หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐศาสตร์และการเมือง เรื่องค้าปลีก

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ  ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน  วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10721

การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ของไทย โดยเฉพาะในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวอย่างมาก ทั้งจำนวนห้างร้าน และยอดขาย มีผู้ชนะ ผู้แพ้ จนมาถึงจุดที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายมาวางกติกาควบคุมธุรกิจดังกล่าว (กำลังให้สำนักงานกฤษฎีกาตรวจแก้ไข) การที่กฎหมายเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย เราน่าจะสามารถทำนายได้ว่า การบังคับใช้กฎหมายน่าจะมีลักษณะเพื่อให้เกิดการประนีประนอม ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยคำนึงถึงการผ่อนหนักเป็นเบาหรือลดความเสียหายของผู้ที่ถูกกระทบ ผลลัพธ์จะเอียงมากน้อยไปทางข้างใด สำหรับกลุ่มผลประโยชน์ หรือผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจและความสามารถในการต่อรองของกลุ่มนั้นๆ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า ดุลยภาพใหม่หลังการบังคับใช้กฎหมาย อาจสะท้อนการเสียสละหลักประสิทธิภาพ หรือการแข่งขันเสรี หรือผลประโยชน์ของผู้บริโภค เพื่อให้ได้มาของการดำรงอยู่ของผู้ค้าปลีกรายย่อยดั้งเดิม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด รวมทั้งเป้าหมายอื่นๆ

ปัญหาหนึ่งในการออกแบบและบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อเทียบกับต่างประเทศก็คือ การขาดข้อมูลที่ถูกต้องของทั้งระบบที่เป็นภาคสมัยใหม่ และภาคที่ไม่เป็นทางการหรือดั้งเดิม ข้อมูลที่เชื่อถือได้ของโครงสร้างตลาด ช่องทางการจำหน่ายหรือ Distribution Channel ส่วนแบ่งตลาดและ Margin ที่ได้ ตั้งแต่ผู้ผลิตหรือ Supplier ผู้ขายส่งหรือพ่อค้าคนกลางลำดับต่างๆ ร้านค้าปลีกทุกประเภทในทุกหมวดสินค้า (ซึ่งจะบอกถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคประเภทต่างๆ) ตั้งแต่หมวดอาหาร เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ยา จนถึงสินค้าคงทนหรือ Consumer Durables ยกเว้นรถยนต์ เป็นต้น รวมทั้งการปรับตัวและการออกไปจากธุรกิจของผู้มีส่วนร่วมทุกตอน ข้อมูลที่มีอยู่ที่ทางการพอรู้จำกัดอยู่เฉพาะจำนวนสาขาและยอดขายและอาจรวมการจ้างงานของภาคสมัยใหม่เท่านั้น การที่รัฐบาลขาดข้อมูลที่ถูกต้องทำให้แต่ละฝ่ายสามารถบิดเบือนข้อเท็จจริง

การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งและระหว่างเวลามีความสำคัญมาก เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดค้าปลีก และค้าส่ง สามารถเกิดได้รวดเร็วเพราะลูกค้าจำนวนมากมี Switching Cost ต่ำในการย้ายร้านค้า ถ้ามีให้เลือกมากในพื้นที่ โดยธรรมชาติธุรกิจค้าปลีกนั้นเปิดโอกาสให้ธุรกิจเล็ก กลาง ใหญ่ สามารถสร้างความได้เปรียบของตนด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั้งการเลือกที่ตั้ง ที่เข้าถึงผู้บริโภคบางกลุ่มและไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ควรจะอยู่คู่กันได้ Wal Mart ซึ่งมียอดขายกว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีสัดส่วนเพียงแค่ 10% ของตลาดค้าปลีกในสหรัฐ ธุรกิจนี้ผู้ประกอบการค่อนข้างเข้าง่าย และออกง่าย ถ้าไม่ใช่ธุรกิจข้ามชาติที่มีขนาดใหญ่ทั้งทุนและเทคโนโลยี รสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความหลากหลาย จะบังคับให้ธุรกิจค้าปลีก ต้องสนองความหลากหลายของผู้ใช้บริการด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดเวลา

นอกจากความหลากหลายแล้ว ธุรกิจนี้ก็มีความสำคัญในระดับชาติมากเหลือเกิน แทบทุกประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น รวมทั้งไทยที่วัดได้เป็นทางการ มูลค่าเพิ่มของภาคค้าปลีกและค้าส่งมีสัดส่วนสูงกว่า 10% ของจีดีพี ขณะที่รถยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเด่นมากของสหรัฐก็มีสัดส่วนประมาณ 5% ของจีดีพีเท่านั้น นอกจากนี้ในทุกประเทศ ผู้ประกอบการอิสระรายย่อยก็มีจำนวนมาก ธุรกิจมีการจ้างงานรวมที่สูง เมื่อบวกกับความเชื่อในอดีตที่ว่า ธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจการให้บริการ ไม่ต้องการขีดความสามารถทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมสูง คนในชาติของเราทำได้ ไม่ต้องพึ่งต่างชาติ ธุรกิจนี้จึงมีการเปิดเสรีค่อนข้างช้า ค่อยเป็นค่อยไป และน้อยกว่ากรณีของอุตสาหกรรมการผลิต

แต่ความขัดแย้งระหว่างผู้ค้าปลีกรายเล็กหรือดั้งเดิมกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเป็นความขัดแย้ง ระหว่างผู้ค้าท้องถิ่นกับต่างชาติ หรือเป็นความรู้สึกเรื่องชาตินิยม ถ้าดูวิวัฒนาการความขัดแย้งในประวัติศาสตร์การเติบโต ของการค้าปลีกในประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ จะพบว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างคนชาติเดียวกัน ระหว่างร้านค้าปลีกเล็กๆ กับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ ได้มีมาตลอดตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และทวีความรุนแรงขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20 เช่น ในสหรัฐและญี่ปุ่น ในกรณีของญี่ปุ่นมีการต่อต้านการเติบโตของห้างสรรพสินค้าหรือ Department Store, Super Market และ Chain Store ต่างๆ เรื่อยมา มีการออกกฎหมายจำกัดการขยายตัวห้างขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ และต่างจังหวัด มาเป็นเวลาหลายสิบปี เพื่อคุ้มครองร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จนกระทั่ง ค.ศ.1992 จากการกดดันของสหรัฐให้เปิดเสรีธุรกิจค้าปลีก

การเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างตลาดของธุรกิจค้าปลีกของประเทศในขณะใดขณะหนึ่ง มักเป็นส่วนผสมของเหตุผล หรือตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ กับเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐมีอำนาจที่จะกำหนดว่า ใครควรทำอะไรได้หรือไม่ได้และใครควรจะได้เท่าไรในทรัพยากรนั้นๆ และเป็นผลิตผลของวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เป็นผลิตผลของโครงสร้างอำนาจการต่อรองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ระหว่างความกดดันจากภายนอกและภายในประเทศ เป็นผลิตผลระหว่างโครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เป็นต้น

สมมติฐานข้างต้นนี้สามารถใช้อธิบายเปรียบเทียบโครงสร้าง และการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่นในอดีต และของไทยในปัจจุบันได้ เป็นความเชื่อที่มีมานาน และก็มีส่วนที่เป็นความจริงในอดีตว่าระบบ Distribution ของญี่ปุ่นเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ (แม้ว่าหลายอย่างญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยน เช่นผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น) ญี่ปุ่นมีร้านค้าโชห่วยเล็กๆ ต่อประชากรจำนวนมากเหลือเกินหรือมากเกินไป คนกลางระดับค้าส่งก็มีหลายขั้นตอน ทำให้เกิดเป็นต้นทุนทางธุรกรรมที่สูง ผู้ผลิตมีเครือข่ายเป็น Kereitsu กับระดับขายส่ง มีอำนาจต่อรองสูง ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้บริโภคญี่ปุ่นต้องจ่ายสินค้าราคาแพงเกินไป Michael Porter คำนวณจากสินค้านำเข้าหลายอย่างของญี่ปุ่นพบว่า แพงกว่าราคาในสหรัฐ 30-40%

การที่ญี่ปุ่นมีร้านค้าเล็กๆ จำนวนมากนั้น มีนักวิชาการที่อธิบายโดยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่า เป็นเพราะคนญี่ปุ่นไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวมากเหมือนคนไทยและบ้านก็เล็ก จึงมีต้นทุนในการเก็บสินค้าไว้ในบ้าน สูงกว่าให้โชห่วยเก็บไว้ที่ร้าน แม่บ้านญี่ปุ่นมีเวลาสามารถช็อปได้บ่อยๆ วันละหลายครั้งใกล้บ้าน นี่เป็นการจัดการทางสังคมที่มีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากเหตุผลที่รัฐบาลญี่ปุ่นผ่านการใช้อำนาจของรัฐบาลท้องถิ่น โดยความกดดันของนักการเมือง และการรวมตัวของผู้ค้าปลีกรายย่อยต้องเอาใจโชห่วยคนเล็กคนน้อย ถ้าการเมืองเป็นเรื่องของการเลือกข้าง ญี่ปุ่นเลือกข้างโชห่วยไม่ใช่ผู้บริโภค

ในกรณีของไทย ก็อย่างที่วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ให้ข้อสังเกตไว้ใน สองนคราค้าปลีกไทยว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ค้าปลีกสมัยใหม่ที่เราเห็นในรอบสิบปีที่ผ่านมานั้น เป็นผลผลิตโดยรัฐ และผู้บริโภคไทยในการเลือกข้างทุน และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ใช่เลือกข้างโชห่วย ยี่ปั๊ว ซาปั๊วหรือซับพลายเออร์

ผู้กำหนดนโยบายจะต้องเข้าใจและตระหนักเสมอว่า ในเชิงวิวัฒนาการทั่วโลก ส่วนแบ่งและการกระจุกตัว ของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่สมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ ได้เข้ามากินส่วนแบ่งของธุรกิจดั้งเดิม ที่เป็นผู้ประกอบการอิสระมาตลอดประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจช้าหรือเร็ว ค่อยเป็นค่อยไปหรือรุนแรง อำนาจต่อรองของผู้ค้าปลีกสมัยใหม่ก็เพิ่มขึ้น โดยไปลดอำนาจต่อรองของผู้ผลิตและผู้ขายส่ง ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างการแข่งขันของผู้ค้าปลีกสมัยใหม่จำนวนน้อยราย ผู้ใช้กฎหมายจะต้องไม่ทำอะไรที่ฝืนวิวัฒนาการซึ่งเป็นธรรมชาติ

แม้รัฐไทยจะไม่ได้ให้เวลาธุรกิจดั้งเดิมได้ปรับตัวสามารถเผชิญการแข่งขันกับการค้าสมัยใหม่ได้ ผู้เขียนคิดว่า เราก็ไม่ได้มาผิดทางโดยเฉพาะการที่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่สามารถเปิดได้ค่อนข้างเสรีใน กทม. Modern Trade ค้าปลีกได้ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตคนใน กทม.ดีขึ้น แต่ในต่างจังหวัดที่ความเป็นเมืองและประชากรยังอยู่ในระดับต่ำในอนาคต ระบบการอนุญาตคงต้องให้ค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสม โดยมีกรอบยึดที่จะให้คนท้องถิ่นได้ตัดสินใจด้วยตนเอง แทนที่จะสั่งมาแบบเป็นพิมพ์เขียวจากส่วนกลาง ถ้าเราผิดพลาดก็เป็นเพราะเราส่งเสริม SMEs อย่างเป็นระบบน้อยไป ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง อาจไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมเลยก็ได้ ถ้ารัฐสามารถให้เวลาผู้ที่ถูกกระทบได้มีเวลาปรับตัว ส่งเสริมผู้ที่มีศักยภาพ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของรัฐบาล ที่กำลังจะออกมานี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ถ้าเราสามารถออกแบบบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายผังเมืองได้อย่างจริงจัง เป็นต้น

ผู้บริโภคต้องการความหลากหลายฉันใด บริการธุรกิจค้าปลีกก็ยิ่งจำเป็นต้องมีความหลากหลายฉันนั้น หลากหลายและแตกต่างในแต่ละภูมิภาคจังหวัดหรือท้องถิ่น การออกและการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องให้เป็นไปเช่นนั้น

หน้า 6