หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จีนชักธงรบกับปิศาจ IMF

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3918 (3118)

เดือนกรกฎาคม 2550 เป็นเดือนที่ครบรอบ 10 ปี วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุด ของประเทศไทย ซึ่งทำให้ธุรกิจ และอุตสาหกรรมหลักๆ ของประเทศตั้งแต่ธนาคาร บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ต่างล้มละลายกันเป็นแถวๆ

หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ องค์กรการเงินโลก หรือ ไอเอ็มเอฟ ได้ให้ "ยาสั่ง" คือนโยบายการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปล่อยค่าเงินลอยตัว นโยบายการคลังให้ ตัดลดงบประมาณ แทนที่จะเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน เพื่อให้กิจการของคนไทยที่กู้เงินต่างประเทศ และในประเทศมาขยายกิจการต้องล้มละลาย มากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เปิดช่องกลุ่มทุนต่างชาติ เข้ามาซื้อหนี้แล้วขายต่อเอากำไร ควบและรวบกิจการในราคาถูกเหมือนได้เปล่า ทั้งทางด้านการธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมสำคัญของชาติอื่นๆ เกือบทุกกิจการให้กลายเป็นลูกครึ่งมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจาก 10 ปีให้หลังไอเอ็มเอฟพยายาม เก็บเนื้อเก็บตัวเพราะถูกทั่วโลกรุมโจมตีอย่างหนัก และพยายามแสดงตนเป็นนักบุญเป็นครั้งคราว เพื่อกอบกู้ชื่อเสีย (ง) กลับคืนมา และคิดว่าคนทั่งโลกลืมบทบาทด้านที่เป็นปิศาจนั้นแล้ว จึงสำแดงธาตุแท้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ประเทศจีนเป็นผู้ออกมา "เปิดโปง" ธาตุแท้ของไอเอ็มเอฟเอง คนไทยเรามักจะไม่เชื่อคนไทยด้วยกันเอง ต้องให้มีต่างชาติออกมาเปิดโปงจึงอาจจะฟังบ้าง เช่นกรณีที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียออกมา "ฉีกหน้ากาก" องค์การค้าโลกที่เป็นคู่แฝดของไอเอ็มเอฟในเวทีโลก เมื่อไม่นานมานี้ธนาคารกลางของจีน The People"s Bank of China (PBOC) ได้ออก แถลงการณ์อย่างเป็นทางการมาวิพากษ์มติกรรมการบริหารของ IMF เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2007 กรรมการส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากประเทศที่มั่งคั่งและพัฒนาแล้ว โดยมีสหรัฐเป็นแกนนำ

มติที่สำคัญนี้คือการให้อำนาจกรรมการบริหารตรวจสอบนโยบายการเงินของประเทศ

สมาชิก แทนที่จะมีอำนาจเพียงแค่การตรวจสอบนโยบายการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศสมาชิก

ในมาตรา 4 ของ IMF ที่ประเทศสมาชิก ให้ความเห็นชอบเมื่อปี 1977 ระบุว่า "ประเทศสมาชิกต้องไม่ดำเนินการควบคุมแทรกแซง หรือกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของตน เพื่อวัตถุ ประสงค์ในปรับดุลการชำระเงินของประเทศ ให้ได้เปรียบ หรือได้เปรียบเชิงการแข่งขันกับประเทศสมาชิกอื่นๆ"

แต่ในกฎกติกาที่แก้ไขใหม่ จากกฎกติกาเดิมในมาตรา 4 ที่ใช้มาเป็นเวลา 30 ปี ได้แก้ไข เป็นประเทศสมาชิกต้องหลีกเลี่ยง และรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นของนโยบายการเงินที่กระทบเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไอเอ็มเอฟให้สัมภาษณ์ว่า "กฎที่แก้ไขใหม่นี้มุ่งที่ผลที่เกิดตามมามากกว่าการดูที่เจตนา ดังนั้นประเทศสมาชิกอาจจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติตามกฎกติกาของ ไอเอ็มเอฟ แม้ว่าจะไม่มีเจตนาก็ตาม"

กฎกติกาใหม่นี้ให้อำนาจกรรมการบริหาร ของไอเอ็มเอฟสูงขึ้นในการกล่าวหาว่า นโยบายการเงินของประเทศสมาชิกใดสมาชิกหนึ่ง ก่อให้เกิดอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ ในการเพิ่มการส่งออกสินค้าของประเทศนั้น อันเป็นการละเมิดกฎกติกานี้

กฎกติกาใหม่นี้กำหนดกรอบที่ชัดเจนให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายการเงินในด้านอัตราแลกเปลี่ยนว่า นโยบายดำเนินการได้ และนโยบายใดที่เป็นข้อห้าม

ประเทศที่ถูกตรวจสอบหรือจับตามอง อาจจะถูกแทรกแซงหรือคว่ำบาตรได้ตาม กฎกติกาที่แก้ไขใหม่นี้

น.ส.พ. Financial Times, ของลอนดอนได้รายงานว่า ในที่ประชุมจีนได้ออกเสียงคัดค้านอย่างเป็นทางการ ประเทศอิหร่านงดออกเสียง ส่วนประเทศอียิปต์ได้ตั้งข้อสังเกตและงดออกเสียงเช่นเดียวกับอิหร่าน

ในแถลงการณ์ของธนาคารกลางของจีน กล่าวว่า กฎกติกาใหม่นี้เป็นความต้องการของสหรัฐที่ต้องการเล่นงานจีนเป็นหลัก โดยพุ่งเป้า ที่ค่าเงิน renminbi ของจีนซึ่งสหรัฐต้องการให้จีนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ให้แข็งขึ้น เพื่อว่าอเมริกาจะได้ลดการขาดดุลการค้ากับจีนน้อยลง หรือปล่อยให้ลอยตัวเพื่อว่ากองทุนเก็งกำไรข้ามชาติ จะได้กระโดดเข้ามาเก็งกำไรหรือสร้างความปั่นป่วนได้ง่ายขึ้น แต่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมให้กับประชาชนจีนอย่างมหาศาล

จีนกล่าวว่ามตินี้ผ่านออกมาทั้งๆ ที่ประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศไม่เห็นด้วยเพราะว่าเป็นการผูกมัดตัวเองให้รับผิดชอบต่อผลที่เกิดตามมาในนโยบายที่ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดขึ้น และเป็นการเปิดช่องให้ถูก IMF แทรกแซงได้ง่ายขึ้น ซึ่งกระทบกับเสถียรภาพและอธิปไตยของชาติ

จีนกล่าวว่า ผลที่จะตามมาในระยะยาว คือ IMF จะเสียชื่อและกลายเป็นองค์กรที่ไม่เป็นที่ยอมรับอีกต่อไป

Hu Xiaolian รองผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า บทบาทของ IMF ที่ถูกที่ควรคือ การเคารพผลประโยชน์ของประเทศสมาชิก และยอมรับภาวะความเป็นจริงที่แตกต่างกัน ของแต่ละประเทศ การดำเนินนโยบายที่มีอคติ กับบางประเทศอย่างไม่โปร่งใสเป็นการทำลาย เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของ IMF

Ge Huayong ผู้แทนของจีนในองค์การ ไอเอ็มเอฟ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ซินหัวของจีน ในภายหลังที่กรรมการบริหารของ IMF ลงมติรับรองกฎกติกาใหม่นี้โดยไม่ฟังเสียงผู้แทนของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ว่า "กฎกติกาที่ออกมาโดยประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ก็จะมีผลในการบังคับใช้ เพราะว่ากฎกติกาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จะส่งผลให้นโยบายของ IMF และคำแนะนำที่ตามมาไม่ได้รับการยอมรับนำไปปฏิบัติ บทบาท ชื่อเสียง และความเชื่อถือของ IMF ก็จะเลือนหายไปเรื่อยๆ"

กฎกติกาใหม่นี้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศนั้นพึ่งการส่งออกเป็นหลัก คือถ้าได้ดุลการค้าก็จะ ถูกกล่าวหาว่าดำเนินนโยบายการเงินที่ขัดแย้งกับ IMF และอาจจะถูกลงโทษหรือใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า

Ge Huayong กล่าวว่า บทบาทของจีนคือ การสนับสนุนจุดยืนของประเทศกำลังพัฒนา แต่เป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่แรงกดดัน จากประเทศที่พัฒนาแล้วไม่กี่ประเทศก็สามารถ ผลักดันให้กฎกติกานี้ผ่านออกมาจนได้

Ge Huayong กล่าวต่อไปว่า IMF ควรจะเคร่งครัดในการสอดส่องเงินสำรองของประเทศ ที่เงินตราสกุลของตนใช้เป็นเงินกลางในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพของ ระบบการเงินโลกมากกว่า เขาหมายถึงสหรัฐ โดยไม่เอ่ยชื่อประเทศ

ในกรณีของจีนถ้าปล่อยให้ค่าเงินแกว่งมากๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศและต่อโลกด้วย เขาสรุป ในเชิงตอบโต้แรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้จีนเลิกควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ค่าของเงินหยวนสูงขึ้น จะได้ส่งออกได้น้อยลง

ในด้าน Hu Xiaolian รองผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน ได้สรุปว่า การที่จีนได้ดุลการค้า มากนั้นไม่เกี่ยวกับค่าของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน renminbi ของจีนที่ถูกกล่าวหาว่าอ่อนกว่า ความเป็นจริง

ประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นต่างได้ดุลการค้ามหาศาล ทั้งๆ ที่ค่าเงินของ 2 ประเทศนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

Qin Gang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ใช้ไม้แข็งออกมาตอบโต้ว่า "เราหวังว่าสหรัฐโดยเฉพาะวุฒิสภาและสภาคองเกรส จะให้ความสำคัญโดยใช้วิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ ในการดำรงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับจีนในเชิงบวก มิใช่การนำเอาเรื่องการเมืองมาปน กับเรื่องเศรษฐกิจกับการค้า และแก้ปัญหาด้วยการใช้การกดดันทางการเมือง"

นี่เป็นเพียงยกแรกเท่านั้นที่จีนประกาศชักธงรบกับองค์การการเงินโลกที่มีอิทธิพลอันน่า เกรงขาม แต่จีนก็คงเอาตัวรอดได้เพราะมีผู้นำที่รักชาติ มีความสามารถจริงและมีวิสัยทัศน์ พร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ผิดกับผู้นำและนักการเมืองไทยที่เก่งอีกแบบหนึ่ง คือหาผลประโยชน์เข้าวงศ์ตระกูล

หน้า 41