|
||||||||||||||
|
"ธาริษา"
ถูกรุมกระหน่ำ
บทเรียนใหญ่ของธปท.
รายงาน : วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 เกาะติดกระแสเสียง "กูรู" นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของไทย ออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างรุนแรง หลังจากที่เริ่มมองเห็นเค้าลางว่า อาจจะเกิด "วิกฤติเศรษฐกิจ" แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Economic Crisis กับไทยในอนาคตได้ การดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา ถูกกลุ่ม นักวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ว่ามีลักษณะที่ "ขัดขวาง" หรือ "Obstruct" กลไกของระบบตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน จะเรียกว่า เป็นการบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เน้น "ความแตกต่าง" ไปจากวิธีคิดแบบเดิมๆ ในยุคสมัยของ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนปัจจุบัน ที่ต้องการนำวิธีควบคุมการปริวรรตเงินตรา (Exchange Control) มาใช้ปฏิบัติเป็นหลักและมีเป้าหมายเพื่อการ "สะสม" ฐานะทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าจะทำให้ประเทศมั่นคง และเป็นหลักการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่จะดูแลให้ "ค่าเงินบาท" นั้นมีเสถียรภาพ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้ ธปท.จะเข้าแทรกแซงเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เงินบาทผันผวนและแข็งค่ามากเกินไป โดยเฉพาะการออกมาตรการกันสำรอง 30% มาเพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ที่ไหลเข้าไทยเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น สวนทางนโยบายการเปิดเสรีทางด้านเงินทุนและการค้าขายที่ ธปท.ได้ประกาศยอมรับกับทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตามพันธะข้อ 8 และข้อ 14 เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน โดยที่การดำเนินนโยบายการเงินในเวลานั้น "ฝันไกล" ที่จะไปถึง "ศูนย์กลางทางการเงิน" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นโยบายการเงินของ ธปท.ในช่วง 1-2 ปีมานี้ ค่อนข้างดุดัน แทบจะไม่แตกต่างกับการรุมกระหน่ำเศรษฐกิจ (The Central Bank's Batching) จนกระทั่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศถูกบีบรัดตัวราวกับถูกบังคับให้ต้อง "รัดเข็มขัด" อย่างหนักจน "เอวกิ่ว" ในขณะที่บรรยากาศของเศรษฐกิจทั่วไปอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องและน่าเป็นห่วง ถึงแม้ว่า ภาวะเงินเฟ้อของไทยที่มักจะมาจากแรงกดดันด้านความต้องการในประเทศ หรือ Domestic Demand เกิดขึ้นในระดับต่ำ เพราะพิษสงจากภาวะการเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพ โดยรัฐบาลในอดีตมีความอ่อนแอในการจัดการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จนในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของการลงทุน และการอุปโภคบริโภคในประเทศให้หดตัวลง และส่งผลต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยเหลือเพียงภาคการส่งออก เป็นเครื่องยนต์ที่เดินขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงตัวเดียว ซึ่งนับวันภาคการส่งออกของไทยก็ถึงคราว "ชราภาพ" หลังจากที่ถูกใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมานานนับสิบปี โดยไม่ได้รับการปรับโครงสร้างการส่งออกให้แข็งแกร่ง และสามารถยืนอยู่บนเวทีแข่งขันในตลาดโลกระยะยาว ทั้งที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยต้องพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงมาก 50-60% กลุ่ม "4 หญิงเหล็ก" ใน ธปท. ดร.ธาริษา เป็นผู้นำ "หญิงเหล็ก" ของ ธปท.ยุคนี้ ได้รับแรงสนับสนุนข้อมูลเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งการกำหนดนโยบายที่เป็น "ทางเลือก" หรือ Alternative Policy ด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนจาก "3 ผู้บริหารสตรีระดับสูง" ใน ธปท.ที่กุมงานด้านการดูแลข้อมูลวิชาการทางเศรษฐกิจและดูแลด้านเสถียรภาพทางการเงินของไทยในขณะนี้ จึงถูกขนานนามจากวงการนักวิชาการว่าเป็น "กลุ่ม 4 หญิงเหล็ก" ที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน และมาตรการทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา จึงน่าที่จะมองสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินในประเทศได้อย่างรอบด้าน ก่อนจะตัดสินประกาศใช้มาตรการใดๆ ผู้สังเกตการณ์ใกล้ชิดตั้งข้อสังเกตว่า ในยุควิกฤติการเงินไทยปี 2540 "เริงชัย มะระกานนท์" ผู้ว่าการ ธปท.ในขณะนั้น ไล่ซื้อเงินบาทแล้วขายเงินดอลลาร์สหรัฐ จนทุนสำรองหมดกระเป๋าประเทศ โดยไม่ตั้งเป้าหมายว่า ทุนสำรองของประเทศควรจะลดลงเหลือเท่าใดที่คิดว่าเป็น "เส้นตาย" เพื่อป้องกันเงินบาทจากการโจมตีของนักลงทุนต่างชาติ และกองทุนเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน (Hedged Funds) จากภายนอกประเทศ ในที่สุด ธปท.ยุคนั้นยกธงขาวยอมแพ้ต่อการทุ่มโจมตีค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ต้องยอมลดค่าเงินบาท และปล่อยเป็นระบบลอยแบบจัดการ เพราะไม่อาจฝืนภาวะตลาดที่ต้องการกดค่าเงินบาทให้อ่อนลง เนื่องจากการบริหารนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดพลาด ในที่สุดก็นำประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ "วิกฤติการเงิน" หรือ "Financial Crisis" ปี 2540 แต่เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจการเงินไทยผ่านไปได้สิบปี โดยมาถึงยุค "ธาริษา" กลับทำในทิศทางตรงข้าม ธปท.ขายเงินบาทแล้วเร่งซื้อดอลลาร์ ทั้งที่ประเทศไทยภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการนั้น ไม่ต้องการทุนสำรองในปริมาณที่มากมายถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ (รวมฐานะสวอปที่เกิดจากการเข้าแทรกแซง และซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์) โดยที่กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศได้รับผลไม่ต็มเม็ดเต็มหน่วย จากการแข็งค่าของเงินบาทในคราวนี้ เพราะเศรษฐกิจในประเทศที่หดตัวลง ขณะที่ภาคการส่งออกถูกผลกระทบทางลบเต็มๆ จาก "ค่าเงินบาทข็ง" นอกจากนี้ ธปท.ยังต้องประสบกับภาวะขาดทุนจำนวนมหาศาล จากการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาทอยู่ในเวลานี้ ขณะที่ผลพวงเด่นชัดที่ได้มานั้น เกิดขึ้นทางด้านการเคลื่อนย้ายทุนจากต่างชาติ ที่แสวงหาช่องทางเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นจากนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ "ขัดแย้งกัน" ของ ธปท. และอาจจะเป็นความพอใจสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมลงทุนในตลาดหุ้นที่มีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง หรือ Real Sectors ได้รับผลกระทบในทางลบ (Suffer) เพราะภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ยังไม่ฟื้นตัว จนถึงระดับที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าภาระต้นทุนในระดับสูง ขณะที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นได้ผลบวกเต็มเม็ดเต็มหน่วย (Flavour) จากดัชนีราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาเกือบ 200 จุดมาถึงระดับ 850 โดยเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์จากต้นปีที่ผ่านมานี้ จึงสะท้อนมาที่มูลค่าของ "สินทรัพย์กระดาษ" (Paper Assets) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลานี้ ถึงแม้ว่าภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้น แผ่วเบาลงไปเนื่องจากความเสี่ยงของการลงทุนที่มีมากขึ้น ธปท.ยอมถอยมาตรการสกัดกั้นกลไกตลาด เริ่มจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงินลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.25% เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ในใจของ ธปท.จะไม่อยากลดดอกเบี้ยแต่ต้องจำนนด้วยเสียงวิพากษ์จากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน ส่งผลให้การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์อ่อนตัวมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 33.50-33.53 บาท ส่วนเงินบาทในตลาดต่างประเทศ (ออฟชอร์) อยู่ที่ 30.05 บาท นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า ธปท.ได้เสนอแพ็คเกจแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่ารวม 8 มาตรการ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ โดยยึดกรอบคิดที่จะพยายามผ่อนคลายกฎระเบียบเก่า เพื่อหวังระบายเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินต่างประเทศที่เข้ามาแล้ว ผ่านการส่งออกหรือรายได้อื่นๆ ธปท.ยืดเวลาในการแปลงเป็นเงินบาทนานขึ้นหรือไม่จำกัดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นตัวเร่งในการซื้อเงินบาท รวมทั้งช่วยรายย่อยไม่ต้องบริหารความเสี่ยง 8 มาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย การขยายเวลากรณีคนไทยขายสินค้าในต่างประเทศได้ จากเดิมกำหนดว่าต้องนำเงินเข้าไทยภายใน 120 วัน ให้ขยายเวลาเป็น 360 วัน หวังชะลอการนำเงินเข้ามา ต่อมาเมื่อนำเงินต่างประเทศเข้ามาแล้ว ให้สามารถถือครองได้ไม่จำกัดเวลา จากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 15 วัน เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็ง นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ฝากเงินในประเทศเป็นสกุลต่างประเทศได้ โดยเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาฝากบัญชีเงินต่างประเทศได้ไม่เกิน 3 แสนดอลลาร์ จากเดิมไม่เกิน 1 แสนดอลลาร์ กรณีอนุญาตให้คนไทยซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) จากปัจจุบันที่ซื้อขายได้เฉพาะดัชนี SET 50 เท่านั้น และยังอนุญาตโอนเงินให้ญาติในต่างประเทศเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศได้ในวงเงิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อคนต่อปี ในส่วนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีกำไร และไม่อยู่ในกลุ่มฟื้นฟูกิจการให้สามารถลงทุนโดยตรงต่างประเทศได้ อีกทั้งยังเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันฝากเงินในต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ธปท. และท้ายสุด อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ดุลยพินิจในการแลกเปลี่ยนเงินตราได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อขายดอลลาร์ แต่ ธปท.ยังคงต้องเก็บมาตรการกันสำรอง 30% เอาไว้ เพราะมีความจำเป็นในแง่ที่จะส่งผลทางจิตวิทยาอยู่ ในวันนี้ ธปท.ได้รับบทเรียนมาอย่างมากมายจากประสบการณ์ในการรับมือกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และการเงิน มาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็น "วิกฤติการเงิน" ครั้งยิ่งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน หรือ "วิกฤติย่อย" ดังนั้นบทบาทของ ธปท.ในระยะต่อจากนี้ไป จะต้องเพิ่มพูนความความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะ "จับต้อง" ภาวะตลาดให้ติดดินได้มากขึ้น โดยนักวิชาการของ ธปท.จะต้องสลัดภาพของ "นักวิชาการบนหอคอยงาช้าง" ให้หมดไป แล้วตั้งหลักใหม่ถามตัวเองว่า จากนี้ไป "ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนกัน?" "โฆสิต-ฉลองภพ" ตีกรรเชียง "บาทแข็ง" โยน "เอกชน-ธปท." คลำทางออก มติชนรายวัน วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10726 แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-20 ก.ค. 2550) แรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทจะทุเลาลงอย่างมาก และสามารถปรับตัวอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดค่าเงินบาทที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศ (ออนชอร์) ปิดตลาดที่ระดับ 33.62-33.66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับ 33.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าที่ลุ้นตัวโก่งเกรงว่าบาทจะหลุดกรอบ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐไปเสียแล้ว เพราะหากหลุดไปแล้ว มีหวังได้เห็นค่าเงินบาทแข็งค่าไปไกลจนกู่ไม่กลับแน่นอน เสียงก่นด่า ขับไล่ เรียกร้องความรับผิดชอบคงไม่ตกอยู่แค่ที่นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพียงลำพัง แต่แรงกระแทกคงลุกลามไปถึงคณะรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างหนีไม่พ้นทั้งที่ก็เหลือเวลาบริหารประเทศอีกไม่กี่เดือน ถึงเบาใจขึ้นบ้างที่เงินบาทอ่อนค่าลงได้นิดหน่อย แต่ค่าบาทในระดับปัจจุบันก็เป็นเรทที่ผู้ส่งออกแทบจะขาดใจตายเสียให้ได้ คิดง่ายๆ แบบเข้าข้าง คือ เมื่อต้นปี 2549 ค่าเงินบาทในอัตราขายถัวเฉลี่ยอยู่ที่ 41.04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สมมุติผู้ส่งออกขายของได้ 100 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำกลับมาแลกเป็นเงินบาทจะได้เงิน 4,101 บาท ถึงวันนี้สมมุติว่าผู้ส่งออกยังขายของได้ 100 ดอลลาร์สหรัฐเหมือนเดิม แต่เงินบาทอยู่ที่ 33.62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำกลับมาแลกเป็นเงินบาทจะได้เงิน 3,362 บาท อยู่ดีๆ รายได้หายไป 739 บาท ทั้งที่ขายของได้เท่าเดิม เหนื่อยเท่าเดิม แต่กำไรยุบวาบ หรือหนักหน่อย อาจจะกินทุนเสียด้วยซ้ำ คิดอีกมุมหนึ่งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาประมาณ 7 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21% แต่ก็ใช้เวลาร่วม 2 ปี และในระหว่างนี้ทางการก็พูดมาเสมอว่า "เงินบาทอยู่ในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เพราะมีแรงกดดันอย่างมาก จากกระแสเงินทุนโลกที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ผู้ส่งออกต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเอง ด้วยการทำสัญญาซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า และต้องปรับตัว ปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต และคุณภาพสินค้า เพราะเราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าหรือแรงงานราคาถูกในการแข่งขันกับคู่แข่งได้อีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ทางการกรอกหูกันมาเนิ่นนาน ผู้ส่งออกเองน่าจะรู้แก่ใจดีว่าที่ผ่านมาได้ตอบรับกับคำแนะนำของทางการอย่างไร มากน้อยแค่ไหน หรือไม่ได้ทำอะไรเลย ค่าเงินบาทวันนี้ไม่ใช่หลับตาตื่นมาแล้วอยู่ที่ 33 บาทเสียเมื่อไร ต้องใช้เวลาพอควรในการขยับขึ้นมาเป็นลำดับแม้มีบางช่วงที่ขยับรุนแรงไปหน่อย แต่ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่พอรับมือให้ธุรกิจพออยู่รอดได้ หากผู้บริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือนอนรอให้ทางการหยิบยื่นความช่วยเหลือ ที่ออกมาดาหน้าว่าบริษัทจะเจ๊งเพราะแค่ปัญหาเงินบาทแข็งจริงหรือ? จำได้ว่าเมื่อปลายปี 2549 หลังจาก ธปท.ตัดสินใจใช้ยาแรงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ด้วยมาตรการสั่งกันสำรองเงินตราต่างประเทศที่นำมาแลกเงินบาทในอัตรา 30% ผู้ส่งออกพากันตบเท้า เข้ามอบช่อดอกไม้ให้ผู้ว่าการ ธปท. กันยกใหญ่ มาถึงบาทแข็งรอบนี้ ธปท.ไม่ได้ออกโรงปกป้องเหมือนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่าเงินบาทยังเกาะกลุ่มกับภูมิภาค เลยทำให้ผู้ส่งออกหัวเสียแปรพรรคทันควัน ออกมาตำหนิการทำงานของ ธปท. เรียกหาความรับผิดชอบจากนางธาริษากันยกใหญ่ เข้าทางหลายๆ คนที่ยังเก็บความไม่พอใจตั้งแต่ครั้ง ธปท.ออกมาตรการกันสำรอง 30% พอได้ทีก็ออกมารุมจวกกันอีกสักรอบหนึ่ง นางธาริษาและ ธปท. จึงตกเป็นเป้าการโจมตีอย่างโดดเดี่ยว นักวิชาการส่วนใหญ่ก็ยังพุ่งประเด็นในแนวทางที่กดดันให้ ธปท.ต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในคราวเดียวและมากพอเท่านั้นจึงจะเห็นทางรอดของค่าเงินบาท ถ้าการดำเนินนโยบายการเงินทำได้ง่ายเช่นนั้น และผลที่ตามมาได้มากกว่าเสียอย่างคุ้มค่า เชื่อว่า ธปท. คงไม่รอช้าที่จะดำเนินการ เพราะขนาดมาตรการ 30% ที่ว่ารุนแรงก็ยังทำให้นักลงทุนทำช็อคตลาดมาแล้ว บาทที่แข็งรอบนี้เป็นเพราะมีเงินทะลักเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ใช่เงินที่เข้ามาหวังผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ยที่แสนต่ำของไทยแน่นอน การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นประตูเดียวที่ยังเปิดช่องให้เงินไหลเข้ามาได้อย่างอิสระ และก็เป็นประตูเดียวที่ ธปท.เข้าไปแตะต้องไม่ได้เสียด้วย ปัญหานี้คิดว่านายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น่าจะรู้ดีกว่าใครเพราะเป็นผู้ที่ดูแลรับผิดชอบทั้ง ธปท. และตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับไร้บทบาทความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาแม้แต่น้อย มาตรการแก้ไขปัญหา ที่กำลังแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ล้วนเป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และมาตรการของ ธปท.ทั้งสิ้น นายฉลองภพ กลับไม่เคยปริปากถึงแนวคิดที่จะต้องรับมือกับความผันผวนของเงินที่ไหลเข้ามา และจะต้องไหลกลับออกไปของเงินทุนจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย สิ่งที่นายฉลองภพได้ทำคือ โยนเรื่องให้พ้นตัว โดยตำหนิ ธปท.ว่าทำงานล้าช้าไม่ทันการณ์ แม้จะเห็นด้วยกับความล่าช้าในการออกมาตรการผ่อนปรนทางด้านเงินทุนไหลออก ที่ ธปท.น่าจะทำได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ควรต้องรอให้สถานการณ์จวนตัวแล้วจึงเพิ่งจะคิดหนทางออกมาได้ ธปท.เองควรจะต้องเตรียมมาตรการสำหรับรับมือ กับสถานการณ์ทุกรูปแบบในลักษณะพร้อมใช้งานทันที เพราะต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า กระแสเงินทุนมันคงต้องมาอีกหลายระลอกแน่นอน อย่างไรก็ตามแม้จะล่าช้าสักหน่อยแต่ยังดีกว่าพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ลักษณะนิสัยที่เป็นผู้ชอบแสดงความคิดเห็น เสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ในทางสร้างสรรค์เมื่อครั้งยังเป็นนักวิชาการ ถูกกลืนไปพร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วหรือไร? ถือว่า ธปท.ยังโชคดีที่หนนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ โดดลงมาปกป้องด้วยตัวเอง แม้จะเป็นถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ซี้ซั้วตำหนิลูกน้องให้เสียกำลังใจไปเปล่าๆ ทั้งที่สถานการณ์ไม่สู้ดีนักแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่เลือกหาแพะสังเวย ส่วนทางด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.สุรยุทธ์ให้เข้ามาช่วยรับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาดังกล่าวแบบเบ็ดเสร็จ ก็ปฏิบัติหน้าที่เสมือนเพียงผู้ประสานงานให้หน่วยงานต่างๆ ได้มาพูดคุยหารือกันเท่านั้น ไม่ได้เห็นนายโฆสิตโชว์ฝีไม้ลายมือให้สมกับที่เคยรั้งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเคยนั่งเป็นผู้บริหารระดับสูงให้กับธนาคารกรุงเทพ คว่ำหวอดในแวดวงการเงินการธนาคารเป็นเวลานานพอควร ไม่แน่ใจว่าที่นายโฆสิตไม่โดดลงมาแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทอย่างเต็มตัวเพราะหวั่นว่าจะมีผลกระทบตามมาในอนาคตเมื่อพ้นวาระ ต้องกลับไปนั่งที่ธนาคารกรุงเทพอีกครั้งหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นบอกได้แค่ว่า "เสียดาย" และรู้สึกสงสารคนไทยที่แม้จะมีรัฐมนตรีเก่งๆ แต่กลับไม่กล้าทำงานให้สมกับความคาดหวัง อย่างไรก็ดีสัปดาห์หน้ามาตรการต่างๆ คงจะออกมาเป็นรูปธรรม และน่าจะช่วยเยียวยาผลกระทบจากบาทที่แข็งค่า ผ่อนคลายลงได้บ้าง ขณะที่มาตรการของ ธปท.ก็น่าจะช่วยระบายให้เงินทุนไหลออกไปไม่มากน้อย เงินบาทที่จะแข็งค่าจากเงินทุนไหลเข้าก็จะถูกถ่วงดุลได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาหลัก คือ เงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นก็ยังไม่ถูกจัดการ โอกาสที่ปัญหาเดิมๆ จะวกกลับมาอีกจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถึงเวลาหรือยังที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรต้องคิดหาวิธี หรือจะรอให้เงินก้อนโตทะลักมาอีกสักรอบให้ค่าเงินบาทเสียศูนย์ แล้วจึงค่อยงัดมาตรการภาษีมาจัดการกับตลาดหุ้นเลยทีเดียว หน้า 20
|