|
||||||||||||||
|
การอัดฉีดรากหญ้าของนายกฯ
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สื่อพาดหัวข่าวว่า "นายกฯ สั่งแบงก์รัฐลงขันเงิน 1 แสนล้านอัดฉีดรากหญ้า" ไม่กี่วันต่อมาสื่อพาดหัวข่าวอีกว่า "กรรมาธิการทุ่มกว่าหมื่นล้านล้าง "หนี้เน่าประชานิยม" ธ.ก.ส." และในระหว่างสองหัวข่าวนั้น สื่อรายงานเกี่ยวกับปาฐกถาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "ความโปร่งใสทางการคลัง" ซึ่งมีใจความบางตอนว่า ถ้ารัฐบาลหน้าต้องการสานต่อโครงการประชานิยม การดำเนินงานต้องทำด้วยความโปร่งใส เพื่อสร้างเสริมระบบเตือนภัยทางการคลังให้แข็งแกร่ง มิฉะนั้น การบริหารจัดการทางการคลังยังจะมีปัญหาต่อไป รัฐมนตรียกตัวอย่างโครงการประชานิยม 2 โครงการที่กำลังมีปัญหาคือ การรับจำนำข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งรัฐบาลต้องชดเชยให้เป็นหมื่นล้านบาททุกปีแต่ไม่มีการไถ่ถอน นอกจากนั้น ยังมีการนำเงินคงคลังออกมาใช้ในโครงการรักษาพยาบาล เพราะรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้น้อยกว่าความเป็นจริง ข่าวเหล่านี้ชี้ให้เห็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายประชานิยมอย่างน้อย 3 ประเด็นใหญ่ๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ประเด็นแรก ได้แก่ ลักษณะของความเป็นยาเสพติดร้ายแรงของมัน นั่นคือ เมื่อเริ่มแล้วเลิกยากมาก เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ย่อมอยากได้ต่อไป และผู้ที่ไม่เคยได้ก็อยากได้บ้าง รัฐบาลนี้จึงไม่มีทีท่าว่าจะยกเลิกนโยบายประชานิยม ซึ่งรัฐบาลก่อนนำมาใช้ ยกเว้นในกรณีปิดสำนักงานแปลงสินทรัพย์เป็นทุนก่อนกำหนดเวลาประมาณ 6 เดือน สำนักงานนั้นวางอยู่บนฐานของแนวคิดที่ผิดหลักเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง และได้สร้างความเสียหายเท่าไรยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ตามรายงานของสื่อเมื่อตอนต้นปีผู้บริหารของสำนักงานยอมรับว่า สำนักงานให้กู้เงินง่ายเกินไป เพราะจุดมุ่งหมายอยู่ที่การหาคะแนนนิยมให้รัฐบาลมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ ในตอนนั้นสำนักงานมีผู้ผิดสัญญาชำระหนี้อยู่กว่า 3,200 ราย ส่วนจะเป็นเงินเท่าไรไม่เป็นที่ปรากฏ และตอนนี้หนี้นั้นได้รับการจัดการอย่างไรก็ไม่เป็นที่ปรากฏเช่นกัน ประเด็นที่สอง รัฐบาลที่เข้ามารับช่วงบริหารประเทศมักต่อยอดนโยบายประชานิยมให้เข้มข้นยิ่งขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มโครงการใหม่ๆ เข้าไปอีก ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลใหม่ต้องการแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ตนกำลังทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์ทันที ไม่น้อยกว่ารัฐบาลที่เพิ่งหมดอำนาจ หากย้อนไปดูอาร์เจนตินาซึ่งเป็นต้นแบบของการใช้นโยบายประชานิยม จนประเทศล้มละลาย จะเห็นว่าไม่เฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นที่สานต่อนโยบายประชานิยม รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติก็ทำด้วยเพราะเหตุผลดังที่กล่าวถึง ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่รัฐบาลปัจจุบันต้องการต่อยอดนโยบายประชานิยมที่มีอยู่แล้ว เช่น เลิกเก็บเงิน 30 บาท ในโครงการประกันสุขภาพ พร้อมกับเพิ่มสิทธิประโยชน์เข้าไปอีกด้วย ความคิดที่จะหาเงินอีก 1 แสนล้านบาทจากสถาบันการเงินของรัฐมาลงขัน เพื่ออัดฉีดเข้าไปในรากหญ้า ของท่านนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้น เพราะตอนนี้รากหญ้าอยู่ในภาวะเหี่ยวแห้ง เนื่องจากเงินที่อัดฉีดเข้าไปในปีก่อนๆ ตามนโยบายประชานิยมไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามคำคุยของรัฐบาลเก่า ร้ายยิ่งกว่านั้นรากหญ้าได้กลายเป็นแมลงเม่า เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เงินที่ยืมได้ง่ายๆ จากโครงการของรัฐบาลจึงเป็นหนี้ที่ล่ามพวกเขาคล้ายโซ่ตรวนขนาดใหญ่ และกลายเป็นหนี้เน่าที่สร้างปัญหาให้แก่สถาบันการเงินของรัฐ กรรมาธิการในรัฐสภาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอ้างถึงหนี้เน่าของ ธ.ก.ส. ยังมีหนี้เน่าอีกจำนวนมาก ที่เกิดจากนโยบายประชานิยมในสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทั้งสี่สถาบันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะเป็นองค์กรที่ไปแสวงหาเงินมาลงขันอีก 1 แสนล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนั้นจะมาจากไหน และถูกนำไปต่อยอดกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการอยู่เย็นเป็นสุขหรือไม่ หรือจะมีโครงการประชานิยมมาใหม่ๆ ออกมายังไม่เป็นที่ปรากฏ แต่จะเป็นโครงการใหม่หรือเรียกมันว่าอะไรคงไม่สำคัญนัก เนื่องจากการเรียกอุตพิดว่ากระดังงาย่อมไม่สามารถเปลี่ยนกลิ่นของมันได้ ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับความโปร่งใสซึ่งมีความสลับซับซ้อนสูงมาก และเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ของการพัฒนา นักวิชาการชั้นครู เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงทั้งชี้ให้เห็นและเน้นย้ำความเลวร้ายของมัน สำหรับผู้ที่อาจลืมไปบ้าง มีตัวอย่างมากมายซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลก่อน เช่น เพิ่มการใช้จ่ายนอกงบประมาณจากราว 3% เป็นกว่า 50% ของงบประมาณรายจ่าย การใช้จ่ายนอกงบประมาณมักไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ บางส่วนได้กลายเป็นหนี้เน่าอยู่ในสถาบันการเงินของรัฐ บางส่วนสูญหายไปและกำลังอยู่ในกระบวนการติดตามของ คตส. อาทิเช่น เงินจากสำนักงานสลากกินแบ่ง นอกจากนั้น ยังมีการตั้งงบประมาณลอยก้อนใหญ่เป็นเงินปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยไม่บ่งบอกว่าจะนำไปทำอะไร งบนี้ถูกนำไปใช้อย่างไรและรั่วไหลไปอยู่ในมือใครหรือไม่ในที่สุดไม่มีใครสามารถขุดมาตรวจสอบได้ รัฐสภาไม่กล้าตรวจสอบ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ถูกฝ่ายบริหารครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ต้องเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลเพียงเพราะต้องการทำหน้าที่ของตน ตอนนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของนักการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ถูกคาดว่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หลังจากมีการเลือกตั้งครั้งหน้า และได้แย้ม "วาระประชาชน" ออกมาเป็นแนวนโยบาย วาระประชาชนยังไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่จากคำพูดของหัวหน้าพรรคและมุมมองของประวัติศาสตร์ อาจคาดได้ทันทีว่าส่วนหนึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายประชานิยม นโยบายนี้จะนำไปสู่อะไรคงไม่ต้องเขียนซ้ำ เพราะคอลัมน์นี้ชี้ให้เห็นแล้วหลายครั้ง จึงขอวอนผู้ที่หวังจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปว่า ถ้าท่านไม่ต้องการนำเมืองไทยเดินก้าวต่อไปตามรอยอาร์เจนตินา ท่านจะต้องหาทางจำกัดความเบ่งบานของประชานิยมให้ได้ มิฉะนั้นท่านก็จะเป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาๆ คนหนึ่ง ซึ่งขาดทั้งภาวะผู้นำและความกล้า ยังผลให้ท่านเสียโอกาสที่จะเป็นรัฐบุรุษเช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว และเมืองไทยยังตกอยู่ในวังวนของวงจรอุบาทว์ซึ่งนับวันจะสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสจนหมดโอกาสพัฒนา
|