|
||||||||||||||
|
ศาสตราจารย์
ดร.โยเนโอ อิชิอิ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1404 วันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณแก่ ศาสตราจารย์โยเนโอ อิชิอิ ในฐานะศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนั้น ขอขอบพระคุณอาจารย์อิชิอิเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้เกียรติแก่โรงเรียนเก่าของผมเช่นนั้น ความรู้ความสามารถทางวิชาการของอาจารย์อิชิอินั้น มีผู้กล่าวยกย่องสรรเสริญไว้มากแล้ว ทั้งในเมืองไทยและเมืองญี่ปุ่น หรือในโลกไทยคดีศึกษาทั่วไป แม้ในวันที่ทำพิธีมอบตำแหน่งของจุฬาฯ ก็คงมีการพรรณนาเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผมจึงไม่ขอพูดถึงท่านในแง่นี้อีก แต่อยากพูดถึงอาจารย์อิชิอิในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อันเป็นคุณสมบัติที่ดูเหมือนจะไร้คุณค่าลงทุกทีในอารยธรรมปัจจุบัน ความสนใจทางวิชาการจริงๆ ของอาจารย์อิชิอินั้นคือภาษาศาสตร์ และค่อนไปทางแขนงที่เราเรียกว่านิรุกติศาสตร์ พูดว่าสนใจเฉยๆ ยังดูน้อยเกินไป ต้องเรียกว่าคลั่งไคล้เลยก็ว่าได้ ความคลั่งไคล้นี้ทำให้ท่านไม่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เพราะนับตั้งแต่ยังไม่ทันเข้ามหาวิทยาลัย ท่านก็เที่ยวเรียนภาษาที่ท่านอยากรู้ จากอาจารย์ท่านโน้นท่านนี้ไปเรื่อยๆ มากกว่าใส่ใจกับวิชาในหลักสูตรของโรงเรียนหรือของมหาวิทยาลัย อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ลามไปถึงละตินและกรีก อาจารย์ของท่านบางท่านใจดีเสนอสอนอิตาเลียนให้ฟรี ท่านก็เรียน ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงญี่ปุ่นและจีนซึ่งใช้ตัวอักษรระบบเดียวกัน และทั้งนี้ยังไม่พูดถึงรัสเซียซึ่งท่านพยายามจะเรียนมาแล้วถึงสามครั้ง แต่ล้มเลิกไปในที่สุด ครั้นได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ของท่านว่า น่าจะมีคนศึกษาภาษาของเพื่อนบ้านเอเชีย (ที่ไม่ใช่จีน-ญี่ปุ่น)บ้าง ท่านก็เห็นด้วย แล้วตัวท่านเองก็เลือกเรียนภาษาไทย ด้วยเหตุผลว่าภาษาไทยมีตัวอักษรของตนเอง น่าตื่นเต้นกว่าภาษามลายูซึ่งใช้อักษรโรมันถ่ายเสียง จากไทยก็ลามไปถึงมลายู, สิงหล, เขมร, พม่า, และไทยถิ่นอื่นๆ ใครที่รู้จักอาจารย์อิชิอิก็จะรู้ถึงความรอบรู้ทางภาษาของท่าน เพราะเมื่อถามศัพท์อะไรก็ตามจากท่าน มักได้รับคำอธิบายมากกว่าคำแปล โดยเชื่อมโยงไปกับภาษาต่างๆ ที่ยืมคำกันไปมากว้างขวางมาก แล้วเลยทำให้เราจำศัพท์นั้นได้โดยอัตโนมัติ ความใส่ใจภาษาไทยของท่านนำท่านมาสู่ประเทศไทย คือแทนที่จะเรียนให้จบมหาวิทยาลัย ท่านกลับไปสมัครเป็นพนักงานของกระทรวงต่างประเทศ ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังไม่รวยเท่าปัจจุบัน ยินดีรับเงินเดือนต่ำๆ (คือ 18 เหรียญสหรัฐในช่วงนั้น) แต่เป็นตำแหน่งที่มีโอกาสมาประจำในประเทศไทย เงินเดือนต่ำเสียจนเจ้านายต้องบอกว่า กระทรวงไม่รังเกียจที่พนักงานระดับนี้จะไปหารายได้ทางอื่นด้วย (โดยสุจริตนะครับ) เพราะเงินเดือนที่กระทรวงจ่ายไม่พอกินแน่ ท่านใช้โอกาสนี้ในการเรียนทั้งภาษา, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์ และจิตใจของคนไทย ตลอดจนได้โอกาสร่วมมือกับนักวิชาการญี่ปุ่นตระเวนไปในภาคอีสานและอินโดจีน ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีถนนมิตรภาพ ผมออกจะประทับใจกับการเรียนภาษาต่างประเทศแบบญี่ปุ่นเอามากๆ เพราะพอพ้นระดับมัธยมไปแล้ว เขาไม่มานั่งสอนเอบีซีดีกันอีกต่อไป เช่น การเรียนภาษาอิตาเลียน อาจารย์บอกนักเรียนว่า เราจะมาอ่านดังเต (Dante) ด้วยกัน ... ครับดังเต ไม่ใช่ป้ากับปู่กู้อีจู้อิตาเลียน... แต่เนื่องจากนักเรียนยังอ่านอิตาเลียนไม่ออกสักคำ ฉะนั้น อาจารย์จึงเตรียมหนังสือให้สองเล่ม หนึ่งคือตำราเรียนภาษาอิตาเลียน และสองดังเต เอาไปเตรียมตัวเรียนได้ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เรียนด้วยตัวเองสิครับ พร้อมแล้วก็เริ่มอ่านดังเตกันเลยนับตั้งแต่ชั่วโมงแรก นอกจากนี้เด็กโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถูกบังคับให้อ่านประเภท "สวัสดีตอนเช้าครับ วันนี้อากาศดีนะครับ" หรือ "คุณมีพี่น้องกี่คน" กับการอ่านดังเต อันไหนจะดึงดูดให้เราอยากเรียนภาษานั้นๆ มากกว่ากัน การเรียนนั้นผู้เรียนต้องทำเอง ไม่เหมือนการสอนซึ่งคนอื่นทำให้ ฉะนั้น หากสอนกันมากๆ ก็ไม่ได้เรียนสักที ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาได้มากมายอย่างนี้ ท่านอาจารย์อิชิอิมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรียนภาษาต่างประเทศดังนี้ "สิ่งที่จำเป็นในการเรียนภาษาต่างประเทศอันดับหนึ่งคือ การมีแรงจูงใจที่สูงพอ และต่อไปได้แก่ความสำนึกอยู่เสมอว่า ในการศึกษาภาษาต่างประเทศ ต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่งยวด... เหมือนตักน้ำด้วยกระชอน... ใช่ว่ากระชอนจะใช้ตักน้ำมิได้ แม้เราอาจจะต้องตักถึงร้อยครั้ง ถึงจะได้น้ำปริมาณเท่าที่ใช้ขันตักเพียงครั้งเดียว..." การที่ท่านรู้ภาษาต่างประเทศอย่างดีหรืออย่างน้อยก็อย่างใช้การได้ตามประสงค์ตั้งหลายต่อหลายภาษานั้น ก็เพราะแรงจูงใจ คืออยากรู้ภาษานั้นด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลักดันให้เกิดความพากเพียรเหมือนตักน้ำด้วยกระชอน อันที่จริงแรงจูงใจหรือฉันทะเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ของการเรียนอะไรทุกอย่าง ไม่เฉพาะแต่เรื่องภาษาอย่างเดียว ระบบการศึกษาที่ไม่สร้างแรงจูงใจเลย จึงเต็มไปด้วยการสอบวัดผลเก็บคะแนน และความเคร่งเครียดที่ไร้ความสุขติดต่อกันเป็นแรมปี อย่างที่เด็กไทยเผชิญมาหลายรุ่นแล้ว แม้ท่านอาจารย์อิชิอิจะอ่านตำรับตำรามากมาย รวมทั้งอ่านหลายแขนงด้วย หรือแม้แต่งานวิจัยของท่านเอง ก็มีลักษณะผสมปนเปกันหลายต่อหลายศาสตร์ (จนตัวท่านเองรู้สึกว่าหาเอกลักษณ์ไม่ได้ เพราะไม่จัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งชัดเจน) แต่แหล่งเรียนรู้สำคัญที่ท่านคิดว่าขาดไม่ได้เลยคือคน การได้พบปะสนทนาและมีชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคมที่ตัวศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในทัศนะของอาจารย์อิชิอิ ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านไปเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยลอนดอน มีนักวิจัยญี่ปุ่นในอังกฤษเป็นร้อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะคร่ำเคร่งกับตำราในห้องสมุด และถ่ายเอกสารกลับบ้านไปเป็นหอบใหญ่ๆ หมด ไม่ได้ออกมาพบปะสนทนากับผู้คนสักเท่าไร จนกระทั่งคนอังกฤษมักเรียกนักวิจัยญี่ปุ่นว่า Mr.Xerox แต่ใครที่รู้จักท่านอาจารย์อิชิอิก็จะพบว่า ท่านไม่ใช่นักวิจัยประเภทนั้นเลย แต่สนุกในการสนทนาซักถามกับผู้คนทุกระดับ นับตั้งแต่นักปราชญ์ไปถึงคนเดินถนน คนมีความสำคัญอย่างไรในความคิดของท่าน มีข้อเขียนอยู่อีกตอนหนึ่งของอาจารย์อิชิอิที่ผมประทับใจ ในฐานะนักศึกษาด้านวัฒนธรรม ซึ่งได้เดินทางไปในดินแดนต่างๆ อย่างกว้างขวาง ท่านอาจารย์เข้าใจอย่างดีถึงมิติที่แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คน แต่ "ประสบการณ์หลายต่อหลายอย่าง ยังทำให้ผมค้นพบความจริงว่า ท่ามกลางความหลากหลายของมิติทางวัฒนธรรมนั้น มีโลกแห่ง "ความเป็นมนุษย์" เป็นจุดเชื่อมโยงถึงกันอยู่ การเดินทางเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิตด้วยเหตุนี้" อาจารย์อิชิอิเคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนาไทย นอกจากความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ที่ท่านได้จากการห่มผ้าเหลืองแล้ว ผมคิดว่าท่านได้ชีวิตสมถะไปด้วย "การใช้ชีวิตโดยมีผ้าสามผืนหุ้มร่างกาย รับประทานอาหารวันละสองมื้อ ทำให้ผมได้รู้ว่า วิถีชีวิตปกติของมนุษย์เรานั้นมีสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่มากมายเหลือเกิน..." มากมายเกินบริโภคนิยมของสังคมญี่ปุ่นไปมากทีเดียว ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านซื้อรถญี่ปุ่นคันหนึ่งมาใช้ และก็ใช้ได้ดีมากเพราะไม่ก่อปัญหาอะไรกับท่านมาหลายปี ทำให้ท่านถูกเซลส์ของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อนั้นรบกวนอยู่เสมอ เพราะพยายามเสนอขายรถรุ่นใหม่ให้แก่ท่านตลอดมา ท่านต้องบอกเซลส์ของบริษัทนั้นว่า บริษัทคุณทำรถมาดีเหลือเกิน ใช้มานานแล้วแต่ก็ยังใช้ได้ดีเหมือนเดิม จึงไม่รู้จะซื้อคันใหม่ทำไม ถ้าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้บวชในเมืองไทย แล้วนำเอาคติชีวิตเรียบง่ายของชาวพุทธกลับไปญี่ปุ่นเหมือนท่าน ป่านนี้บริษัทรถญี่ปุ่นคงเจ๊งไปหลายยี่ห้อแล้ว โดยส่วนตัวผมเอง ถือเสมอมาว่าเป็นบุญวาสนาอย่างหนึ่งที่ในชีวิตนี้ได้รู้จักและนับถือท่านอาจารย์อิชิอิ ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการที่มีความสามารถอย่างเดียว เพราะข้อนั้นคงเก็บเกี่ยวได้พอสมควรจากงานวิชาการของท่าน ในภาษาที่พออ่านออก ที่เหนือกว่านั้นคือได้รู้จัก และได้รับความเมตตาจากมนุษย์คนหนึ่ง ที่นับถือกราบไหว้ได้สนิทใจ เป็นแบบอย่างของการดำรงชีวิต ซึ่งอาจทำตามได้ไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นเหมือนหลักที่หมายทางอุดมคติสำหรับการทะเยอทะยานไปในทางที่ "ดี" หน้า 91
|