาว่าอย่าทำอย่างนั้นสิ ควรไปลงประชามติเพื่อช่วยกันคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาแสดงความแปลกใจว่าทำได้ด้วยหรือ ผมยืนยันว่าทำได้แน่ และควรทำด้วย การโฆษณาเรื่องประชามติของรัฐเกิดผลในความรับรู้ของประชาชนอย่างไร คงไม่ต้องอธิบายให้มากความกว่านี้นะครับ เพราะการโฆษณาของรัฐซึ่งยึดครองสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้เด็ดขาด ทั้งแม่ไก่ ทั้ง อสม. ทั้งทหาร ฯลฯ ระดมกันโฆษณาอย่างที่เห็นๆ กันอยู่เช่นนี้ บวกด้วยเกณฑ์หรือกติกาการลงประชามติที่หละหลวม ผมจึงเชื่อว่าถึงอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะผ่านการรับรอง แต่การออกไปลงคะแนนเสียงไม่รับร่างฯ ก็ยังมีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ ทุกฝ่าย แม้แต่ฝ่ายที่ยึดอำนาจบ้านเมืองเวลานี้ รวมทั้งพรรคการเมืองที่กระสันจะจัดตั้งรัฐบาลทุกพรรค ก็ยอมรับว่าในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ต้องถูกแก้ไขในภายหน้า แต่จะแก้ไขอย่างไร ตามแต่ผลประโยชน์ของคณะรัฐประหาร, ผลประโยชน์ของเทคโนแครตที่เข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร, ผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ที่ไม่เคยให้ความสำคัญแก่ประชาชน หรือประชาธิปไตย, หรือแก้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอันหมายถึงประชาชน ก็ขึ้นอยู่กับพลังอะไรที่จะเข้ามากำกับควบคุมการแก้ไขในภายหน้า ฉะนั้นคะแนนเสียงของผู้ไม่รับร่างจึงมีความสำคัญในอนาคต แม้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการลงประชามติก็ตาม ผมจึงอยากเรียกร้องคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ช่วยออกไปลงประชามติกันให้เต็มที่ ถึงท่านจะแพ้ แต่ท่านได้ช่วยวางฐานของการที่ประชาชนไทยจะกำกับควบคุมการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคต ทวงชาติของเราคืนมาเป็นของประชาชนเสียที โดยวิถีทางสันติวิธีด้วย หน้า 6
|