หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินบาท...ทางการอย่าลืมอยู่กับปัจจุบัน

โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน  วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10727

ค่าเงินบาทที่ลดลงอย่างเกินความคาดคิดใดๆ และความระทึกขวัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อ 10 ปีมาแล้ว เราเคยถามกันว่า เราได้บทเรียนใดมาบ้าง

บทเรียนนั้นนำไปสู่การปรับปรุงวิทยายุทธ์หรือเปล่า มีการฝึกปรือฝีมือหรือไม่ และพัฒนาจนได้กระบวนท่า สำหรับรับกับเหตุการณ์ในปัจจุบันหรือยัง

ไม่นานมานี้เอง คือปลายปี 2549 มีการสัมมนาเรื่องนี้ และวันนั้นทางการค่อนข้างมั่นใจว่า รับมือได้

มองดูสถานการณ์ถึงวันนี้ (19 กรกฎาคม 2550) ตอบได้เลยว่า

หนึ่ง รับมือไม่ได้

สอง การปรับปรุงวิทยายุทธ์ และฝึกปรือฝีมือ (ถ้ามี) ก็ยังทำได้ไม่ดีพอ กระบวนท่าในการรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนี้ที่เชื่องช้า ลังเล บอกได้ว่าอ่านตลาดไม่ทะลุ ไม่พร้อมใจกันทำ

สาม ผู้ที่เกี่ยวข้องดูเหมือนไม่ได้เรียนรู้เหตุการณ์ปี 2540 และเหตุการณ์ที่ตามมาอย่างบทเรียนที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ แต่จะกล่าวถึงเหมือนเรื่องสยองขวัญที่ได้ยินแล้วกลัว ได้ยินแล้วพยายามผลักให้พ้นตนแบบคนเอาตัวรอดคนเดียว และจัดการในลักษณะที่ว่ามันเป็นความผิดพลาดที่อยากลืม

ความคิดลักษณะนี้ทำให้เรื่องราวปี 2540 เข้าไปซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ แล้วออกมาหลอนเป็นระยะๆ

นโยบายการจัดการกับค่าเงินบาทเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้ที่เข้าใจเรื่องของตลาดนี้พูดกันในวงแคบ พูดกันเป็นการส่วนตัวเงียบๆ ไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะพูดแนะนำนโยบายต่อทางการในที่สาธารณะ

ให้กลับไปดูก็ได้ว่า การประกาศนโยบาย 30% กลางเดือนธันวาคม 2549 และการหมุน ยู เทิร์น ในส่วนที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น ก่อให้เกิดผลได้กับใคร และผลเสียกับอะไรบ้าง

ทุกวันนี้เวลาผ่านพ้นมาได้กว่า 6 เดือนแล้ว ทุนที่ไหลเข้าและเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังดำรงอยู่ และกำลังจะหยุดไม่อยู่ ทำให้คำแนะนำที่ควรและเคยกระซิบกันด้วยความระมัดระวังถูกเปิดตูมตามในหน้าหนังสือพิมพ์

ที่บรรดาผู้มีตำแหน่งแห่งที่ในองค์กรต่างๆ และ "กูรู้" ทั้งหลาย ออกมาพูดในเวทีสาธารณะนี้ สื่อได้สองอย่าง คือ

หนึ่ง ไม่มีโอกาสสื่อให้ถึงทางการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ในที่ลับหูลับตาสาธารณชนคนอ่านหนังสือพิมพ์ และดูโทรทัศน์กัน หรือ

สอง เคยเสนอ เคยหารือกันแล้ว แต่เข้าทำนอง บอกแล้วไม่ฟัง ฟังแล้วแต่ยังไม่เชื่อ หรือเชื่อแล้วแต่ยังไม่ทำ ก็เลยหมดความอดทน เพราะคิดว่าทนต่อไปจะยิ่งเสียหาย จึงต้องออกมา "ฟ้อง" กับสาธารณชน ซึ่งจะต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบกระเทือนโดยตรงในที่สุด จากนโยบายที่ผิดพลาด หรือเชื่องช้า และไม่ทันเกม

ผู้เขียนเชื่อว่า บรรดาเหล่าผู้เกี่ยวข้องที่มีตำแหน่งทางการ น่าจะได้เคยเสนอแนะนโยบายอย่างถูกต้องตามช่องทาง ในที่เงียบๆ ไปแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้จึงบ่งชี้อย่างเดียวเท่านั้น คือบ่งชี้ความอึดอัดคับข้องใจที่มากจนกระทั่ง ไม่เกรงใจธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว

และอาจจะไม่เชื่อมั่นนัก ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดการกับสถานการณ์ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากๆ

มีเรื่องหลายเรื่องที่สอดคล้องกับเหตุผลข้อสอง จากที่ผู้เขียนได้รับฟังมาในวงการการเงินในฐานะคน "ข้างสังเวียน" เช่น

ผู้เชี่ยวชาญตลาดเงินตราต่างประเทศคนหนึ่งบอกว่า ไม่มีประเทศไหนต่อสู้ให้ค่าเงินของประเทศตนเองอ่อนกว่าที่ตลาดต้องการ แล้วขาดทุน จะขาดทุนได้ยังไงในเมื่อธนาคารกลางของใครก็พิมพ์เงินของประเทศตัวเองออกมา ใครอยากได้เท่าไหร่ก็พิมพ์ให้เขาไป เราถือเงินตราต่างประเทศไว้ สบายดี

ทำไมธนาคารชาติขาดทุน

ขาดทุนเพราะสู้แล้วถอย ถอยแล้วสู้อีก แต่ละครั้งจึงขาดทุนเมื่อคำนวณกลับมาเป็นเงินบาท

แถมยังไปกู้เงินที่ปล่อยออกไปแล้วกลับเข้ามาอีก เพราะไม่ยอมให้ดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่กำหนดเป็น

นโยบายเอาไว้ คือกำหนดดอกเบี้ยและกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนด้วย (อีกแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งมาบอกผู้เขียนตั้งแต่ปีก่อน ตั้งแต่ธนาคารชาติเริ่มสะสมเงินตราต่างประเทศมากๆ ว่า ช่วยไปบอกใครที ให้รัฐวิสาหกิจชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศออกไปให้มากๆ กู้เงินบาทถูกกว่า รัฐวิสาหกิจจะได้ลดต้นทุนค่าดอกเบี้ยแล้วยังช่วยชาติ ทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศดูไม่สูงมาก

คือต้องไม่หลอกตัวเองว่า ที่มีเงินตราต่างประเทศมากมายนั้น แปลว่าเรารวย ต้องมองให้รอบคอบก่อนว่า เรามีภาระหนี้ที่ไหนที่ยังไม่ได้เอามาคิดหรือเปล่า ไม่ใช่เป็นเศรษฐีที่เต็มไปด้วยเงินกู้และภาระหนี้ที่คนมองไม่เห็น

เมื่อมีโอกาสเจอใครที่ดูแลเรื่องหนี้สาธารณะหรือเรื่องรัฐวิสาหกิจก็จะถาม

ทุกครั้งจะได้รับคำตอบว่า ทำแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ส่วนที่ยังเป็นหนี้ต่างประเทศอยู่ มีภาระผูกพันยังใช้คืนก่อนกำหนดไม่ได้

2-3 เดือนที่ผ่านมา เมื่อได้ยินว่า ทำแล้วๆ เขาก็เสนอเพิ่มว่า ช่วยบอกให้รัฐบาลให้วิสาหกิจที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศในอนาคต ซื้อเงินไปกองรอไว้ซิ ดอกเบี้ยเมืองนอกแพงกว่าเมืองไทย และทำให้เงินสำรองลดลงอย่างสมเหตุสมผลด้วย

เดี๋ยวรัฐวิสาหกิจขาดทุน ถ้าเงินบาทแข็งค่าขึ้น

ธนาคารชาติเป็นคนกำหนดค่าเงินไม่ใช่หรือ ถ้าต่อไปเปลี่ยนนโยบายจนเขาขาดทุน ก็ชดเชยให้เขาซิ

เมื่อมีข้อเสนอแนะจากหนึ่งในสามสมาคมของ กกร. ทางหน้าหนังสือพิมพ์กลางเดือนกรกฎาคมว่า ให้รัฐวิสาหกิจคืนหนี้ต่างประเทศ วันต่อมาก็มีตัวเลข (ทางหน้าหนังสือพิมพ์อีกนั่นแหละ) ว่ากระทรวงการคลัง จะขอความร่วมมือให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ คืนหนี้ต่างประเทศ พร้อมรายชื่อรัฐวิสาหกิจและปริมาณหนี้

เอ๊ะ มันอะไรกัน เรื่องแบบนี้ควรทำเสร็จไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ใครมีข้อมูลผิดพลาด หรือใครมีข้อมูลใหม่ หรือว่าทุกฝ่ายไม่เคยเห็นความจำเป็นในการเร่งรัดจัดการ แล้วที่มาพบกันบ่อยๆ ระหว่างรัฐมนตรีกับผู้ว่าการนั่น มาพูดอะไรกัน

มีข้อเสนอแนะหลุดออกมาหลายครั้งว่า น่าจะโอนเงินส่วนหนึ่งที่บริหารจัดการอยู่ในทุนสำรอง ไปลงทุนในต่างประเทศให้ดีขึ้น แบบสิงคโปร์ ที่รอดจากการถูกตำหนิโดยนักการเงินชาติตะวันตกว่าสะสมเงินสำรองเกินสมควร เพราะเขานำไปลงทุนในสิ่งที่เป็นผลผลิต เป็นการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ใช่ค้าขายได้ดุลกับอเมริกา ได้เงินทุนจากต่างชาติ แล้วก็นำเงินกลับไปให้อเมริกากู้

การบริหารจัดการทุนสำรองด้วยการลงทุนทางตรงอื่นๆ ยังจะช่วยให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ได้ประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้น และเป็นการนำร่องให้เอกชนไปลงทุนต่างประเทศด้วย เพราะศักยภาพการทำงานของทางการ และจำนวนเงินที่มีน่าจะทำให้ได้บริการที่ดีกว่า และการจะไปลงทุนต่างประเทศควรมียุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน

เรื่องนี้หยุดอยู่แค่ความคิด

นักการเงินเคยเล่าให้ฟัง ซึ่งผู้เขียนนำไปแทรกไว้ในสารคดีกึ่งนิยายเรื่อง "ห้องยุทธการ" ที่เริ่มลงพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อมกราคม 2550 ว่า ประเทศของเราเปิดเสรีบัญชีเงินทุนเกินไป และตลาดทุนของเราก็เสรีเกินไป จนกระทั่งใครๆ ก็เข้ามาหากำไรได้ง่ายๆ เพราะเปิดเสรีผิดจุด แล้วตลาดหุ้นของเรายังบางเกินไปจนกระทั่งปั่นได้ง่ายๆ ตอนนี้ยิ่งสนุก ปั่นได้ทั้งตลาดเงินสดทั้งตลาดล่วงหน้า

นายธนาคารคนหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่การเก็งกำไรเงินบาทไม่สิ้นสุดลงสักที ก็เพราะว่าครั้งแรกที่เข้ามาทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ธนาคารชาติสู้อยู่พักหนึ่งก็ถอย นักเก็งกำไรก็กำไรทั่วกัน

พวกนี้เป็นหมาล่าเนื้อ เมื่อเห็นกลุ่มแรกได้กำไร ก็มากันเป็นฝูง เงินทุนไหลเข้ารอบสองจึงมากขึ้น แล้วเขาก็ได้กำไรไปอีก ตลาดเมืองไทยหอมหวาน เราล่อนักเก็งกำไรด้วยผลงานของธนาคารกลางของเราเอง

สิ่งที่เราต้องการในเวลานี้คือตั้งโจทย์ให้ถูก แล้วเดินไปข้างหน้า งานกำลังยุ่งขนาดนี้ ไม่มีเวลาจะหมกมุ่นกังวลกับอดีต เวลาแห่งการศึกษาผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้คือชีวิตจริงที่ต้องระดมสรรพกำลังแก้ปัญหา สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันสำคัญที่สุด เพราะในที่สุดมันจะเป็นอดีต จะเป็นบทเรียนให้คนในอนาคตได้ศึกษา

ต้องการให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้ว่า ท่านทั้งหลายกำลังเขียนประวัติการเงินของเมืองไทย และเขียนเกียรติประวัติของตัวท่านเองพร้อมกันไปด้วย และนักประวัติศาสตร์ประเมินบุคคลจากความสามารถในตำแหน่ง

ตำแหน่งที่คุณเลือกได้ว่าคุณจะเป็นหรือไม่เป็น

ไม่มีเกียรติยศใดที่มาโดยปราศจากความภาระอันหนัก

เอาใจช่วยธนาคารชาติ และกระทรวงการคลัง และอยากจะสะกิดไว้ตรงนี้ว่า ไม่ว่าธนาคารชาติจะอยากเป็นอิสระยังไงก็ตาม ก็ต้องรู้ว่าขาดทุนขึ้นมาคราวใดก็ต้องเดือดร้อนกระทรวงการคลังทุกทีไป และถ้าทำพลาดพลั้งลงไป ก็ไม่พ้นว่าคนตัวเล็กๆ ทุกคนในประเทศต้องช่วยกันแบกรับภาระ

ตำแหน่งผู้ว่าการและตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากกับประชาชนทุกคน ต้องการความรอบคอบ ที่มากับใจที่เปิดกว้าง แล้วต่อจากนั้นก็ต้องการความกล้าหาญ และความเด็ดขาด

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตคราวนี้ตกที่นั่งของนักเรียนทุนจากญี่ปุ่นต้องรับผิดชอบอีกแล้ว ทุกคนไม่ลืมว่าครั้งปี 2540 ผู้ว่าการเป็นนักเรียนทุนจากญี่ปุ่น คราวนี้ก็ใช่

ขอตั้งข้อสังเกตเสริมว่า วัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นนั้น ต้องการร่วมกันคิด เมื่อตกลงร่วมกันได้แล้ว ต่างคนต่างลงมือรับผิดชอบในส่วนที่เป็นงานในหน้าที่ของตัว เราต้องไม่บิดเบือนการร่วมกันคิดเพื่อตกลงร่วมกัน ให้คงเหลือแค่รูปแบบ ที่ไร้เนื้อหา คือทำให้กลายเป็นการประชุม ประชุม และประชุม เพื่อบังคับ อ้อนวอน ชักจูง หรือข่มขู่ให้ผู้ร่วมประชุมเห็นพ้องกับจุดยืนของผู้มีอำนาจ และเราไม่ควรเข้าใจผิดคิดว่าการตกลงร่วมกัน หมายความว่าต่างคนต่างต้องมาทำงานเรื่องเดียวกัน แทนที่จะเป็นหน้าที่ไหนของใคร ก็ทำของตนให้ดีที่สุด

และประการสุดท้ายที่ขอฝากไว้ในวันนี้ก็คือ นักการเงินการคลัง คนที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การทำนโยบายการคลัง และอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศไทย ที่ได้รับการกล่าวถึงด้วยความเคารพเสมอมาก็เป็นนักเรียนญี่ปุ่น เหมือนกัน

หน้า 7