|
||||||||||||||
|
สุดยอดประเทศในฝันสำหรับโกอินเตอร์
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 การโกอินเตอร์ดูเหมือนจะเป็นภาคบังคับของเกือบทุกกิจการ ที่ต้องการพัฒนาตนเองให้ขึ้นไปถึงจุดที่ตนเองต้องการครับ เนื่องจากปัจจุบัน แค่การลงทุนและการเจาะตลาดภายในประเทศอย่างเดียว ไม่เพียงพอเสียแล้ว สำหรับการก้าวสู่อาณาจักรธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจในระดับโลกที่นับวันก็ยิ่งหาพรมแดนไม่เจอยิ่งขึ้นทุกวันครับ ในวันนี้ ก็มีสุดยอดประเทศในฝัน 20 แห่ง ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการโกอินเตอร์ของกิจการระดับโลกมากมาย มีการพิจารณาจากอัตราการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ กฎเกณฑ์และระเบียบที่เสรียืดหยุ่นต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ จำนวนประชากร ระดับการพัฒนาของโครงข่ายการติดต่อสื่อสารต่างๆ ฯลฯ สุดยอดประเทศเหล่านี้ เรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อประเทศครับ เริ่มจาก ประเทศอาร์เจนตินา ที่แม้จะเพิ่งผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจมาไม่นาน แต่ด้วยจำนวนประชากรจำนวนมาก ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นตลาดสำหรับธุรกิจทั่วไปในอนาคต อีกทั้งยังมีการผ่อนคลายกฎระเบียบในการเริ่มธุรกิจใหม่มากขึ้น โดยมีระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่เพียง 32 วัน ซึ่งถือว่าไม่นานนัก เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ นอกจากนี้ ที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ มีอัตราการเติบโตจีดีพีปีที่ผ่านมาสูงถึง 8.5% นับว่าสูงมากๆสำหรับเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมาครับ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเหมือนกันครับ ว่าจะสามารถดำรงอัตราการเติบโตที่สูงขนาดนี้ไปได้ในระยะยาวหรือไม่ ต่อมาคือ ออสเตรเลีย ที่แม้ว่าจะมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของอาร์เจนตินาก็ตาม แต่ก็โดดเด่นไปด้วยความมั่นคง และมั่งคั่ง ของเศรษฐกิจ และความเจริญของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศมาก กฎระเบียบก็มีความยืดหยุ่นมาก ระยะเวลาที่ใช้ในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่เพียงแค่ 2 วันเท่านั้น อัตราส่วนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็มีสูงมากคือ 698 ต่อ 1,000 คนของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่สูงมากๆ โดยพิจารณาจากอัตราส่วนของการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ถึงประมาณ 500 ต่อประชากรหนึ่งล้านคน บราซิล ก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันครับ โดยมีจำนวนประชากรมหาศาลถึงเกือบสองร้อยล้านคน นับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่น่าจับตา ทั้งยังถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาเลย ภาษาราชการที่ใช้ก็ช่วยสนับสนุนการติดต่อสื่อสารเป็นอย่างดี ทั้งโปรตุเกส สเปน อังกฤษ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคขัดขวางในเรื่องของกฎระเบียบและระบบราชการที่ดำเนินงานล่าช้า รวมถึงความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลยังมีปริมาณหนี้ท่วมท้นทีเดียว ประเทศอังกฤษ หรือเกรทบริเทน ที่แม้ว่าจะผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุด ถึงขนาดว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินทีเดียว แต่ด้วยรายได้ต่อหัวของประชากรติดอันดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตลาดมีความมั่งคั่งสูง จึงเป็นที่น่าสนใจต่อกิจการต่างๆ ที่จะเจาะตลาดอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีระบบการปกครองและการเมืองที่มั่นคง สร้างความมั่นใจกับนักลงทุนต่างชาติ ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาสากลอยู่แล้ว อีกทั้งระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ผ่านการพัฒนามาเป็นอย่างดีด้วย จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แคนาดา พี่เบิ้มอีกรายหนึ่งของโลก ก็ยังคงติดอันดับความน่าสนใจ ของการเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดของกิจการข้ามชาติใหญ่ๆ ครับ จากการที่ระบบเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่ตัวแล้ว จำนวนประชากรก็ค่อนข้างมาก กฎระเบียบก็เสรีและผ่านการพัฒนามาแล้วเป็นอย่างดี และเช่นเดียวกันกับอังกฤษ ก็คือ ยังใช้ภาษาสากลในระบบราชการทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนี้ สิ่งที่โดดเด่นอย่างมากของแคนาดา คือ ทรัพยากรธรรมชาติสูงค่าที่มีจำนวนมหาศาล จึงยังถือเป็นอีกขุมทรัพย์ใหญ่แห่งหนึ่งที่รอการเข้ามาค้นหาครับ และแน่นอนที่สุด คงจะลืม ประเทศจีน ไปไม่ได้ครับ ด้วยจำนวนประชากรที่สูงที่สุดในโลกถึงพันสามร้อยล้านคน เรียกว่ามากกว่าประเทศเล็กๆ นับร้อยประเทศมารวมกันด้วยครับ ทั้งยังมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกในช่วงที่ผ่านมา โดยโตแบบดับเบิลดิจิตถึง 10.7% ส่งผลต่อโอกาสในการเข้ามาตักตวงประโยชน์อย่างมาก รวมถึงระบบการเมืองการปกครองที่พัฒนาขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในสายตาชาวต่างชาติ เนื่องจากเรื่องการเมืองและปัญหาด้านคอร์รัปชันที่ยังต้องแก้ไขกันต่อไป ถัดมาคือ ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ที่ไม่ได้มีดีแค่วิวทิวทัศน์ที่สวยงามเท่านั้นครับ แต่ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่สูงอีกมาก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงถึง 6.1% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงการได้รับการสนับสนุนอย่างดี จากการเข้าร่วมในประชาคมยุโรปตั้งแต่ปี 2004 ก็นับว่าเข้าตานักลงทุนต่างชาติอย่างมากครับ ฝรั่งเศส แดนน้ำหอม ก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่ยังคงเป็นขวัญใจของนักลงทุนต่างชาติระดับโลกเสมอมา จากขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โต อันประกอบไปด้วย จำนวนประชากรที่สูง และรายได้ประชาชาติต่อหัว ก็ยังเติบโตอย่างมั่นคง แม้จะไม่หวือหวาเท่าประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายครับ ความได้เปรียบที่สำคัญของฝรั่งเศสก็คือ ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ที่มีระยะเวลาในการจัดตั้งกิจการใหม่เพียงแค่ 8 วันโดยเฉลี่ยเท่านั้น โดยเฉพาะรัฐบาลใหม่ที่กำลังเป็นที่เชื่อถือของประชาคมโลกว่า น่าจะนำพาประเทศให้ก้าวหน้าได้มากกว่าที่เป็นอยู่ด้วยครับ กล่าวถึงจีนไปแล้ว หากขาด อินเดีย ก็คงเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งครับ เหมือนโรตีขาดแกงเนื้อยังไงยังงั้น เพราะมีจำนวนประชากรรองลงมาเป็นอันดับสองจากจีน ประมาณพันหนึ่งร้อยล้านคน รวมถึงอัตราการเติบโตของจีดีพีก็ไม่ยิ่งหย่อน 9.2% นับว่าสูงมาก แต่สิ่งที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างมากคือ ภาษาที่ใช้และทักษะทางด้านเทคโนโลยีและไอทีของบุคลากรชาวอินเดีย ที่มีศักยภาพอย่างมาก ถัดมาคือ ไอร์แลนด์ ที่ได้เปรียบมากจากการได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกในอียู และ ปิดท้ายด้วยเม็กซิโก อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในละตินอเมริกา ที่มีประชากรเกินหลักร้อยล้านคน แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่สูงมากนัก เพียงแต่ได้รับประโยชน์มากจากข้อตกลงทางการค้ากับอเมริกาเหนือ ที่น่าจะส่งเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้อย่างมากในอนาคตครับ ที่กล่าวมาก็เป็นหลายประเทศที่ได้รับการจับตามองจากกิจการข้ามชาติต่างๆ ซึ่งก็คงต้องเฝ้าดูกันต่อไปครับว่า การลงทุนจากต่างประเทศ จะทำให้ประเทศเหล่านี้เติบโตได้อย่างคาดหวังหรือไม่ครับ
|