หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเมืองก้าวเดินไปไหน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10726

ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านหนึ่งเสนอแนะว่า เราควรรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อให้การเมือง "ก้าวเดิน" ต่อไปได้

แม้ยังนับถือท่านเหมือนเดิม แต่ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่รู้ว่าการเมืองจะก้าวเดินไปทางไหน การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวจะนำไปสู่การเมืองที่ "นิ่ง" ได้อย่างไร

ผลสำรวจโพลของสำนักหนึ่งพบว่า มีประชากร (ในเขตเมือง?) เกือบ 30% ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หากการสำรวจนี้เชื่อถือได้ และเป็นจริงจนถึงวันลงประชามติ ไม่ว่าคนเหล่านี้จะออกเสียงลงประชามติหรือไม่ ก็แปลว่ามีประชากรประมาณ 12 ล้านคน ที่เห็นว่า ส.ส.ก็ตาม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม สถาบันทางการเมืองที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้อื่นๆ ก็ตาม ล้วนมีฐานที่มาซึ่งไม่ชอบธรรม

แม้รัฐธรรมนูญจะผ่านการรับรองในการลงประชามติ

แต่การเมืองจะ "นิ่ง" ได้อย่างไรในสภาพเช่นนี้ และการเมืองไทยจะ "ก้าวเดิน" ไปสู่เสถียรภาพได้อย่างไร นักลงทุนในตลาดหุ้นคงอาศัยปรากฏการณ์เฉพาะหน้าว่า มีการเลือกตั้งแล้ว ทำกำไรด้วยการปั่นหุ้นกวาดเงินจากแมลงเม่า แต่นักลงทุนที่ต้องการผลิตอะไรออกมาขายจริงๆ ยังอยากลงทุนในสภาพการเมืองอย่างนี้หรือ

นักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งจำนวนหนึ่ง พยายามจะทำให้คนไทยเชื่อว่า 12 ล้านคน ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคือ คนของพรรคไทยรักไทย หากเป็นอย่างนั้นจริง ผมกลับคิดว่าดีแก่การเมืองไทย โดยเฉพาะหากพรรค ทรท.ไม่ถูกยุบหรือสามารถตั้งพรรคขึ้นใหม่ได้ในชื่ออื่นใดก็ตาม เพราะทำให้เสียงข้างน้อยมีตัวแทนในระบบการเมือง

แต่ผมไม่เชื่อว่า 12 ล้านคน คือ คนของ ทรท. จำนวนหนึ่งอาจใช่ แต่อีกมากต่อมากไม่ใช่ หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่คนของ ทรท.อย่างถาวร จริงอยู่คนเหล่านี้ไม่ถูก "จัดตั้ง" ทางการเมือง จึงไม่มีพลังเคลื่อนไหวทางการเมืองมากนัก แต่รัฐที่มีประชากร 12 ล้านคน (ใน 40 ล้านที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง) ซึ่งวุ่นวายใจ (frustrated) ทางการเมือง มองไม่เห็นความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองใดๆ จะมีความสงบทางการเมืองได้อย่างไร การประท้วงต่อต้านอำนาจซึ่งต้องมีเป็นธรรมดาในสังคมประชาธิปไตย นับตั้งแต่เรื่องค่าน้ำมัน หมูแพง สร้างเขื่อน พลังงานนิวเคลียร์ สวัสดิการ หยุดงาน ฯลฯ ย่อมได้พลังจากกลุ่มที่วุ่นวายใจทางการเมืองนี้ตลอด

ด้วยเหตุดังนั้น พวกเราในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงได้เสนอหลายเดือนมาแล้วว่า ให้นำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ โดยมีบทเฉพาะกาลเพียง 2 ข้อ คือให้จัดการเลือกตั้งขึ้นภายใน 60 วัน และให้รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในกระบวนการที่สังคมไทย สามารถมีส่วนร่วมได้ในทุกขั้นตอน

จุดมุ่งหมายของพวกเราก็คือ การปฏิรูปการเมืองจะสามารถดำเนินต่อไปได้ในท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมือง ก็ต่อเมื่อเราต้องเริ่มต้นที่จุดซึ่งเป็นที่มาแห่งความชอบธรรม ซึ่งทุกฝ่ายรับได้ ฝ่าย "อำนาจเก่า" รับได้ ฝ่าย "อำนาจใหม่" ก็น่าจะรับได้ เพราะการกลับมาใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ลง ฉะนั้น การณ์อันใดซึ่งกระทำโดยถูกต้องภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 ย่อมไม่เป็นความผิดแต่ประการใด (ส่วนใครที่ทำอะไรเกินเลยรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ตัวใครตัวมันนะครับ)

ถ้าอยากลง ก็ลงจากหลังเสือได้อย่างปลอดภัย

การเมืองไทยจึงสามารถ "ก้าวเดิน" ต่อไปได้ ไม่ใช่ก้าวเดิน (proceed) เฉยๆ เพราะไม่ว่าภายใต้สภาวะอะไร การเมืองย่อมก้าวเดินอยู่แล้ว แต่สามารถ "ก้าวเดิน" ภายใต้ระเบียบอันหนึ่งซึ่งทุกคนยอมรับ และคาดการณ์ผลล่วงหน้าได้ระดับหนึ่ง

นี่ต่างหากคือ ความหมายที่มีเหตุผลเมื่อพูดว่าการเมือง "นิ่ง" เพราะ "นิ่ง" ไม่ควรหมายความว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ เลย ไม่มีความขัดแย้ง และไม่มีการต่อรอง การเมืองที่ "นิ่ง" สนิทขนาดนั้นคือ การเมืองของป่าช้าเท่านั้น

คำปลอบประโลมของคนบางกลุ่มซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของท่านผู้ใหญ่ที่ผมนับถือก็คือ รับๆ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ไขส่วนที่ไม่ชอบเอาข้างหน้า

ทำได้หรือครับ?

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนาชัดเจนจะทำให้นักการเมือง (ที่มาจากการเลือกตั้ง) และพรรคการเมือง ไม่มีพลังทางการเมืองเหลือพอแม้แต่จะริเริ่มนโยบายใหม่ๆ ด้วยซ้ำ อย่าไปพูดถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย จะเห็นได้นับตั้งแต่จัดการเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ เพื่อให้แต่ละพรรคได้ที่นั่งไม่มาก ไม่อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือแม้แต่น้อยพรรคได้ ทำให้ตัวแทนของประชาชนห่างจากประชาชนยิ่งขึ้น เพราะเขตเลือกตั้ง ใหญ่จนเกินกว่าจะเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใดได้ นอกจากพวกตัวเอง เขตเลือกตั้งของ ส.ว.ก็มโหฬารไม่แพ้กัน ไม่ว่าจังหวัดใหญ่เล็กก็มี ส.ว.ได้คนเดียว

รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ และฝ่ายค้านผสมที่จ้องจะเข้าร่วมรัฐบาลนี้น่ะหรือ ที่จะเป็นหัวหอกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา อันประกอบด้วยวุฒิสมาชิกเกือบครึ่งหนึ่ง (76:74) ที่มาจากการแต่งตั้ง อันเป็นกลุ่มที่มี "บล็อคโหวต" อยู่กลุ่มเดียว

ถึงดำริริเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมาจากการลงชื่อร่วมกันของประชาชนไม่ต่ำกว่า 50,000 ก็ต้องส่งขึ้นมายังรัฐสภา ซึ่งเป็นสถาบันการเมืองซึ่งไม่อยู่ในฐานะจะตอบสนองประชาชนได้อยู่ดี จะผลักดันกันในขบวนการประชาชนอย่างเต็มที่ ก็ต้องแสดงให้นักการเมืองทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้งในสภาเห็นว่า มีพลังใหม่ทางการเมืองของภาคประชาชน ที่ใหญ่พอจะคานอำนาจกองทัพ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิการทำรัฐประหารไว้โดยนัยยะแล้วได้ (ม.309 - เพราะไม่จำเป็นต้องมีมาตรานี้ก็ได้ ไม่ทราบว่าบรรจุไว้ทำไมนอกจากแสดงนัยยะดังกล่าว)

นั่นมิเป็นการเผชิญหน้ากัน อันเสี่ยงต่อการเสียเลือดเสียเนื้ออีกหรือ

โดยสรุปก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หลายทาง ทั้งจากนักการเมืองและจากประชาชน เพียงแต่ไม่ได้ให้เครื่องมือในการแก้ไขไว้เลย นอกจากเป็นความต้องการของอำนาจลึกลับที่กำกับอยู่เบื้องหลังเท่านั้น และในกรณีนั้น รัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขไปในทางเลวร้ายลงไปอีกอย่างไร

ยิ่งกว่านี้ ครม.ซึ่งทหารแต่งตั้งไว้ได้เร่งออกกฎหมายอีกหลายฉบับในช่วงนี้ ยังเป็นหลักประกันว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน (ไม่ว่าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือต่อรองในเรื่องอื่นใด) จะเป็นไปโดยอิสระเสรีไม่ได้ เว้นแต่อยู่ในครรลองที่ ผอ.รมน. (คือ ผบ.ทบ.อันเป็นกำลังติดอาวุธหลักของกองทัพไทย) เห็นชอบเท่านั้น (ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน) ประชาชนจะอยู่ในความควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของราชการ ซึ่งยื่นแขนขาลงไปถึงระดับกำนันผู้ใหญ่บ้าน และมีพลังเงินและอำนาจรับผิดชอบมากขึ้นผ่านการปฏิรูปราชการส่วนภูมิภาค

กฎหมายเหล่านี้ล้วนขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ (แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญ 50) ทั้งสิ้น ไม่โดยตรงตามตัวอักษร ก็แย้งกับเจตนารมณ์อย่างชัดเจน เมื่อยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว จะสามารถทำให้กฎหมายเหล่านี้ตกไป เพราะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คำตอบคือ ทำได้แต่โดยทางทฤษฎีเท่านั้น กล่าวคือ หากชะลอร่างกฎหมายเหล่านี้ไว้ จนกว่าจะมีรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือนายกรัฐมนตรี (ม.154, 155) อาจส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่นั่นหมายความว่ารัฐบาลและรัฐสภาได้ผ่านร่างกฎหมายเหล่านี้ไปแล้ว จึงจะมีแต่ฝ่ายค้านเท่านั้นที่จะร่วมกันเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายเหล่านี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านอาจทำเช่นนั้นได้ก็แต่โดยการสนับสนุนจากวุฒิสภาอย่างเต็มที่ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก

แต่หากร่างกฎหมายเหล่านี้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายก่อนการเลือกตั้ง ก็กลายเป็นกฎหมายเก่าที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ (ซึ่งที่จริงแล้วมีอีกมากทีเดียวนอกจากร่าง พ.ร.บ.เหล่านี้) ผู้ที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.เหล่านี้ล้วนขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็จะเหลือองค์กรเดียวที่ทำได้ คือผู้ตรวจการแผ่นดิน (ม.245) ผู้ตรวจการแผ่นดินกินเหล็กกินไหลมาจากไหน นี่คือกลุ่มคนที่มาจากการสรรหาของวุฒิสภาเจ้าเก่า คิดหรือว่าวุฒิสภาจะสรรหาคนที่จะยก พ.ร.บ.ใดว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำเรื่อง

ประชาชนอาจเข้าชื่อกับเสนอร่างกฎหมายล้มกฎหมายเหล่านี้เสียก็ได้ แต่ก็เป็นเพียงด้านทฤษฎี โอกาสที่จะผ่านรัฐสภาออกมาได้จริง (ตามรูปเดิม) เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เว้นแต่ว่าประชาชนสามารถรวมกลุ่มจนกลายเป็นพลังใหม่ทางการเมืองดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะนองเลือดขึ้นอีก

ร่าง พ.ร.บ.เหล่านี้ เมื่อผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็ไร้ความหมาย การแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็ไร้ความหมาย แม้แต่ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ข้าราชการ และประชาชนพอจะคาดหวังผลจากการกระทำของตนได้ ก็ไร้ความหมายหมด ชาติทั้งชาติไม่เหลืออะไรเลยนอกจาก กอ.รมน.

การเมืองไทยจะสามารถ "ก้าวเดิน" ต่อไปได้จึงมีอยู่หนทางเดียว คือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ

หน้า 6


ทำไม "ไม่" ควรรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มติชนรายวัน  วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10726

1.เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีที่มาและจิตวิญญาณเป็น "อประชาธิปไตย" ขาดกลไก และเจตนารมณ์ของการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศชาติในยามวิกฤตเช่นนี้

2.เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีสาระที่เป็น "อำมาตยา/เสนาธิปไตย" ต้องการรักษาผลประโยชน์ของหมู่คณะของตน ดังตัวอย่างของมาตราที่เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภาที่ให้มีการแต่งตั้ง เป็นลักษณะของการถอยหลังเข้าคลองกลับไปกว่า 75 ปี

3.เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้อำนาจตุลาการ เข้าไปพัวพันก้าวก่ายในองค์กรอิสระ ทำให้ขาดความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อหลักการ "แบ่งแยกอำนาจ" ของสังคมไทย

4.เพราะองค์กรและตัวแทนของรัฐ ที่รับผิดชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และการลงประชามติ ขาดความเที่ยงธรรม บิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนว่า หากไม่รับร่างนี้แล้วก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่จำเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งอยู่ไม่ช้าก็เร็ว และยังแอบอ้างบางสถาบันหรือใช้สีบางสี โน้มน้าวทำประชาสัมพันธ์และทำการตลาดให้ประชาชนต้อง "รับ" (หรือ "ไม่รับ" เพียงหนึ่งในสองทางเลือกเท่านั้น ซึ่งแม้แต่ในสหประชาชาติก็ยังมีการลงมติด้วย "การงดเว้นออกเสียง" ได้คือ มีสามทางเลือก yes-no-abatain)

5.เพราะการกระทำในข้อ 4 ข้างต้น ทำให้สังคมไทยขาดบทเรียน และความทรงจำที่ว่าการแก้ไขปัญหาของชาติ แม้จะใช้กำลังอาวุธกับความรุนแรง แม้จะขาดหลักการและกระบวนการทางกฎหมายและหลัก "นิติธรรม" ก็สามารถทำได้ กลายเป็น "อำนาจคือธรรม" เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออนาคตของเยาวชนคนหนุ่มสาว ที่จะไม่เห็นความจำเป็นของ "สันติประชาธรรม"

6.เพราะร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ขาดจิตสำนึกและเจตนารมณ์ในการสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคี และความปรองดองในชาติ ยังคงดึงดันที่จะใช้นามประเทศว่า "ไทย" และ Thailand ต่อไปตามแบบฉบับของ "อำมาตยา/เสนาธิปไตย" นับตั้งแต่ พ.ศ.2482 เป็นต้นมา แทนที่จะใช้นามประเทศว่า "สยาม" หรือ Siam ตามหลักการของ "ประชาธิปไตย" ดังเช่นในฉบับแรก 27 มิถุนายน 2475 ที่ใช้นามว่า "แผ่นดินสยาม" หรือ ตามหลักการของความปรองดองกัน ดังเช่นในฉบับที่สอง 10 ธันวาคม 2475 ที่ใช้นามประเทศว่า "ราชอาณาจักรสยาม" Siam

7.และดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงไม่ตระหนักถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรมของประเทศของเราที่เป็นที่อยู่ และเป็นแผ่นดินที่ "รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.... ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย มลายู แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ จาม ชวา ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลัวะ/ละว้า ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอ อาข่า ขมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่ง (ชนชาติต่างๆ) แขก (ชนชาติต่างๆ) ลูกผสม/ลูกครึ่งต่างๆ อีกมากมายกว่า 50 ชาติพันธุ์ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ สมานฉันท์ สามัคคี ปรองดอง

และเป็น "ประชาธิปไตย"

หมายเหตุ - ก.ท่านที่สนใจเรื่องราวและปัญหาของนามประเทศ "สยาม" หรือ "ไทย" (Siam or Thailand) โปรดหาอ่านได้จาก "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับวันที่ 22 และ 29 มิถุนายน 2550 หรือ click: http://charnvitkasetsiri.com/PDF/SiamNamePath.pdf

ข.ส่วนท่านที่สนใจจะ "กู้" นามสยามประเทศ และ Siam โปรดลงนามเรียกร้องในเว็บ http://www.petitiononline.com/siam2007/petition.html

หน้า 6