|
||||||||||||||
|
การเมืองหลังรัฐประหาร
: ข้อสังเกตบางประการ
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1404 การเมืองหลังการรัฐประหารยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจุดพลิกผันสำคัญอย่างเห็นเด่นชัด ภาพที่มองเห็นเป็นภาพอย่างกว้างๆ แต่ก็สนุกเพราะเป็นการต่อสู้กันเพื่อสร้างความได้เปรียบระหว่างฝ่ายต่างๆ ผมอยากจะชวนให้มองภาพบางภาพของการเมืองหลังการรัฐประหาร เราจะเห็นได้ว่า พรรคการเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค พรรคต้องยุติบทบาททางการเมือง เพราะทำผิดกฎหมายในคราวการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ผู้นำพรรคคืออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กำลังเผชิญหน้ากับการดำเนินคดีทุจริตในศาล เขาอาจถูกตัดสินห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลานาน และอาจจะต้องถูกดำเนินคดีในคดีอาญาถึงขั้นติดคุก มีเค้าลางไม่ค่อยดีสำหรับตัวอดีตนายกฯ ทักษิณและพรรคไทยรักไทย เป็นไปได้ว่า พรรคไทยรักไทยอาจสูญสลายทางการเมือง หากจำเป็นต้องใช้ชื่อพรรคการเมืองใหม่แทนชื่อพรรคไทยรักไทยเดิม ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าพรรคไทยรักไทย จะยังคงเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมอย่างสูง แต่เมื่อกิจกรรมทางการเมืองติดขัดเล็กน้อย ชื่อและบทบาทของพรรคไทยรักไทยก็แทบมลายสิ้นไปเลยทีเดียว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมานี่เอง มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และเป็นฐานการเมืองอันยาวนานของพรรคไทยรักไทย เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บริหารประเทศ และเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับพรรคไทยรักไทยมาตลอด กลับได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย เธอสามารถเอาชนะคู่แข่งคือ อดีตนายกเทศมนตรี นายบุญเลิศ บูรณะปกรณ์ ทั้งๆ ที่มีข่าวตามสื่อมวลชนกระจายออกไปอย่างกว้างขวางว่า มีการใช้เงินซื้อเสียง และมีความพยายามสกัดกั้นเดือนเต็มดวง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แน่นอนไม่ได้หมายความว่า การออกเสียงเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่เชียงใหม่ หมายถึงการออกเสียงต่อต้านทักษิณ แต่การที่ฝ่ายนิยม และจงรักภักดีอดีตนายกฯ ทักษิณพ่ายแพ้ทางการเมืองถึงบ้านตัวเอง ย่อมเตือนสติสมาชิกพรรคไทยรักไทยได้บ้างว่า พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสมากนักในการเลือกตั้งทั่วไป นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. มีความเห็นตรงกันกับท่านนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมีไม่บ่อยนักว่าอยากให้มีการเลือกตั้งในปลายปีนี้ จากการเมืองสนามเล็กแต่เป็นใจกลางฐานการเมืองของพรรคไทยรักไทยอย่างเชียงใหม่ เราจะเห็นการเติบโตอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ของกลุ่มต่อต้านการรัฐประหารและ คมช. ในกรุงเทพมหานคร จริงอยู่มีคนไม่พอใจการรัฐประหาร และอยากแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็นต้องนิยมชมชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย เข้าร่วมชุมนุมประท้วงที่ท้องสนามหลวงด้วยก็ได้ แต่การชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ซึ่งลอกเลียนแบบการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปีที่แล้ว แต่ผลกลับกร่อยอย่างไรพิกล มีคนร่วมชุมนุมในช่วงวันหยุดก็จริง แต่หลังการชุมนุมคนเหล่านั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านในต่างจังหวัด สิ่งนี้ผิดกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกวันในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน การชุมนุมที่คล้ายทำฟอร์มใหญ่ เช่นการวางเป้าหมายบุกกองบัญชาการทหารบก บุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ มีการเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศเข้ารับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ฟอร์มใหญ่แต่ไร้เนื้อหา อาจจะเป็นเหตุผลหลักให้การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงกร่อย และพลอยทำให้คะแนนนิยมต่อพรรคไทยรักไทย จากคนชั้นกลางตกต่ำลงด้วยก็ได้ เมื่อฐานการเมืองเล็กที่บ้านเกิดถูกท้าทาย พลังการต่อรองที่ท้องสนามหลวงก็จุดไม่ขึ้น การหา "พื้นที่ทางการเมือง" จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งของทีมงานและตัวอดีตนายกฯ ทักษิณเอง นั่นคือ การสร้างตัวเองให้เป็นข่าว จากเดิมของ "สมาคมสุขนิยม" อดีตนายกฯ ทักษิณเดินทางไปตีกอลฟ์ ช็อปปิ้ง บรรยายพิเศษแล้วจิบกาแฟเป็นข่าวไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม พลันที่พรรคไทยรักไทยถูกคำสั่งยุบพรรคปลายเดือนพฤษภาคม ติดตามด้วยคำสั่ง คตส. ในการอายัดเงินมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทในบัญชีเงินฝากของอดีตนายกฯ ทักษิณและครอบครัวในบัญชีธนาคารในประเทศไทย สิ่งที่อดีตนายกฯ ทักษิณรีบทำอย่างเร่งด่วนคือ การดำเนินการซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิติ้ของอังกฤษด้วยมูลค่า 86.1 ล้านปอนด์ แน่นอนตัวอดีตนายกฯ ทักษิณกลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณะชนอีกครั้ง เขาต้องจะบอกแก่สาธารณะว่า เขาจะไม่นิ่งเงียบอีกต่อไปแล้ว นอกจาก เขาอยากจะตะโกนบอกแก่สาธารณะซึ่งจริงๆ ก็คือ ฐานเสียงและพลพรรคที่รักเขาในประเทศไทยว่า เขายังมีเงินอีกมาก มากเหลือเกินและจะกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้งในไม่ช้า "การสร้างพื้นที่ทางการเมือง" ของอดีตนายกฯ ทักษิณน่าสนใจ ไม่ใช่วิธีการใหม่แต่อาจจะนำมาสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึงก็ได้ ตลอดเวลา 6 ปีที่อยู่ในสนามการเมืองไทย เงิน ภาวะผู้นำและการตลาดการเมืองของท่านนายกฯ ทักษิณไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป จริงอยู่ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นผู้มีความสามารถอย่างมากและเป็นคนแรกๆ ที่ใช้ การตลาดการเมือง ซึ่งดึงความสนใจคนได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ภาวะผู้นำที่สูงเด่นของท่านทำให้พรรคไทยรักไทย ขาดความเป็นพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล นโยบายสำคัญหลายนโยบายตอนหลังเป็นคำสัญญา หรือการตอบโต้จากปากนายกฯ ทักษิณ ในตอนหลัง พรรคการเมืองรวมทั้งประเทศไทยบริหารด้วยตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน ซึ่งต้องรอการตัดสินใจสุดท้ายจากผู้นำสูงสุดคือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว นโยบายหลายนโยบายเลยผิดพลาด เช่น ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ คนที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรม และความแตกต่างหลากหลายอย่างนายกฯ ทักษิณถึงกับทำให้ปัญหาภาคใต้รุนแรงขึ้นอย่างไม่จำเป็น เงินอันมหาศาลกลับสร้างปัญหาอย่างคาดไม่ถึง ก่อนการขายกิจการบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นของครอบครัวชินวัตร ใครก็อดสงสัยในเงินจำนวนมหาศาลที่ทั้งมาก และมีที่มาอย่างยอกย้อนของนายกฯ ทักษิณและครอบครัวไม่ได้ หากไม่มีตำแหน่งทางการเมืองเลย การสร้างรายได้ของบริษัทครอบครัวของท่านนายกฯ ทักษิณจะทำได้มากขนาดนี้หรือ แต่เมื่อมีการขายกิจการชินคอร์ปอเรชั่นให้กับกลุ่มบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งของรัฐบาลสิงคโปร์ คนไทยถึงกับอึ้งถึงความยอกย้อน และที่มาที่ไปของเงิน นักธุรกิจธรรมดาทั่วไปจะติดต่อกับนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองใหญ่ ที่บริหารบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์ได้อย่างไร แล้วการขายกิจการที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นประวัติศาสตร์ของไทยก็เกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นมากกว่าความอิจฉาริษยา แต่นายกรัฐมนตรีที่บอกอยู่เสมอว่า รวยแล้วไม่โกง แต่ตอบที่มาอันยอกย้อนของเงินที่เกิดจากการขายกิจการครั้งนี้ทั้งในและนอกประเทศไทยไม่ได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ ในที่สุด เงิน ก็เป็นที่มาของจุดจบทางการเมืองของท่านเอง ตอนนี้ เงิน กำลังจะสร้างปัญหามากกว่าก่อประโยชน์ต่อตัวท่านนายกฯ ทักษิณอีกแล้ว โลกกำลังจะตั้งคำถามว่า คนอังกฤษโง่หรือฉลาดกว่าคนไทย ผู้คุมกติกา เช่น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารชาติในประเทศอังกฤษมีความฉลาด ซื่อตรงและปลอดจากการแทรกแซงของนักฉวยโอกาสกว่าผู้คุมกติกาในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยหรือไม่ คนทั่วโลกเคยเชื่อในประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและคุณภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศอังกฤษอาจจะเปลี่ยนใจใหม่ก็ได้ คนทั่วโลกอาจจะมองรัฐสภาและ ส.ส.อังกฤษมีวุฒิภาวะทางการเมืองเท่าๆ กับรัฐสภาและ ส.ส. ในประเทศไทยก็ได้ หากกลไกทางรัฐสภาอังกฤษหย่อนประสิทธิภาพและไม่ฉลาดกับดีลการซื้อกิจการแมนเชสเตอร์ ซิตี้ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เงิน กับการซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้อาจจะสร้างปัญหาทางการเมืองรอบใหม่ รอบที่เพิ่มปัญหาเดิมในการเมืองไทย หน้า 26
|