หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงินบาทแข็ง กับปัญหาน้ำท่วม

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงนี้ คงไม่มีข่าวเศรษฐกิจไหนดังเท่ากับข่าวปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็ว จนทั้งภาครัฐ และเอกชน ต้องรีบระดมสมองหามาตรการช่วยแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง ในวันที่คอลัมน์มุมเอกนี้ตีพิมพ์ ท่านผู้อ่านอาจจะได้เห็นข้อเสนอ ของมาตรการชะลอการแข็งค่าเงินบาทที่เป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว แต่ผมคาดว่าหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจว่าวิธีการต่างๆ จะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้อย่างไร บทความฉบับนี้ เลยขอถือโอกาสนี้อธิบาย (แบบง่ายๆ) ว่า วิธีแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า สามารถทำได้อย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้ว ปัญหาเงินบาทแข็ง ก็คล้ายๆ กับ ปัญหาน้ำท่วม กล่าวคือ เมื่อไรก็ตามที่น้ำไหลบ่าเข้ามาแรง และเร็วกว่าน้ำที่ระบายออก น้ำก็จะท่วม ฉันใดฉันนั้น เมื่อไรก็ตามที่ความต้องการซื้อเงินบาท ไหลเข้ามามากกว่าความต้องการขายเงินบาท ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น ดังนั้น วิธีการที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมก็คือ การทำให้น้ำไหลเข้ามาช้าลง และเร่งระบายน้ำออกให้เร็วขึ้น ส่วนวิธีการแก้ปัญหาบาทแข็งก็เช่นเดียวกัน คือ การชะลอความต้องการซื้อเงินบาทให้ช้าลง และเร่งเพิ่มความต้องการขายเงินบาทให้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องดูช่องทางน้ำไหลเข้า-ไหลออกด้วย จะได้ชะลอน้ำที่ไหลเข้ามา หรือเร่งระบายน้ำออกไป ได้ถูกต้อง ซึ่งในกรณีของค่าเงินบาทก็เช่นกัน ต้องดูว่า ความต้องการซื้อเงินบาทและขายเงินบาท สามารถทำผ่านช่องใดบ้าง จะได้แก้ปัญหาเงินบาทท่วมได้ตรงจุด ซึ่งสรุปได้ดังนี้

ช่องทางที่ 1 คือ ช่องทางการซื้อสินค้าและบริการกับต่างชาติ หรือ เรียกเป็นภาษาทางการว่า ช่องทาง "ดุลบัญชีเดินสะพัด" ซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อเงินบาทในช่องนี้ก็คือ ผู้ส่งออกสินค้าและบริการที่นำรายได้ดอลลาร์มาขายแลกซื้อเงินบาท ส่วนผู้ที่ต้องการขายเงินบาทก็คือ ผู้นำเข้าสินค้าและบริการที่นำเงินบาทมาขายเพื่อแลกซื้อดอลลาร์ไปจ่ายต่างประเทศ

ดังนั้น หากให้ความต้องการซื้อเงินบาทไหลเข้าทางช่องนี้ช้าลง เราต้องทำให้ผู้ส่งออกมาแลกซื้อเงินบาทช้าลง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสามารถถือดอลลาร์ได้นานขึ้น จะได้ไม่ต้องรีบมาแลกซื้อเงินบาท นอกจากนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องเร่งให้ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนนำเข้าเพิ่มขึ้น จะได้เร่งขายเงินบาทไปแลกซื้อดอลลาร์เพื่อนำเข้ามากขึ้น

ช่องทางที่ 2 คือ ช่องทางการลงทุนทางตรงต่างประเทศสุทธิ หรือ Net foreign direct investment (FDI) โดยผู้ที่ต้องการซื้อเงินบาทในกรณีนี้ก็คือ ต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนสร้างโรงงานหรือซื้อกิจการในประเทศไทย ส่วนผู้ที่ต้องการขายเงินบาทก็คือ บริษัทไทยที่ไปลงทุนต่างชาติ ซึ่งต้องขายเงินบาทไปแลกซื้อดอลลาร์ เพื่อนำไปสร้างโรงงานในต่างชาติ

ดังนั้น หากต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งน้อยลงในช่องทางนี้ ก็ต้องลดเงิน FDI ไหลเข้าจากต่างชาติ ซึ่งผมเห็นว่าคงไม่ใช่เป็นวิธีที่เราต้องการเท่าไร เพราะบริษัทไทยยังต้องการพึ่งพาการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับ FDI ในส่วนนี้ด้วย แต่สิ่งที่พอจะทำได้ในช่องทางนี้ คือ สนับสนุนให้บริษัทไทยหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น (โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้นทุนถูก) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนบริษัทแล้ว ยังเป็นการช่วยระบายเงินดอลลาร์ที่ท่วมอยู่ในประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ช่องทางที่ 3 คือ ช่องทางเงินลงทุนในตลาดทุน (Portfolio investment) ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ปัจจุบันนี้ ความต้องการซื้อเงินบาทของต่างชาติเพื่อลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยลดลงไปมากแล้ว เพราะโดนมาตรการกันสำรอง 30% แต่การลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นยังมีมากอยู่เพราะได้รับการยกเว้นการกันสำรอง

ดังนั้น หากต้องการลดความต้องการซื้อเงินบาทในช่วงนี้ก็ต้องออกมาตรการกีดกันการลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นด้วย แต่วิธีนี้คงไม่คุ้ม เดี๋ยวจะนำพาให้ตลาดหุ้นพังเหมือนวันที่ 19 ธ.ค.49 และจะทำให้ตลาดหุ้นไม่ตาย แต่เลี้ยงไม่โตเหมือนตลาดตราสารหนี้ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ทางการสามารถเพิ่มความต้องการขายเงินบาทให้มากขึ้น โดยการขยายท่อระบายน้ำ ให้กองทุนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กองทุนประกันสังคม กบข. กองทุนรวม สามารถไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แต่วิธีการนี้ไม่ใช่ทำได้วันนี้พรุ่งนี้นะครับ เพราะการจะให้เอกชนไทยออกไปรบในสงครามตลาดเงินโลก ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ต้องเตรียมตัวให้ดี หากสุ่มสี่สุ่มห้าไปรบ เดี๋ยวจะเสียหายกันใหญ่

ช่องทางที่ 4 คือ ช่องทางการกู้เงินกับต่างประเทศ ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยไม่ได้กู้เงินจากต่างประเทศเท่าไร คงเป็นเพราะยังเข็ดกับเงินกู้ BIBF จากต่างประเทศที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติในปี 2540 ดังนั้น เมื่อความต้องการกู้เงินต่างประเทศน้อยอยู่แล้ว คงไม่สามารถลดความต้องการซื้อเงินบาทในช่องนี้ได้เท่าไร

แต่ในอีกด้านหนึ่งของช่องนี้ อาจจะทำได้ด้วยการให้ภาครัฐและเอกชนกู้เงินในประเทศไปคืนเงินกู้ต่างประเทศ (Refinance) ที่คงค้างอยู่จากอดีต ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้มีความต้องการขายเงินบาทเพื่อแลกซื้อดอลลาร์ (ไปชำระหนี้) เพิ่มขึ้น และช่วยให้ชะลอบาทแข็งได้บ้าง แต่วิธีนี้อยู่บนเงื่อนไขสำคัญ คือ ดอกเบี้ยในประเทศต้องลดลงมากเพียงพอที่จะจูงใจให้คนไทย กู้ในประเทศไปทดแทนเงินกู้จากต่างประเทศ

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นช่องทางต่างๆ ที่สามารถทำให้น้ำเงินทุนไหลเข้าช้าลง และระบายน้ำออกจากประเทศเร็วขึ้น เพื่อชะลอปัญหาบาทแข็งท่วมตลาด อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ภาครัฐกำลังจะออกมาผ่านช่องทางเหล่านี้ คงต้องใช้เวลาและมีผลไม่เร็วนัก ดังนั้น ในระยะสั้นในช่วงที่น้ำยังไหลเข้ามาแรง แต่ขยายท่อระบายน้ำไม่ทัน

ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องผันน้ำเข้าแก้มลิงให้มากที่สุด ก่อนที่น้ำจะท่วมจนทุกคนจมน้ำกันหมด ซึ่งแก้มลิงที่ผมว่านี้ ก็คือ การที่แบงก์ชาติเป็นผู้เข้ามารับซื้อดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาใส่ในทุนสำรองเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ผันดอลลาร์ ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ก็จะสามารถแก้ปัญหาน้ำ(เงิน)ที่ไหลบ่าเข้าประเทศในช่วงนี้ได้