|
||||||||||||||
|
หลายมิติของความขัดแย้งในภาคใต้
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10719 เพื่อนที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับฝ่ายทหาร-ตำรวจในภาคใต้บอกผมว่า สถานการณ์ฝ่าย "เรา" กำลังดีขึ้น ขอให้สังเกตเถิดว่าแม้การก่อการร้ายยังเกิดขึ้นเหมือนเดิม แต่พื้นที่เกิดเหตุกลับแคบลงเหลือเพียงบางอำเภอ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แสดงว่าฝ่ายก่อการถูกจำกัดพื้นที่ปฏิบัติการลง ข้อนี้จริงหรือไม่ ผมก็ไม่ขยันพอจะเก็บรวบรวมสถิติเพื่อพิสูจน์ อีกเรื่องหนึ่งที่เขาบอกก็คือ ในระยะหลังมานี้ เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ปฏิบัติการได้ครั้งละหลายคน หลายครั้งได้หลักฐานค่อนข้างแน่ชัด เช่น อาวุธปืน, วัตถุระเบิด หรืออุปกรณ์การต่อระเบิด เป็นต้น การจับกุมเหล่านี้เจ้าหน้าที่ให้ข่าวแก่สื่อด้วยว่า ได้เบาะแสมาจากประชาชนในพื้นที่เอง ไม่ใช่จากสายซึ่งครั้งหนึ่งแทบจะเจาะลงไปไม่ได้เลย ข้อนี้ก็เหมือนกันนะครับ จริงเท็จต้องมีนักข่าวลงไปทำข่าวสืบสวนเชิงลึกในพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบยืนยันกันและกันอีกทีหนึ่ง ผมเข้าไม่ถึงข่าวที่ลึกระดับนี้พอจะบอกได้ สมมุติว่าข่าวสารที่เพื่อนผมได้จากฝ่ายทหาร-ตำรวจนี้เป็นข่าวจริง ก็แสดงว่า "สงครามกลางเมือง" (ไม่ว่าเราจะชอบคำนี้หรือไม่ แต่มันเป็นสงครามกลางเมืองชนิดหนึ่งแน่) ในภาคใต้ใกล้จะถึงจุดจบลงในอนาคตที่ไม่ไกลนัก สอดคล้องกับที่ รมต.กลาโหมบอกทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เริ่มมีการติดต่อขอเจรจา (จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบอีกนะครับ) ซึ่งก็คือการขยับความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในสนามขึ้นมาสู่การขัดแย้งกันบนโต๊ะ ผมพลอยยินดีด้วย อย่างน้อยความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจะได้ยุติลงเสียที แต่ในขณะเดียวกันก็สำนึกได้ดีว่า เรายังไม่ได้เดินมาถึงปลายถ้ำอย่างแท้จริงหรอก เพราะนี่เป็นชัยชนะด้านการทหารอย่างเดียว และชัยชนะด้านการทหารอย่างเดียวไม่เคยทำให้ความขัดแย้งหายไป งานศึกษาของกลุ่มศึกษาด้านนโยบายของสหประชาชาติพบว่า ประมาณ 50 % ของสงครามกลางเมืองที่เกิดในรอบร้อยปีที่ผ่านมา จะฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ภายใน 5 ปี เพราะสงครามยุติลงโดยไม่ได้แก้ไขความขัดแย้ง อันเป็นต้นกำเนิดของสงคราม และอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า ความขัดแย้งในภาคใต้นั้นมีมานานแล้ว แต่สิ่งที่เข้าใจกันยังไม่กระจ่างก็คือ ความขัดแย้งก็เหมือนกับอะไรอื่นๆ ในโลกนี้แหละครับ ที่ไม่หยุดนิ่งกับที่ แต่แปรเปลี่ยน หรือพัฒนาไปสู่ความสลับซับซ้อนขึ้นตลอดมา ความเข้าใจของคนไทยทั่วไปมีเพียงว่าประชาชนในพื้นที่ มีความขัดแย้งกับรัฐ ซึ่งก็จริงในระดับหนึ่ง แต่ขัดแย้งในเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเรายังไม่สู้จะเข้าใจนัก เพราะมักไปนึกถึงประชาชนในพื้นที่เป็นเหมือนกลุ่มคนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นนับถือศาสนาและมีสำนึกชาติพันธุ์ที่ต่างจากคนไทยกลุ่มอื่นในประเทศ- หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นมลายูมุสลิมเท่านั้น แต่ในปีสองปีที่ผ่านมานี้ เราก็ได้เห็นว่าที่จริงแล้วสังคมของภาคใต้ตอนล่างไม่ได้มีประชากรกลุ่มเดียว ยังมีไทยพุทธ, คนเชื้อสายจีน, แรงงานที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอก (คนอีสาน, ลาว, เขมร, พม่า, กะเหรี่ยง, ฯลฯ), ผู้ประกอบการจากภายนอก, ผู้ประกอบการภายใน ฯลฯ อีกจำนวนหนึ่ง แม้จะแบ่งเป็นกลุ่มอย่างนี้ ก็ใช่ว่าคนในกลุ่มเดียวกันจะมีผลประโยชน์และโลกทรรศน์เดียวกันหมดไม่ ฉะนั้นอย่าพูดถึงว่าคนเหล่านี้มีความขัดแย้งกับกลุ่มอื่นเท่านั้น (เช่น ผู้ประกอบการภายนอกกับชาวบ้าน) แม้ในคนกลุ่มเดียวกันก็ยังมีความขัดแย้งกันในเรื่องต่างๆ ได้อีกมาก ไม่ต่างจากสังคมอื่นทั่วไป คนมลายูมุสลิมซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกันหมด มีความขัดแย้งภายในด้วยเรื่องต่างๆ เหมือนมนุษย์ทั่วไป ยิ่งความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกสมัยใหม่กระทบเข้ามาถึงชุมชนของเขามากเพียงไร ความขัดแย้งกันด้วยเรื่องต่างๆ ก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา เพราะโลกสมัยใหม่นำเอาโลกทรรศน์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกทรรศน์ที่เคยยึดถือกันมาเข้ามาสู่สังคมด้วย การขยายตัวของรัฐไทยในระยะครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ก็เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งภายใน เหมือนกับที่เกิดในที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะคนแต่ละกลุ่ม แต่ละคนในกลุ่มเดียวกัน มีความสัมพันธ์กับรัฐไม่เหมือนกัน บ้างได้ประโยชน์ บ้างเสียประโยชน์ เช่น เมื่อรัฐนำเอาการศึกษาแผนใหม่เข้าไป ปอเนาะบางแห่งที่เปลี่ยนสภาพเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกลับได้ประโยชน์ ในขณะที่ปอเนาะอีกบางแห่งกลับเสียประโยชน์ ซ้ำร้ายประโยชน์ที่ได้จากรัฐก็ไม่ได้กระจายไปยังคนต่างๆ อย่างที่สมควร หรืออย่างที่รัฐมุ่งหวัง กลับไปกระจุกอยู่กับคนบางพวกแทน เป็นต้น ผมไม่ปฏิเสธว่าความขัดแย้งหลายอย่างของประชาชนในสังคมภาคใต้ บางเรื่องไม่เกี่ยวกับรัฐโดยตรง แต่ถูกเบี่ยงเบนไปเป็นความขัดแย้งกับรัฐ เช่นเงินเดือนที่ค่อนข้างต่ำของอุสตาซจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐ แต่เกิดจากการที่ผู้บริหารโรงเรียนไม่นำเอาเงินที่รัฐอุดหนุน (ตามรายหัวของนักเรียน ไม่ใช่ตามรายหัวครู) ไปกระจายให้ทั่วถึงและเป็นธรรมแก่อุสตาซเอง ในขณะเดียวกัน เพราะรัฐไม่ได้เปิดโอกาสด้านอาชีพแก่คนที่เรียนทางศาสนาอย่างเพียงพอ ทำให้ความต้องการแรงงานระดับนี้มีน้อย อุสตาซไม่มีทางเลือกในการหางานทำมากนักด้วย เรื่องมันซับซ้อนยุ่งขิงกันนัวเนียไปหมดอย่างนี้แหละครับ ความไม่สงบที่ต่อเนื่องกันในพื้นที่กว่า 3 ปี ยิ่งทำให้ความขัดแย้งสลับซับซ้อนขึ้นไปอีกหลายเท่า ความหวาดระแวงต่อกัน ไม่ใช่ประชาชนกับรัฐเท่านั้น แม้แต่ระหว่างประชาชนด้วยกันเองก็เกิดขึ้นไม่น้อย ทำลายความสัมพันธ์ซึ่งเคยมีมาจนย่อยยับ สถาบัน, กระบวนการ, ระบบความสัมพันธ์อะไรก็ตาม ที่เคยระงับความขัดแย้งมาได้ในสมัยหนึ่งพังสลายไปหมด ชาวบ้านหลายคนเคยบอกผมว่า ครอบครัวที่มีญาติถูกฆ่าตาย, ถูกจับกุม, หรือหายตัวไป กลับถูกถอยห่างจากคนอื่นในชุมชนมากขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าความใกล้ชิดจะนำความเดือดร้อนในรูปใดรูปหนึ่งมาแก่ตนหรือไม่ สภาพไร้ระเบียบและไร้กฎหมายที่สืบเนื่องมากว่าสามปี เปิดโอกาสให้กิจกรรมนอกกฎหมายหลายอย่างเฟื่องฟูขึ้น นับตั้งแต่ค้ายาเสพติดข้ามชาติ (และในท้องถิ่น), ค้าอาวุธสงคราม, เป็นทางผ่านของการค้ามนุษย์ หรือการตักตวงทรัพยากรโดยไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมายเลย กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ความขัดแย้งในพื้นที่ยิ่งมีความสลับซับซ้อนขึ้นไปอีก และแม้การก่อการร้ายจะหมดไปในวันหนึ่ง ปัญหาละเมิดกฎหมายเหล่านี้ซึ่งได้โอกาสสั่งสมกำลังมากขึ้นในช่วงไร้กฎหมายและไร้ระเบียบ ก็คงไม่หมดไปทันที และคงกระพือความขัดแย้งในพื้นที่ต่อมาอีกนาน ฉะนั้น หากจะเรียกร้องความสมานฉันท์ในภาคใต้ อย่านึกแต่ความสมานฉันท์ระหว่างรัฐกับประชาชนในภาคใต้เท่านั้น ยังมีความสมานฉันท์ของคนในพื้นที่ ซึ่งคงต้องทำอะไรเชิงรูปธรรมมากกว่าการเรียกร้อง ไม่ว่าการก่อการร้ายจะยุติลงหรือไม่ก็ตาม จากสภาพความขัดแย้งอย่างหนักดังที่กล่าวนี้ ผมออกจะสงสัยอย่างยิ่งว่า หากมีการเจรจาเกิดขึ้น จะเป็นการเจรจากับใคร ต่อให้ผู้นำการปฏิบัติการแข็งข้อกับรัฐเวลานี้ ยอมนำความขัดแย้งขึ้นโต๊ะเจรจากับรัฐบาล คำถามแรกที่ติดใจผมคือ คนเหล่านี้เป็นตัวแทนของใคร? ถึงความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนเหล่านี้จะบรรเทาลง ก็ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนกลุ่มอื่น และระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่จะหายไปด้วย เรือตรวจฝั่งของชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานีถูกผู้ปฏิบัติการเหล่านี้เผาทิ้งไปหนึ่งลำ เรือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ชาวบ้านใช้ในการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำของตนจากเรืออวนลากอวนรุน การสงบศึกระหว่างกลุ่มแข็งข้อเวลานี้กับรัฐ จะแก้ปัญหาความขัดแย้งของชาวประมงชายฝั่งกับนายทุนเรืออวนลากอวนรุนได้อย่างไร เพื่อขจัดหรือบรรเทาความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่มเช่นนี้ รูปแบบการปกครอง "พิเศษ" ชนิดไหนที่จะช่วยได้ รูปแบบของพัทยาและกรุงเทพฯ เป็นเพียงการกระจายอำนาจอย่างค่อนข้างจำกัด ที่พอทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้างก็เพราะมีรายได้มาก ในขณะที่อำนาจในการจัดการทรัพยากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของราชการส่วนกลาง ฉะนั้นเวทีเพื่อใช้ในการต่อรองอย่างเท่าเทียมกันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ จึงไม่มี หากจะสร้างเวทีการต่อรองเช่นนั้นให้เกิดขึ้นในภาคใต้ เพื่อให้ความขัดแย้งได้มีโอกาสแข่งขันกันอย่างเปิดเผย ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม และภายใต้อำนาจตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยคนหลายกลุ่มหลายผลประโยชน์หลายโลกทรรศน์ จะต้องทำอย่างไร ผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่เชื่อแน่ว่าหากตั้งกรอบไว้ก่อนว่าจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น ก็ไม่มีทางจะเกิดเวทีเช่นนั้นขึ้นได้ อันที่จริงถ้าไม่เอากฎหมายบริหารมาตั้งเป็นกรอบ มีหนทางทำได้กว้างขวางมาก ภายใต้เงื่อนไขเดียวว่าดินแดนภาคใต้ยังเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยตามรัฐธรรมนูญ และควรเริ่มต้นทำได้เลย โดยไม่ต้องรอการเจรจากับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ต้องเจรจากับทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคกัน หน้า 6
|