|
||||||||||||||
|
เงินบาทแข็ง
แล้วต้องปลดผู้ว่าการธาริษาหรือไม่
วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ผู้เขียนต้องขอเลื่อนเขียน POST JTEPA ไว้คราวหน้า เนื่องจากเรื่องค่าเงินบาทแข็ง โดยเฉพาะข้อเสนอและคำวิจารณ์ของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ ปรากฏในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับต่อการทำงานที่น่าผิดหวังของแบงก์ชาติ ถึงขนาดท้าว่าผู้ว่าธาริษาทำไม่ได้ก็ควรจะลาออกไป (หรือไม่งั้นก็มีนัยว่าควรจะต้องโดนปลด) เป็นประเด็นร้อน ต้องอภิปรายกันต่อ ผมเข้าใจว่า ดร.โอฬาร ทราบดีมาตลอดว่า ในระบบ Managed Float แบงก์ชาติในสมัยก่อนผู้ว่าธาริษา ก็เหมือนกับธนาคารกลางโดยเฉพาะของประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ รวมทั้งจีนที่ไม่เคยปล่อยให้ค่าเงินบาทกำหนดตามตลาดเท่านั้น ที่ผ่านมา สิ่งที่ ธปท.ทำก็คือไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากและเร็วเกินไปในระยะเวลาอันสั้น แต่สำหรับทิศทางค่าเงินบาทต่อเงินสกุลสำคัญ เช่น ดอลลาร์หรือต่อเงินหลายๆ สกุลในตะกร้า ทั้งที่เป็น Nominal และ Real Effective Exchange Rate เรียกย่อว่า NEER และ REER ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่มีผลต่อการกำหนดขีดความสามารถในการส่งออกของไทยนั้น จะเห็นได้ว่าปีต่อปี หรือตั้งแต่ปี 2541 หรือหนึ่งปีหลังจากที่เราเข้าระบบอัตราแลกเปลี่ยนใหม่นั้น ค่อนข้างมีเสถียรภาพปีต่อปี ระหว่างปี 2541-2548 เงินบาทไม่ได้แข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าดูจากสองดัชนีข้างต้น การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ค่าเงินบาทเริ่มแข็งขึ้นค่อนข้างมากทั้งต่อดอลลาร์ หรือต่อหลายๆสกุลตามดัชนีข้างต้น จนเริ่มสร้างปัญหาให้กับผู้ส่งออกและ ธปท. เด่นชัดขึ้นในปี 2549 จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งขึ้นจากประมาณ 41 บาท เป็นประมาณ 33.25 บาท หรือประมาณร้อยละ 20 ขณะที่ NEER และ REER แข็งขึ้นประมาณร้อยละ 12-15 เห็นได้ชัดว่า เงินสำรองระหว่างประเทศซึ่งรวมฐานะสุทธิล่วงหน้า หรือ Net Forward Position ได้เพิ่มขึ้นมาตลอดจากประมาณสามหมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2544 เป็น 73,800 ล้านดอลลาร์ ในปี 2549 ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน เมื่อคุณธาริษา เป็นผู้ว่าการธปท. เงินสำรองระหว่างประเทศรวมเพิ่มขึ้นไม่มากนัก จากประมาณเจ็ดหมื่นสี่พันล้านดอลลาร์เป็นประมาณแปดหมื่นสามพันล้านดอลลาร์ เงินสำรองที่เพิ่มขึ้นดูไม่มาก อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการตีมูลค่าหรือการแทรกแซงค่าเงินบาท ซึ่งเป็นไปได้ทั้งนั้น กรอบใหญ่ๆ ในด้านความคิด หรือจุดยืนของธปท.ภายใต้ผู้ว่าธาริษาไม่น่าจะต่างกับสมัยผู้ว่าหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร แต่มีข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมามากกว่าหนึ่งบาท หรือเกือบ 4% นั้น เมื่อผู้เขียนตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธปท.ก็ได้รับข้อมูลว่า ในอดีตตั้งแต่เราใช้ระบบ Managed Float ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงที่มากและเร็วเช่นนี้มาก่อน ผู้บริหารธปท.ยอมรับว่า เงินที่เข้ามาประมาณเก้าร้อยล้านดอลลาร์ ในเวลาอันสั้นๆ เช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นกัน ธปท.คาดไม่ถึง ไม่แน่ใจว่าถึงขนาดตั้งตัวไม่ติดหรือเปล่า ถ้ามีการแทรกแซงก็อาจเป็นการแทรกแซงบางส่วนไม่ได้แทรกแซงเต็มที่ เนื่องจากเกรงว่าต้องใช้เงินมาก ค่าเงินบาทถึงได้แข็งขึ้นมาก หรือว่าธปท.ไม่ต้องการแทรกแซงมาก เพราะข้อมูลการส่งออกครึ่งปีแรก (คิดเป็นดอลลาร์) โตค่อนข้างดีถึง 18% และต้องการส่งสัญญาณให้ผู้ส่งออกได้มีโอกาสปรับตัว การตีความข้อมูลมีความเป็นไปได้หลายทาง ข้อมูลของทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงระหว่าง 29 มิ.ย.ถึง 6 ก.ค.และเป็นข้อมูลที่ไม่รวม Net Forward Position อาจเกิดจากผลของ Valuation แต่การเพิ่มขึ้นของ Net Forward Position จากการทำสวอปอาจสะท้อนเป้าหมายของทางการด้านสภาพคล่อง หรืออัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทในระดับนี้ ย่อมสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง และทางอ้อมเป็นเรื่องธรรมดา การตื่นตระหนกตกใจยิ่งจะมีมากขึ้น ถ้าผู้ว่าการแบงก์ชาติ และทีมผู้บริหารไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่น โดยกำหนดจุดยืนของธปท.ที่เสมอต้นเสมอปลายว่า อย่างน้อยในระยะสั้น ธปท.ยังจะดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้เกิดเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นความผิดพลาดที่ไม่จำเป็นของธปท.น่าจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็คงไม่ต้องถึงกับที่ผู้ว่าการต้องลาออกหรือโดนปลด ยังมีพันธกิจเรื่องใหญ่ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า ผู้เขียนคิดว่าการสื่อความเข้าใจด้วยความรู้ทั้งหลักการและเชิงประจักษ์อย่างมีศิลปะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้นของธปท. แก่ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนในเรื่องจุดยืนของธปท.ด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ยังมีช่องว่างที่ปรับปรุงได้อีกมาก เมื่อเทียบกับเวลาและทรัพยากรที่แบงก์ชาติได้ทุ่มเทให้กับเรื่อง Inflation Targeting (IT) ซึ่งหลายปีในช่วงแรกๆ ดำเนินไปด้วยดี แต่ ณ วันนี้ พูดก็พูดเถอะ มีใครสักกี่คนที่จะสนใจ IT ธปท.จะกล้าปฏิเสธหรือว่า ในระยะสั้นอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับระบบเศรษฐกิจที่เปิด ที่การส่งออกสูงถึงร้อยละ 70 ของจีดีพี จะไม่มีความสำคัญและปฏิบัติต่อมันแบบกล้าๆ กลัวๆ ค่าเงินบาทที่ควรจะแข็งหรืออ่อนเพียงใดแค่ไหนอยู่ในระดับใดขณะใดขณะหนึ่ง อย่างน้อยในระยะสั้น เป็นเรื่องที่ธปท.ต้องแสดงความเป็นผู้รู้เชี่ยวชาญเป็น Authority เมื่อรู้ก็จะสามารถกำหนดนโยบายแทรกแซงด้วยความมั่นใจ ธปท.ต้องมีข้อมูลและความรู้ด้านผลของอัตราแลกเปลี่ยนต่อภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการส่งออก มันไม่เป็นประโยชน์ที่จะพูดถึงเรื่องหรือเป้าหมายระยะยาว ถ้าเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาและความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะบอกว่า ประเทศที่ค่าเงินแข็งดีกว่าประเทศที่ค่าเงินอ่อน เพราะขึ้นอยู่กับว่าเราถกเถียงในบริบทและเวลาใด เราควรใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เป็นกรอบในการดำเนินนโยบายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และถ้าเราทำ เรายึดทางสายกลาง เราก็ควรจะมีความยืดหยุ่น หลีกเลี่ยงทางเลือกแบบสุดโต่งซึ่งจะนำมาซึ่งความเสี่ยงสูง กรอบคิดในลักษณะนี้หมายถึงอะไร ที่ผ่านมา ประเทศในเอเชียรวมทั้งเราก็คล้ายๆ กัน เราก็ดูจีนเป็นตัวอย่าง แต่ในรายละเอียดไม่ได้เอาอย่างเหมือนกันหมด ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยเอาเข้าจริงก็ยังผูกกับดอลลาร์ ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเหมือนเป็น Industrial Policy เพื่อให้สู้กับโลกได้ สุดโต่งที่สุดคือจีนที่จริงๆ แล้ว ธนาคารกลาง Peg เงินหยวนไว้กับดอลลาร์ แม้จะอ้างว่าเป็น Managed Float ซื้อดอลลาร์จนกดค่าเงินของตัวเองให้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างน้อย 20-40% (เพื่อจะขายของให้กับสหรัฐ) ถ้าดูจากค่าดุลยภาพของอัตราแลกเปลี่ยนที่สะท้อนดุลยภาพของดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลเงินทุน หรือดุลยภาพของดุลชำระเงิน ความเสี่ยงและความเจ็บปวด จะต้องมีขึ้นแน่นอนวันหนึ่งเมื่อค่าดอลลาร์ดิ่งเหว การกระจายความเสี่ยงโดยทางสายกลางด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เราควรจะยึดก็คือ แทรกแซงเมื่อจำเป็นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย บริหารเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งเข้าและออกให้มีประสิทธิผล เพราะนี่มักจะเป็นต้นเหตุที่สำคัญ ไม่ใช่เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างเดียว สุดท้ายก็ต้องให้ผู้ส่งออกพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง
|