หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เห็บสยามโมเดล : โมเดลเศรษฐกิจไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.สมชัย สัจจพงษ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงนี้เรื่องเกี่ยวกับการแข็งตัวของค่าเงินบาทกำลังเป็นเรื่องยอดฮิต ติดอันดับท็อปชาร์ทของข่าวเศรษฐกิจ ทุกคนทราบดีว่าการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปจะส่งผลถึงการลดขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก คำถามต่อไปคือแล้วเรากำลังแข่งกับใคร สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จีน หรือว่าอินเดีย

ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงไม่ตอบนะครับว่า เรากำลังแข่งกับจีน และอินเดีย เพราะผมคิดว่าเราไม่มีทางแข่งขันกับจีนและอินเดียได้ เพราะอีกไม่เกินสิบปี จีนก็จะเป็นเจ้าเศรษฐกิจโลกแล้ว และอีกไม่เกินสิบห้าปี อินเดียก็จะตามมาเป็นเจ้าเศรษฐกิจโลกอีกด้วย โดยเงินหยวนและเงินรูปีจะกลายมาเป็นเงินตราสกุลแข็งสกุลที่สี่และที่ห้าของโลกเช่นเดียวกับเงินดอลลาร์ เงินเยนและเงินยูโรในปัจจุบัน

หากประเทศไทยยังไร้เสถียรภาพด้านการเมืองเช่นดังปัจจุบันไปอีกนาน และหากเรายังไม่ได้สร้างความแข็งแกร่ง ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (PHYSICAL INFRASTRUCTURE) เช่น ระบบขนส่งมวลชน ถนน ประปา พลังงาน โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน (FINANCIAL INFRASTRUCTURE) เช่น สถาบันการเงิน ตลาดตราสารหนี้ ตลาดตราสารทุนที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย (LEGAL INFRASTRUCTURE) เช่น กฎหมายที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน

และ โครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม (SOCIAL INFRASTRUCTURE) เช่น การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ประเทศไทยก็ควรเตรียมใจไว้ได้เลยว่า อีกไม่นานเวียดนามคงแซงไทยแน่ และอีกไม่นานเช่นกันที่ลาว กัมพูชา และพม่า ก็จะแซงไทยด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดจีน

เราไม่ควรที่จะให้สี่ประเทศดังกล่าวข้างต้นแซงหน้าประเทศไทย และเราไม่ควรยึดถือคติประจำใจว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" เพราะมิฉะนั้นแล้ว เราก็จะไม่คิดที่จะสู้ใครเลย และเราจะล้าหลังที่สุดในอินโดจีน ในอนาคตเราควรคงความเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในอินโดจีน และควรมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ด้อยกว่า สิงคโปร์ และมาเลเซีย

คำถามต่อไปคือแล้วจะทำอย่างไร ผมขอเน้นว่าเราคงต้องเริ่มด้วยการมีสถานการณ์การเมืองที่มั่นคงซะก่อน และรัฐบาลต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานสี่ประการที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น และต้องขอเน้นว่า สิ่งที่เราขาดไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คือการปฏิรูประบบการศึกษา ซึ่งส่วนนี้เป็นจุดด้อยที่สุดของประเทศไทย หากรัฐบาลไม่นำเรื่องการปฏิรูประบบการศึกษามาเป็นวาระแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เราคนไทยก็อย่าหวังเลยว่าเราจะสามารถแข่งกับใครได้ในโลกใบนี้

หากเราคิดว่าระบบการศึกษาเราดีอยู่แล้วและสู้ประเทศอื่นได้อยู่แล้ว เราคงไม่เห็นลูกหลานของผู้บริหารประเทศ รวมทั้งลูกหลานของผู้บริหารด้านการศึกษาของไทยส่งลูกหลานของตนไปศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษาในต่างประเทศเป็นจำนวนมากหรอกครับ ถ้าเขาเหล่านั้นมั่นใจในระบบการศึกษาของไทย ท่านเหล่านั้นก็ควรที่จะให้บุตรหลานของท่านเหล่านั้นถูกหล่อหลอมด้วยระบบการศึกษาในเมืองไทยซิครับ

นอกจากการเมืองนิ่ง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง และระบบการศึกษามีการปฏิรูปแล้ว เพื่อสร้างตัวช่วยสำหรับประเทศไทย เราต้องเกาะติดเจ้าเศรษฐกิจโลกประเทศต่อไปซึ่งคือ จีน เราไม่ควรคิดแข่งขันกับจีน ถ้าเราคิดที่จะเอาชนะจีน ก็เปรียบจีนเหมือนสุนัขปักกิ่ง ตัวเตี้ยๆ ฟันแหลมๆ และขาสั้นๆ ส่วนเราก็คงเป็นสุนัขหลังอาน ซึ่งคิดว่าคงจะกัดชนะสุนัขปักกิ่ง แต่ในทางปฏิบัตินั้นสุนัขหลังอานไทยวิ่งหนีหางจุกก้นไปเลย เพราะสู้ความไว และเคี้ยวที่แหลมคมของสุนัขปักกิ่งไม่ได้

ดังนั้น เราควรที่จะคิดเป็นพันธมิตรและคู่ค้ากับจีนจะดีกว่า และกลยุทธ์นี้น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ในกรณีนี้ หากเทียบจีนเป็นสุนัขปักกิ่ง ไทยเราคงไม่ใช่สุนัขหลังอานแต่จะต้องแปลงกายเป็น "เห็บสยาม" ครับ และเห็บสยามตัวนี้ต้องกระโดดเกาะที่กลางหลังของสุนัขปักกิ่งให้ได้นะครับ และเมื่อสามารถกระโดดเกาะที่กลางหลังของสุนัขปักกิ่งได้ ก็จะเป็นตำแหน่งที่ดีมากเพราะด้วยขาสั้นๆ ของสุนัขปักกิ่งจะไม่สามารถที่จะเกาเห็บสยามของเราออกจากกลางหลังได้

ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนเติบโต เราที่เป็นเห็บสยามก็สามารถดูดเลือดอร่อยๆ ของจีนไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจจีน เมื่อการลงทุนและการค้าเกิดขึ้นที่จีนจำนวนมาก เห็บสยามของเราก็จะได้อานิสงส์ด้วย เมื่อเห็บสยามดูดเลือดของจีนจนพุงป่อง ก็อย่าโลภมาก ให้หยุดพัก อย่าทำตัวเป็นชูชก เพราะเดี๋ยวจะเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก แล้วต้องไปเรียกร้องความช่วยเหลือจาก IMF หรือผมขอเรียกองค์กรนี้อย่างประชดประชันว่า คือ "พ่อแม่นานาชาติ (INTERNATIONAL MOTHER AND FATHER)" อีก ซึ่งคงไม่มีใครต้องการ

อย่างไรก็ตาม ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือกึ่งทุนนิยม เศรษฐกิจมีขาขึ้น ก็ต้องมีขาลง ไม่มีเศรษฐกิจของประเทศใดที่จะเฟื่องฟูไม่รู้จบ หรือซบเซาไม่รู้จบ เศรษฐกิจของจีนก็เช่นกัน เมื่อขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น ผมเชื่อว่าอีกประมาณสิบปี เศรษฐกิจจีนจะอยู่ในช่วงขาลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่จะลงรุนแรง ลงเร็ว ลงช้า หรือลงนาน หรือไม่ขึ้นอยู่กับฝีมือบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเป็น สำคัญ

ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่เศรษฐกิจจีนอยู่ในกระแสขาลง หรือสุนัขปักกิ่งใกล้หมดเรี่ยวแรงเดินแล้ว เห็บสยามของเราควรทำตัวอย่างไร หรือเราคงจะตายตกไปตามเศรษฐกิจจีนด้วย ตามโมเดลเห็บสยามของผม ผมแนะนำให้เห็บสยามของเรา เตรียมกระโดดออกจากกลางหลัง ของสุนัขปักกิ่งแล้วให้กระโดดตีลังกาไปเกาะกลางหลังของสุนัขภารตะ ซึ่งก็คืออินเดียต่อเลยครับ เพราะถึงรอบที่อินเดียจะเป็นใหญ่และมีบทบาทสูงในเวทีเศรษฐกิจโลกพอดี ซึ่งเมื่อถึงรอบที่สุนัขภารตะหมดเรี่ยวแรง เห็บสยามของเราก็ต้องคอยเล็งสุนัขตัวใหม่ที่จะมีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลก และเกาะให้ติดต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสุนัขแถบแอฟริกาใต้ครับ

ผมมั่นใจว่า หากประเทศไทยใช้โมเดลเศรษฐกิจ "เห็บสยาม" ของผม รวมทั้งได้มีการสร้างความแข็งแกร่ง ในโครงสร้างพื้นฐานสี่ประเภท และได้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง รวมทั้งฐานะด้านการเมืองของเรามีความมั่นคง "เห็บสยาม" ตัวนี้จะมีพลังทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และแพร่พันธุ์มีลูกหลานของเห็บสยามเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และจะไม่มีทางสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์ครับ