หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แซทเทิร์น ห้า กับการตีฝ่าวงจรอุบาทว์

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 40 ปีของการยิงจรวดแซทเทิร์น ห้า (Saturn V) เป็นครั้งแรก จรวดขนาดยักษ์นั้น มีบทบาทสำคัญยิ่งในการแข่งขันเพื่อชิงภาพความก้าวหน้าของสองมหาอำนาจใหญ่ในยุคสงครามเย็น ในตอนต้นๆ สหภาพโซเวียตดูจะนำหน้าสหรัฐอเมริกาอย่างแจ้งชัดเพราะสามารถส่งดาวเทียมชื่อ "สปุตนิค 1" ออกไปในอวกาศได้ก่อนเมื่อปี 2500 และหลังจากนั้นอีกเพียง 4 ปีก็สามารถส่งมนุษย์ชื่อ "ยูรี กาการิน" ออกไปในห้วงอวกาศได้

วันที่สหภาพโซเวียตส่งมนุษย์ออกไปในห้วงอวกาศนั้น จอห์น เอฟ. เคนเนดี เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐยังไม่ครบ 3 เดือน ต่อมาอีกเพียงเดือนกว่าๆ เขาประกาศว่าสหรัฐจะส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ภายในเวลาอีก 8 ปี ผู้สันทัดกรณีบางคนเห็นว่านั่นคงเป็นการประกาศแบบโผงผางที่ไม่มีทางจะเป็นไปได้ของประธานาธิบดีหนุ่มเลือดร้อน ผู้ต้องการกู้หน้าเพราะสหรัฐกำลังตามหลังคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น

เมื่อฝ่ายการเมืองตั้งเป้าหมายไว้เช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐถือว่ามันเป็นความท้าทาย พวกเขาจึงตะเกียกตะกายอย่างเต็มที่และคิดกันว่าการส่งคนไปลงบนดวงจันทร์น่าจะทำได้ 3 วิธีด้วยกันคือ

1) ยิงจรวดขนาดใหญ่พาคนไปลงที่นั่นโดยตรงแล้วยิงจรวดอีกลูกหนึ่งเพื่อส่งเขากลับมายังโลก 2) ส่งยานอวกาศขนาดใหญ่ขึ้นไปโคจรรอบโลกก่อนแล้วจึงส่งจรวดและยานอวกาศขนาดเล็กจากยานนั้นพาคนไปลงบนดวงจันทร์ หลังจากนั้นจึงยิงจรวดจากที่นั่นพาเขากลับมาที่ย่านอวกาศซึ่งโคจรอยู่รอบโลกก่อนที่จะเดินทางกลับสู่โลก และ

3) ส่งยานอวกาศขนาดใหญ่ไปโคจรรอบดวงจันทร์ก่อนแล้วจึงส่งยานอวกาศขนาดเล็กจากยานนั้นพาคนไปลงบนดวงจันทร์ หลังจากนั้นจึงยิงจรวดจากที่นั่นเพื่อพาเขามายังยานอวกาศซึ่งโคจรอยู่รอบดวงจันทร์ก่อนที่จะเดินทางกลับมายังโลก

หลังจากระดมสมองกันอยู่ไม่นานผู้เชี่ยวชาญก็ตกลงเลือกวิธีที่ 3 เพราะเห็นว่ามันจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้สูงที่สุด แต่อุปสรรคสำคัญในขณะนั้นก็คือ สหรัฐไม่มีจรวดขนาดใหญ่ที่มีสมรรถนะสูงพอที่จะขนคน พร้อมกับยานอวกาศที่เขาต้องใช้ทั้งในการโคจรรอบดวงจันทร์ และในการพาเขาไปลงที่นั่น แล้วพาเขากลับมายังโลกออกไปให้พ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้

จรวดที่ใหญ่ที่สุดซึ่งสหรัฐกำลังพัฒนาอยู่ในขณะนั้นได้แก่ "แซทเทิร์น หนึ่ง" ซึ่งจะต้องยิงออกไปในอวกาศหลายครั้งจึงจะสามารถนำชิ้นส่วนต่างๆ ของยานอวกาศที่มนุษย์อวกาศจะต้องใช้ออกไปได้หมด นักวิทยาศาสตร์พากันมองว่าทางเลือกที่ดีกว่า คือการพัฒนาจรวดขนาดยักษ์ที่สามารถขนคน และสัมภาระทุกอย่างออกจากโลกไปได้ในครั้งเดียว ความคิดนั้นนำไปสู่การพัฒนาจรวด "แซทเทิร์น ห้า" ซึ่งจะพายานอวกาศ "อะพอลโล" ไปโคจรรอบดวงจันทร์พร้อมกับส่งยานอวกาศขนาดเล็กพาคนไปลงบนผิวดวงจันทร์และพาเขากลับมายังยาน “อะพอลโล” เพื่อเดินทางกลับมายังโลก

การพัฒนา "แซทเทิร์น ห้า" ใช้เวลากว่า 5 ปีก่อนที่จรวดนั้นจะถูกยิงออกไปในอวกาศได้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2510 ต่อมาอีกไม่ถึงสองปี สหรัฐก็สามารถส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ และคุยได้เต็มปากว่าตนก้าวหน้าจนทิ้งสหภาพโซเวียตแบบไม่เห็นฝุ่น

นักพัฒนามักพูดกันว่าประเทศด้อยพัฒนาต้องดูตัวอย่างของจรวด "แซทเทิร์น ห้า" จึงจะสามารถพัฒนาได้สำเร็จ "แซทเทิร์น ห้า" ในที่นี้ไม่ใช่จรวด หากเป็นพลังอันแรงกล้าที่จะพาสังคมด้อยพัฒนาตีฝ่าออกไปจากวงล้อมของอุปสรรคต่างๆ เฉกเช่น "แซทเทิร์น ห้า" ของสหรัฐขนสัมภาระจำนวนมากตีฝ่าแรงโน้มถ่วงของโลกออกไป

สิงคโปร์เป็นประเทศที่พัฒนาสำเร็จล่าสุดและอยู่ใกล้เมืองไทยที่สุดในขณะนี้ ว่ากันว่าชาวสิงคโปร์เคยตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของความมักง่าย ไม่เคารพกฎเกณฑ์และไม่เป็นระเบียบ นายกรัฐมนตรีลี กวน ยู รู้ว่าจะต้องหาวิธีตีฝ่าออกมาจากวงจรอุบาทว์นั้นให้ได้ สิงคโปร์จึงออกกฎหมายใหม่และบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นอย่างจริงจัง ผ่านการทำตัวอย่างให้ชาวสิงคโปร์ดูอยู่ตลอดเวลา เช่น ปรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง และห้ามบ้วนน้ำลายในที่สาธารณะ และประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติดย่างต่อเนื่อง

จีนเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่กำลังพยายามตีฝ่าวงล้อมของวงจรอุบาทว์เช่นกัน รัฐบาลจีนตระหนักดีว่าการพัฒนาของจีนต้องพึ่งตลาดส่งออก ซึ่งจะขยายได้อย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อผู้ซื้อสินค้ามีความเชื่อมั่นว่าสินค้าของจีนได้มาตรฐานสากล แต่ในช่วงนี้มีข่าวออกมาไม่ขาดสายเกี่ยวกับการใช้สารอันตรายในสินค้าของจีน จากอาหารสัตว์ ยาสีฟัน ยางรถยนต์ ไปจนถึงอาหารคน เช่น ปลาและกุ้ง ข่าวชนิดนี้มีผลกระทบร้ายแรงต่อการส่งออกของจีน

รัฐบาลจีนรู้ว่าปัญหาเกิดจากความฉ้อฉลซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ที่จีนจะต้องตีฝ่าให้พ้นจึงจะพัฒนาได้ ฉะนั้นรัฐบาลจีนจึงใช้มาตรการรุนแรงอย่างจริงจัง เช่น สั่งประหารชีวิตผู้อำนวยการองค์การอาหารและยา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฐานฉ้อฉลโดยรับสินบนรวมเป็นมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท รัฐบาลจีนหวังว่าการใช้มาตรการขั้นรุนแรงสูงสุดนี้ จะมีผลในการลดความฉ้อฉลของพนักงานของรัฐและจะทำต่อไปจนกว่าจะได้ผลตามต้องการ

ในปัจจุบันความฉ้อฉลเป็นวงจรอุบาทว์ที่ปิดล้อมประเทศด้อยพัฒนาอย่างทั่วถึง ความจริงข้อนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และทุกปีองค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International) จะนำตัวเลขจากการสำรวจมายืนยันเพิ่มเติม ผลการสำรวจขององค์กรนี้ชี้ว่า เมืองไทยตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความฉ้อฉลสูงมาก แต่คนไทยส่วนใหญ่ทราบเรื่องนี้ดีโดยไม่ต้องมีใครมาชี้บอก

ประเด็นจึงเป็นว่าสังคมไทยจะใช้มาตรการอะไรตีฝ่าออกไปจากวงจรอุบาทว์ของความฉ้อฉล ในขณะนี้มีคดีความฉ้อฉลร้ายแรงของนักการเมืองและพนักงานของรัฐอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เป็นไปได้ไหมว่าถ้าศาลพบว่าพวกเขาเหล่านั้นกระทำความผิดและลงโทษประหารชีวิตเสียบ้างเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น เมืองไทยจะสามารถตีฝ่าวงจรอุบาทว์ของความฉ้อฉลได้และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน