หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ : ระบบการเงินโลกกับเกษตรกรรายย่อย

คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์  โดย สฤณี อาชวานันทกุล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3917 (3117)

แม้ว่าจะหายหน้าหายตาไปจากคอลัมน์นี้นานจนท่านผู้อ่านอาจจะจำไม่ได้แล้ว มารุ โคจิโร่ หนุ่มชาวญี่ปุ่นนักการเงินในกรุงนิวยอร์ก กับ ลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ก็ยังคงดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไปในโลกหมุนเร็วยุคโลกาภิวัตน์

เหตุที่พูดถึงทั้ง 2 คนอีกครั้ง ก็เพราะเรื่องราวที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีการที่กระแสโลกาภิวัตน์ ช่วยผูกโยงชีวิตของโคจิโร่และลุงยอดเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจไม่มีวันรู้จักกันเลยตลอดชั่วชีวิตก็ตาม เพราะในฐานะนักการเงินที่ซื้อขายตราสารอนุพันธ์และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ในตลาดเงินตลาดทุนทุกวัน โคจิโร่อาจมีส่วนช่วยให้ลุงยอดมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ในทางตรงกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวไทยที่ติดฉลาก "Fair Trade" ถ้าหากรัฐบาลไทยจะตัดสินใจเดินหน้าโครงการประกันพืชผลบนดัชนีอากาศ ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยได้จริง ในทางที่ยั่งยืนกว่ากรมธรรม์ประกันผลผลิตแบบดั้งเดิม

ก่อนที่จะเข้าประเด็นว่ากรมธรรม์แบบใหม่ ที่ใช้ดัชนีอากาศนั้นดีอย่างไร จำต้องอธิบายลักษณะความเสี่ยงที่เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญ และปัญหาของกรมธรรม์แบบเก่าเสียก่อน

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ปัญหาดินฟ้าอากาศไม่ปกติคือหนึ่งในปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝน ซึ่งจำเป็นต่อการเพาะปลูกพืชเกษตรส่วนใหญ่ ฝนตกน้อยไปหรือมากไปก็ทำความเดือดร้อนทั้งนั้น โดยถ้าฝนตกน้อยกว่าปกติมากๆ ก็แปลว่า เกิด "ภัยแล้ง" และถ้าฝนตกมากกว่าปกติมากๆ ก็เสี่ยงต่อการเกิด "ภัยน้ำท่วม" ซึ่งล้วนแต่ทำความเสียหายต่อผลิตผลและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มี "สายป่าน" ยาวพอที่จะรับมือกับภาวะดินฟ้าอากาศ ผิดปกติอาจต้องถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว

(ถึงตรงนี้ขอเสริมเล็กน้อยเพื่อให้ภาพความเดือดร้อนของเกษตรกรรายย่อยแจ่มชัดยิ่งขึ้นในมโนภาพของท่านผู้อ่าน-เกษตรกรผู้ "โชคดี" พอที่จะไม่เผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่าทำการเพาะปลูกได้ผลผลิตตามปกติ ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งผันผวนตามราคาในตลาดโลก แม้ว่ารัฐบาลไทย จะดำเนินนโยบายการประกันราคาสินค้าเกษตร มาหลายยุคหลายสมัย นโยบายนี้ก็มีปัญหามากมายใน ภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะในเมื่อพ่อค้าคนกลางและนายทุนที่ชัก "หัวคิว" จากเกษตรกรรายย่อยคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากมาตรการดังกล่าว มิหนำซ้ำการคำนวณดัชนีราคาที่นำมากำหนดราคาประกันก็มีต้นทุนสูงและบิดเบือนง่ายอีกด้วย)

ภาวะโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ดินฟ้าอากาศ มีความแปรปรวนไม่แน่นอน และภัยธรรมชาติ ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ผ่านมา ในอดีต ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนา และนักการเงินหลายรายมองว่า เกษตรกรรายย่อย น่าจะมีทางออกอื่นที่ดีกว่าการเฝ้ารอคอย เงินชดเชยจากรัฐเมื่อไร่นาเกิดความเสียหาย ซึ่งนอกจากจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะ ขึ้นอยู่กับฐานะทางการคลังของรัฐบาลในขณะนั้น ก็ยังมีขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากและเสี่ยงต่อการ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชั่นระหว่างทาง

วงการประกันภัยร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อการพัฒนาได้ออกแบบและใช้แนวคิด "ประกันภัยผลผลิตทางเกษตร" มานานนับ 10 ปีแล้ว ภายใต้ "ยี่ห้อ" มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Multi-Peril Crop Insurance (MPCI) หรือ Named Peril Crop Insurance แต่ที่ผ่านมา บริษัทประกันมักไม่รับทำประกันชนิดนี้ เนื่องจากต้องคำนวณมูลค่าความเสียหายของไร่นาแต่ละผืน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและการบริหารจัดการสูง มีขั้นตอนซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้เกษตรกรต้องไปกู้เงินจากที่อื่นมาเป็นทุนในการเพาะปลูกรอบต่อไป ก่อนที่จะได้เงินชดเชย นอกจากนี้ บริษัทประกันส่วนใหญ่ก็มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับเกษตรกร ทำให้ต้องคิดเบี้ยประกันสูงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่ารัฐจะต้องให้เงินอุดหนุนโครงการค่อนข้างสูง เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยไม่มีกำลังจ่ายเบี้ยประกันสูงๆ

ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายที่กล่าวถึงข้างต้น ยังไม่รวมปัญหาด้านแรงจูงใจ 2 ประเด็น ที่ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่าปัญหา moral hazard กล่าวคือ เกษตรกรที่ทำประกันภัยผลผลิตแล้วอาจไม่ดูแลไร่นาตนเองดีเท่าที่ควร เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็จะได้รับเงินค่าชดเชยจากบริษัทประกัน และปัญหา adverse selection กล่าวคือ เกษตรกรอาจอยากปลูกแต่พืชที่ได้ประกัน แม้ว่าพืชชนิดนั้นอาจไม่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศในละแวกนั้น หรือตรงต่อความต้องการของตลาด นอกจากนั้น การที่เงื่อนไขของกรมธรรม์ชนิดนี้ มีลักษณะเฉพาะเนื่องจากต้องขึ้นอยู่กับลักษณะ ไร่นา และผลผลิตของเกษตรกรแต่ละราย ทำให้การประกันภัยต่อ (reinsurance ซึ่งเป็นวิธีการ "ผ่องถ่ายความเสี่ยง" จากบริษัทประกันไปสู่บริษัทรับประกันภัยต่ออีกทอดหนึ่ง ทำให้บริษัทประกันสามารถเรียกเก็บเบี้ยประกันจากลูกค้าในอัตราต่ำกว่าเดิมได้) มีน้อยหรือแทบไม่มีเลย

จวบจนปลายปี 2548 นักเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาของธนาคารโลกได้ประสบความสำเร็จ ในการค้นคว้าวิจัยกรมธรรม์แบบใหม่ โดยใช้ "ดัชนีภูมิอากาศ" (weather index) เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขประกัน แทนที่จะเป็นผลผลิตหรือมูลค่าความเสียหายในไร่นาเหมือนประกันแบบดั้งเดิม ดัชนีภูมิอากาศคือตัวแปรที่มีมูลค่าแปรผันเป็นเหตุปัจจัยกับระดับผลผลิตในไร่นา แต่ผู้เอาประกันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณน้ำฝน, อุณหภูมิ, ระดับน้ำในแม่น้ำ ฯลฯ

นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกเล็งเห็นว่า ดัชนีภูมิอากาศเป็นตัวเลขที่สังเกตได้และวัดง่าย เป็นข้อมูลอัตวิสัย (objective) มีความโปร่งใส ตรวจทานได้โดยผู้ประเมินอิสระ มีความมั่นคงและยั่งยืน (ในแง่ที่เป็น "ข้อมูลดิบ" ที่วัดได้ ตลอดไป) และเป็นตัวแปรสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของไร่นาแต่ละผืน ทำให้น่าจะมีบริษัทรับประกันภัยต่อหลายรายที่สนใจ รับประกันภัยต่อ ตลอดจนลดปัญหาด้าน moral hazard และ adverse selection ของเกษตรกรรายย่อย ที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้นได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ดัชนีนี้จึงน่าจะสามารถนำมาใช้สร้างกรมธรรม์ที่คุ้มครองเกษตรกรรายย่อย จากความเสี่ยงด้านดินฟ้าอากาศได้

ธนาคารโลกได้นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยแล้ง และได้ดำเนินการไปแล้วในหลายประเทศ อาทิ แคนาดา มาลาวี ยูเครน เอธิโอเปีย อินเดีย และเม็กซิโก อินเดียถือเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 250,000 ราย และมีสถาบันการเงินชุมชน และบริษัทประกันเอกชน เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยกรมธรรม์ที่ใช้ในอินเดียนั้นเป็น "กรมธรรม์ประกันภัยแล้ง" ที่จ่ายเงินบนพื้นฐานของดัชนี น้ำฝน (rainfall index) ซึ่งสร้างจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนในอดีตเพื่อนำมาคำนวณระดับ "ดัชนีขั้นต่ำ" (threshold) ถ้าหากดัชนีที่เกิดขึ้นจริงมีค่าต่ำกว่าดัชนีขั้นต่ำนี้ ก็เป็นเครื่องสะท้อนว่าเกษตรกรน่าจะกำลังประสบความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ซึ่งแปลว่าบริษัทประกันจะต้องจ่ายเงินชดเชยตามส่วนต่างระหว่างดัชนีที่เกิดขึ้นจริงกับดัชนีขั้นต่ำ โดยอาจระบุค่าชดเชยสูงสุดต่อไร่ไว้ และกำหนดอัตราเบี้ยประกันแตกต่างกันตามช่วงเวลาการเพาะปลูก เช่น ช่วงหยอดเม็ด ช่วงเจริญเติบโต และช่วงเติบโตเต็มที่ เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงที่มีไม่เท่ากันในแต่ละช่วงการเพาะปลูก (เช่น ช่วงหยอดเมล็ดอาจมีอัตราค่าชดเชยสูงกว่าช่วงอื่น และใช้ดัชนีน้ำฝนขั้นต่ำต่ำกว่าช่วงอื่น เพราะพืชที่เพิ่งงอกมีความต้านทานภัยแล้งต่ำกว่าพืชที่เติบโตแล้ว ดังนั้นเกษตรกรในช่วงนี้จึงต้อง ได้รับความคุ้มครองมากกว่า)

ในประเทศไทย ธนาคารโลกได้มาริเริ่มโครงการนำร่องของกรมธรรม์ชนิดนี้แล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นตัวกลางในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เคยสรุปความคืบหน้าของโครงการดังกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 (http://www.bangkokbizweek.com /20061101/localbiz/index.php?news=column_21951689.html) ดังจะคัดมาบางส่วนดังต่อไปนี้ :

ระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2549 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะหน่วยงานกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทประกันภัย ได้จัดโครงการนำร่องแห่งแรกในประเทศ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เข้าร่วมทดสอบระบบ และสรุปประเมินผลการดำเนินงานเมื่อเร็วๆ นี้

บุญช่วย เจียดำรงค์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ธ.ก.ส. บอกว่า อาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ การประกันภัยพืชผลเป็นแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศดำเนินการเพื่อคุ้มครองภาคเกษตร ในปี 2548 ธนาคารโลกเสนอให้ไทยดำเนินโครงการประกันภัยพืชผลโดยใช้ดัชนีภูมิอากาศ โดยธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค วิชาการทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินการในพื้นที่ให้เป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เช่น ธ.ก.ส. กรมการประกันภัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สมาคมประกันวินาศภัย และบริษัทประกันวินาศภัย "ถือเป็นทางเลือกใหม่ ให้แก่เกษตรกร พวกเขาไม่ต้องอยู่ในความเสี่ยงกับสภาพดินฟ้าอากาศอีกต่อไป โครงการนำร่องที่ปากช่อง เกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมกว่า 100 คน รวมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 5,000 ไร่ ใช้เครื่องตรวจวัดปริมาณน้ำฝนที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) เป็นตัวชี้วัดปริมาณน้ำฝนในรัศมี 25 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ปลูกของเกษตรกรทั้งหมด" บุญช่วยกล่าว

เงื่อนไขประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งโดยดัชนีน้ำฝน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงปลูก, ระยะที่ 2 ช่วงเริ่มเติบโต และระยะที่ 3 ช่วงออกดอกออกหัว

การคำนวณค่าชดเชย 3 กรณี คือ

1.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสม อยู่ระหว่างดัชนีน้ำขั้นต่ำ กับดัชนีสะสมขั้นสูง ถือว่าเป็นภัยแล้ง ให้คำนวณค่าชดเชยโดยใช้ดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ลบด้วยปริมาณน้ำฝนสะสมที่วัดได้จริงจากสถานี แล้วคูณด้วยอัตราค่าชดเชยต่อ 1 ม.ม. ของปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ต่อไร่

2.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงต่ำกว่า หรือเท่ากับค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นต่ำ ถือว่า เป็น ภัยแล้งหนัก ให้คำนวณค่าชดเชยโดยจ่ายจำนวนเงินค่าชดเชยสูงสุดต่อไร่ คูณด้วยจำนวนพื้นที่ที่เพาะปลูกที่เอาประกัน

3.ถ้าปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกจริงสูงกว่า ค่าดัชนีน้ำฝนสะสมขั้นสูง ถือว่าไม่เป็นภัยแล้ง จะไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใดๆ

"หลังการทดลองในโครงการนำร่อง เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจและพอใจ ส่วนการ ส่งเบี้ยประกันจริงนั้น ตอนนี้กำลังหารือกัน หลายฝ่ายว่า เกษตรกรจะต้องส่งเบี้ยประกันอัตราเท่าใด ต่อระยะเวลาเอาประกัน คาดว่าตัวเลข จะเสร็จก่อนการร่วมโครงการจริง ในเดือนกรกฎาคม 2550" บุญช่วยอธิบาย

ขณะที่มุมมองจำลอง นุชอนงค์ เกษตรกร ผู้เข้าร่วมโครงการนำร่องบอกว่า จุดเด่นของการประกันภัยพืชผลจากภัยแล้ง ทำให้เกษตรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อย่างครอบครัว ของเขาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 200 ไร่ เคยประสบปัญหาภัยแล้งปี 2548 ผลผลิตเสียหายกว่า 80% "หลักการถือว่าดีมาก แต่แนวทางการปฏิบัติบางเรื่องยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ผมมองว่าน่าจะอยู่ที่ 50-80 บาทต่อไร่ ต่อการปลูก 1 ครั้ง เพราะหากเกินกว่านี้ต้นทุนการผลิตจะสูงเกินไป ชาวไร่อาจไม่ทำประกัน" จำลองกล่าว อย่างไรก็ตาม จำลองชี้ว่า ปัจจัยซึ่งทำให้เกษตรกรบางส่วน ยังลังเลในการเข้าร่วมโครงการจริงปี 2550 นั้น เนื่องจากโครงการยังมีจุดอ่อนหลายประการ เช่น การกำหนดรัศมี 25 กิโลเมตร ในการวัดปริมาณน้ำฝนที่ไร่สุวรรณ อยู่ห่างจากไร่มากเกินไป รัฐควรเพิ่มจุดวัดปริมาณน้ำฝน ส่วนการแบ่งช่วงจ่ายเงินชดเชย 3 ช่วง ถือว่าห่างเกินไป ควรพิจารณาเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยรับประกันการเพาะปลูก ช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายนเท่านั้น ส่วนการปลูกในเดือนมีนาคม-มิถุนายน ซึ่งเกษตรกรต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภัยแล้งสูงกว่า บริษัทกลับไม่รับ"

กรมธรรม์ประกันภัยแล้งโดยอ้างอิงดัชนีน้ำฝน นับเป็นก้าวเล็กๆ ที่อาจไม่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจทั่วโลก เท่ากับข่าวการควบรวมกิจการหรือการเสนอขายหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ในมุมมองของผู้เขียน การพัฒนากรมธรรม์ชนิดนี้เป็นเรื่องน่าทึ่งมากกว่ากันหลายเท่า เพราะแสดงให้เราเห็นว่า กระแสโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมตลาดเงินตลาดทุนเข้าด้วยกันหมดทั้งโลกนั้น กำลังเอื้ออำนวยให้นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ สามารถบรรเทาความเสี่ยงของเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาหลายล้านคน ผู้อ่านไม่เคยสนใจทั้งคำว่า "การเงิน" และ "โลกาภิวัตน์"

หน้า 49