หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กับดักแห่งความลุ่มหลง ...ของการเทกโอเวอร์

คอลัมน์ แยบยลกลยุทธ์  โดย ผศ. ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3918 (3118)

กระแสแห่งการเทกโอเวอร์เริ่มจะ กลับมาให้เห็นกันอย่างเด่นชัดใน ปีสองปีแน่นอนครับ เนื่องจากหันหลังกลับไปมองครั้งใด จะทราบได้ทันทีว่ายุคแห่งการไล่ล่าอาณานิคมทางธุรกิจนั้น จะมาเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี มีความผันแปรสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจการที่มีความอ่อนไหวมากๆ ทำให้ต้องมีอันเป็นไป บางแห่งอาจจะแค่เบาะๆ คือ ขาดสภาพคล่อง สภาพการทำกำไรลดลง บางแห่งอาจจะอาการหนักกว่านั้น ถึงกับล้มละลายประกาศขายกิจการทอดตลาดเลย ก็มีครับ

ปัจจุบันภาพความผันผวนในบ้านเรา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง ก็นับว่าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญอย่างมากครับ เพราะทำให้กิจการที่ยังแข็งแกร่ง สบโอกาสในการเข้าฮุบ กิจการอื่นๆ ที่แม้ว่ายังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในอนาคต แต่ตอนนี้สายป่านสั้น จำต้องหลบลี้หนีหน้า หรือหาความช่วยเหลือพึ่งพาจาก กิจการอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่า จนกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญของผู้ไล่ล่าทางธุรกิจมากมายครับ

โดยเฉพาะตอนนี้ นับว่าเป็นโอกาสทองทีเดียว เพราะราคาจะต่ำกว่าปกติ เนื่องจากหลายกิจการก็อยู่ด้วยตนเองไม่ไหว จำต้องยอมขายกิจการ ของตนบางส่วนหรือทั้งหมดไป เพื่อรักษาความ อยู่รอดครับ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับช่วงที่บ้านเรา เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 ซึ่งตอนนั้นกิจการหลายแห่งก็ถูกเทกโอเวอร์กันไปมาก แต่ต่างกันเล็กน้อย คือในช่วงนั้นผู้ที่เข้ามาซื้อคือต่างชาติที่ได้เปรียบในเรื่องของค่าเงิน ซึ่งทำให้ราคาของกิจการของไทยถูกมากในสายตาชาวต่างชาติ แต่ขณะกลับเป็นตรงกันข้าม คือ ค่าเงินของเราแข็งขึ้นอย่างมาก ทำให้ราคากิจการของเราไม่ถูกนักในขณะนี้ครับ

ดังนั้น ผู้ไล่ล่ากิจการตอนนี้จึงน่าจะเป็นกิจการยักษ์ใหญ่ภายในประเทศที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง และสามารถจะฉกฉวยโอกาสในอนาคต เพิ่มเติมจากกิจการเล็กๆ ที่เริ่มมีอาการกระเสาะกระแสะ ณ ปัจจุบันครับ

อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าการเทกโอเวอร์ทุกครั้งจะราบรื่นเสมอไป ตรงกันข้าม อัตราความสำเร็จของกิจการที่เทกโอเวอร์นั้นไม่สูงนัก หลายครั้งเมื่อเทกโอเวอร์กันเข้าไปแล้ว กลับยิ่งทำให้มูลค่าโดยรวมของกิจการลดลงไปอีก จึงต้องมีการพิจารณาเป้าหมายของการเทกโอเวอร์อย่าง ยิ่งยวดครับ

โดยทั่วไป กิจการที่เข้าซื้อธุรกิจอื่นๆ นั้น มักจะมองแต่รูปกายภายนอกที่ฉาบฉวยเป็นหลัก นั่นคือ พิจารณาเพียงแค่ทรัพย์สินที่กิจการ เป้าหมายนั้นๆ ครอบครองอยู่ หรือฐานลูกค้า เทคโนโลยีต่างๆ ที่มี ซึ่งหากสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีเพียบพร้อมแล้ว จนอยากได้กิจการนั้นๆ เข้ามาเป็นของตนจนตัวสั่นทีเดียวครับ แทบจะไม่ได้พิจารณาเข้าไปข้างในอย่างลึกซึ้ง ซึ่งก็มักจะ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้อีกมากครับ

ดังเช่นในกรณีของกิจการยักษ์ใหญ่ในเอเชียเกี่ยวกับยานยนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้เทกโอเวอร์กิจการในธุรกิจเดียวกันของอเมริกา นัยว่าเพื่อเป็นการขยายอาณาจักรของธุรกิจตนในอเมริกาเหนือ และขึ้นแท่นเป็นกิจการระดับโลกครับ

เริ่มแรก ดูเหมือนจะแฮปปี้กันทั้งสองฝ่ายนะครับ โดยกิจการที่เข้าซื้อนั้น เล็งผลเลิศดีดลูกคิดรางแก้วแล้วว่า บริษัทอเมริกานี้จะต้องทำประโยชน์ให้ตนอย่างมหาศาลทีเดียว เพราะภาพลักษณ์และแขนขาทางการตลาด ของกิจการนี้กว้างขวางมากๆ ทำให้อยากได้ เข้ามาเป็นบริษัทในเครือของตนเองอย่างรวดเร็วที่สุด จนกระทั่งขาดความระมัดระวังในการวิเคราะห์การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว

สุดท้ายเมื่อตกลงกันไปเรียบร้อย ปรากฏว่า ไม่ได้สดใสอย่างที่เห็น นั่นคือ "ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง" โดยบริษัทอเมริกาที่ถูกซื้อไปนี้ ไม่ได้มีความแข็งแกร่งอย่างที่คาด ทั้งมีปัญหาสารพัดรุมเร้า การควบคุมคุณภาพก็ประสบปัญหาหลายประการ จนกระทั่งเมื่อเทกโอเวอร์ไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ต้องถูกถอนคืนจากตลาดบ่อยครั้ง ทั้งยังต้องแบกภาระเพิ่มเติมอีกมากหลังจากนั้นด้วย ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแสนแพงสำหรับการเทกโอเวอร์ครั้งนี้เลยทีเดียว

อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นอีก "กับดักแห่งความลุ่มหลงของการเทกโอเวอร์" ก็คือ กิจการเกี่ยว กับเทคโนโลยีในสหรัฐ เข้าซื้ออีกกิจการหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและกำลังประสบปัญหาทางการดำเนินงาน แต่ก็มองว่ามีเทคโนโลยีที่ดี สินค้า ติดตลาดและมีศักยภาพในการขยายตัวสูงในอนาคต จึงเข้าไปเจรจาขอเทกโอเวอร์ ซึ่งก็ตกลงยินยอมกันด้วยดี แต่บริษัทที่ถูกซื้อก็มีเงื่อนไขว่า ผู้บริหารเดิมยังขอถือหุ้นอีกส่วนหนึ่งและ ขอดำเนินการบริหารเองต่อไป

โดยบรรยากาศการเจรจาแรกเริ่มนั้น ค่อนข้างดูดี ไม่มีปัญหา เสมือนหนึ่งอยู่ในขั้น honeymoon กัน ทุกคนยิ้มแย้มเจ่มใส ดูจะพูดจากันรู้เรื่อง รวมถึงกิจการที่เข้าไปเทกโอเวอร์นั้น อยากได้อีกกิจการหนึ่งมากๆ เนื่องจากเห็นโอกาสในการฟื้นฟูต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะขออะไรมา ก็โอเคไปซะทั้งหมด คล้ายๆ กับชายหนุ่ม ตกหลุมรักหญิงสาว จนถึงขั้นลุ่มหลงในช่วงต้นนั่นเอง ทำให้ยอมทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขใด ขอเพียงได้ครอบครองครับ

แต่เมื่อตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว การณ์กับ ไม่เป็นดังหวังครับ เพราะผู้บริหารเดิมกลับกลายเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับกิจการ หลังจากที่ซื้อขายกันไปแล้ว เนื่องจากนโยบายขัดกัน แถมยัง ดื้อดึงไม่ยอมรับว่าแนวทางเดิมที่ตนเองเคยทำมา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูกิจการได้ ผลประกอบการจึงตกต่ำลงทุกวัน แถมจะเอาออกไปก็ทำไม่ได้ เพราะมีสัญญากันไว้ชัดเจนตั้งแต่ตอนเริ่มต้นว่า จะยอมให้บริหารต่อไป จนกว่าจะตกลงออกไปเอง ทำให้เป็นวัวพันหลักแก้ไขลำบากมาก

ก็เป็นอีกหนึ่งความลุ่มหลงเช่นกัน ทำให้ มองข้ามอุปสรรคที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาต่อไป เพราะคิดแต่ว่ากลัวจะไม่ได้กิจการนั้นมา ครอบครองเท่านั้น จึงไม่ได้พิจารณาอีก เกณฑ์หนึ่งนั่นคือ ความเข้ากันได้ของทั้งสองกิจการ ซึ่งนับว่าเป็นประเด็นใหญ่มากกว่า แค่ทรัพย์สินต่างๆ ที่มีด้วยซ้ำไป ส่งผลต่อ ความล้มเหลวของการเทกโอเวอร์ตลอดมาครับ

ดังนั้น จึงฝากท่านที่กำลังจะเข้าซื้อกิจการ หรือผู้ที่กำลังจะทำหน้าที่วิเคราะห์กิจการที่เป็น เป้าหมาย ว่าควรต้องยึดหลัก "ความระมัดระวัง" อย่างมาก อย่าผลีผลาม และใช้วิจารณญาณสูงในการพิจารณาความเหมาะสมในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและความสอดคล้องกันในการดำเนินงาน ซึ่งมองยากที่สุดและต้องมอง ให้ลึก ใช้เวลาให้เพียงพอกับกรณีนี้ด้วยครับ

หน้า 42