|
||||||||||||||
|
สแปมผลเสียหายในทางศก.
คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย สกล หาญสุทธิวารินทร์ มติชนรายวัน วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10719 ท่านที่ใช้อินเตอร์เน็ต เมื่อล็อคอินเข้าเพื่อตรวจสอบอี-เมล คงจะพบหรือเคยพบอี-เมลที่มีชื่อผู้ส่งชื่อแปลกๆ ที่เราไม่รู้จักหรือคุ้นเคย อี-เมลเหล่านี้จะส่งมาจากผู้ส่งที่ไม่เปิดเผยหรือปลอมแปลงชื่อ ส่งข้อความเดียวกันไปยังผู้รับหลายๆ คน เป็นสิบเป็นร้อย หรือมากกว่าในครั้งเดียวกัน จุดประสงค์ใหญ่คือเสนอขายสินค้าหรือบริการ บางกรณีอาจมีจุดประสงค์ ฉ้อโกงหลอกลวง หรือแกล้งให้เกิดความรำคาญ หรือเพื่อส่งไวรัส เป็นต้น อี-เมลนี้เรียกกันว่า สแปม (spam) หรืออี-เมลขยะ (junk mail) ผู้ที่ส่งอี-เมลเหล่านี้เรียกว่า สแปมเมอร์ (spammer) สแปมหรืออี-เมลขยะ นอกจากก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้รับแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายในทางเศรษฐกิจไม่น้อย เช่นต้องเสียเวลาอ่านเสียเวลาลบทิ้ง เสียเวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตทำให้เวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ต้องจ่ายค่าเวลาในการใช้เพิ่มขึ้น เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต จะผลักภาระให้แก่ผู้ใช้บริการในที่สุด และทำให้ต้องมีการคิดค้นติดตั้งโปรแกรมและเครื่องมือต่อต้านสแปมและต้องเพิ่มกำลังคนเพื่อการนี้ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และยังทำให้ผลผลิตขององค์กรที่จำเป็นต้องอาศัยอินเตอร์เน็ตในการบริหารจัดการลดลงด้วย การส่งสแปมหรืออี-เมลขยะมีเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากสถิติที่มีผู้รวบรวมไว้ปรากฏว่าในปี พ.ศ.2521 มีการส่งสแปมไปยังผู้รับประมาณ 600 รายต่อวัน เพิ่มเป็นผู้รับเป็นกลุ่มประมาณ 6,000 กลุ่มมีผู้รับเป็นล้านคนในปี พ.ศ.2537 และ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ประมาณการกันว่า มีการส่งสแปมประมาณ 9 หมื่นล้านข้อความต่อวัน สำหรับผลเสียหายในทางเศรษฐกิจนั้น คณะกรรมาธิการการตลาดภายในของสหภาพยุโรปประมาณการไว้เมื่อปี 2544 ว่า สแปมหรืออี-เมลขยะก่อให้เกิดค่าเสียหายแก่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกเป็นเงินหนึ่งหมื่นล้านยูโรต่อปี ส่วนหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งก็ได้พบว่า ในปี 2547 เฉพาะองค์กรต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ได้รับความเสียหายจากสแปมเป็นเงินไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากผลกระทบดังกล่าว ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศต่างๆ ต้องหาทางต่อต้านป้องกันและขจัดสแปม มีการใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องร้องทางอาญาและเรียกค่าเสียหายจากผู้ส่งอี-เมลขยะเหล่านี้มากขึ้น ประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านสแปมเป็นการเฉพาะก็เริ่มตรากฎหมายออกใช้บังคับ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้เช่นกัน พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ก็มีบทบัญญัติกำหนดว่าการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิด หรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข (ซึ่งก็คือการส่งสแปมนั่นเอง) มีโทษทางอาญากำหนดไว้ สแปมเมอร์ไทยทั้งหลายเลิกส่งอี-เมลขยะได้แล้ว มิฉะนั้น ท่านอาจเป็นผู้ประเดิมกฎหมายฉบับนี้เป็นคนแรกที่ต้องโทษทางอาญา มีโทษจำคุกด้วย ในคุกไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่นนะครับ หน้า 20
|