หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความกล้า

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีที่หนังสือเรื่อง Profiles in Courage ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์อันทรงเกียรติ อดีตประธานาธิบดี และสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เขียนหนังสือเล่มนั้นขึ้นในขณะที่เขาพักฟื้นจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง จึงนับว่าเขามีความกล้าสมกับที่เขียนถึงประวัติของวุฒิสมาชิก 8 คนของสหรัฐ ซึ่งมีความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่การกระทำนั้นจะนำไปสู่การถูกตำหนิและสูญเสียความนิยมจากผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

ในอีกนัยหนึ่ง พวกเขากล้าที่จะยกประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาวไว้เหนือของตนและของคนบางส่วนในระยะสั้น ความกล้าเช่นนั้นโดยเฉพาะในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเป็นปัจจัยที่มักส่งนักการเมืองให้เป็นรัฐบุรุษ

ประธานาธิบดีเคนเนดีถูกยิงตายหลังจากดำรงตำแหน่งอยู่ได้ไม่ถึง 3 ปี จึงยากที่จะคาดว่าเขาจะทำอะไรอีก หากเขามีชีวิตอยู่ต่อไป สิ่งที่ชาวอเมริกันในยุคนั้นมักจำได้คือ เขาจุดประกาย และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน สนใจในงานบริการสังคมมากขึ้น งานนั้นต้องการความกล้า บุคคลเช่นบิล คลินตันและภรรยา อาจแสวงหาทรัพย์สินได้มากมายหากพวกเขาสนใจหลังเรียนจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยล แต่กลับเลือกทำงานด้านบริการสังคม เพราะได้แรงบันดาลใจจากประธานาธิบดีเคนเนดี ซึ่งเปล่งคำอันเป็นอมตะออกมาในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2504 ว่า

“Ask not what your country can do for you; ask what you can do for your country.”

คำพูดนี้มีความหมายลุ่มลึกจนยากแก่การแปล แต่คงมีความหมายในทำนอง

“อย่าถามว่าประเทศชาติจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง จงถามว่าคุณจะทำอะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้าง”

จอห์น เอฟ. เคนเนดี สมัครใจทำงานบริการสังคมแทนงานด้านแสวงหาความมั่งคั่งทั้งที่เขามีโอกาสสูงมาก การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นความกล้า เพราะหากเขาเลือกที่จะแสวงหาความมั่งคั่ง โอกาสที่สังคมจะตำหนิติติงเขามีน้อย ตรงข้ามการทำงานบริการสังคมโดยเฉพาะในด้านการเมือง มักถูกโจมตีจากผู้ที่เสียประโยชน์ ในกรณีของประธานาธิบดีเคนเนดี ความกล้าพาเขาไปสู่จุดจบหลังอายุครบ 46 ปี เพียงไม่กี่เดือน

จากมุมมองนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยในปัจจุบัน มีความกล้าที่ออกมารับตำแหน่งทางการเมือง การรับตำแหน่งนี้ มีโอกาสถูกตำหนิติติง จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่สื่อจะชี้อย่างมีเหตุผลว่า งบประมาณที่รัฐบาลเสนอสำหรับปีต่อไป ไม่ตรงกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่รัฐบาลแถลง ว่าจะยึดเป็นหลักบริหารประเทศ ตรงข้ามมันเป็นการเน้นย้ำแนวคิดเศรษฐกิจตลาดเสรีชนิดที่เลวร้าย จากการเสริมด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งอาจทำให้ประเทศล่มเฉกเช่นบางประเทศในแถบละตินอเมริกา

มองจากมุมนี้ นายกรัฐมนตรียังไม่มีความกล้าสมกับคำพูดของท่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มีทั้งความถูกต้อง และเป็นยาขนานแท้ที่จะแก้ความเลวร้ายของระบบตลาดเสรีที่เสริมด้วยนโยบายประชานิยม

ช่วงนี้เมืองไทยตกอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงต้องการรัฐบาลที่มีความกล้าพอที่จะยึดความถูกต้องเป็นหลัก ดังนั้นจึงยากที่จะเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลไม่ดำเนินนโยบายตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและยกเลิกนโยบายประชานิยม ซึ่งรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่ทำ ตรงข้ามสิ่งที่พรรคและนักการเมืองได้แย้มออกมา ล้วนบ่งว่าพวกเขาจะพากันชูนโยบายอันเลวร้ายนั้นต่อไปอีก

สิ่งที่รัฐบาลนี้ควรจะมีความกล้าที่จะทำอีกอย่างหนึ่งได้แก่ การสนับสนุนให้มีการเก็บภาษีมรดก เพราะมันจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งนับวันจะเพิ่มขึ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าในสหรัฐ ภาษีมรดกได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐี เช่น บิล เกตส์ แต่ถูกต่อต้านจากเศรษฐี เช่น จอร์จ ดับเบิลยู บุช เนื่องจากจำนวนเศรษฐีมีน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ จึงมองได้ว่ารัฐบาลไทยคิดในแนวเดียวกันกับจอร์จ ดับเบิลยู บุช นั่นคือยกประโยชน์ของคนส่วนน้อยไว้เหนือความเป็นธรรมในสังคม

ไม่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้นที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โลกทั้งโลกก็กำลังตกอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อด้วย ภาวะนี้มีที่มาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และแต่ละคนยังพยายามบริโภคมากขึ้น แม้การบริโภคนั้นจะเกินความจำเป็นก็ตาม ปัจจัยทั้งสองนี้ทำให้โลกมีทรัพยากรไม่เพียงพอสำหรับทุกคนแล้ว การแย่งทรัพยากรกันทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ที่มีกำลังเหนือกว่ากับผู้ที่สู้ไม่ได้ทั้งภายในแต่ละสังคมและระหว่างประเทศ นำไปสู่ภาวะความไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นชนวนของสงครามและความขัดแย้งทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

เนื่องจากสาเหตุของปัญหามาจากความต้องการทรัพยากรจนเกินที่โลกจะมีให้ ทางแก้ไขคือการลดความต้องการนั้น ด้วยการลดจำนวนประชากร และลดการบริโภคของแต่ละคนลง ในขณะนี้ไม่มีทีท่าว่าผู้นำของโลก เช่น จอร์จ ดับเบิลยู บุช จะกล้าชักพาชาวโลกให้เดินไปในแนวนั้น ตรงกันข้ามเขากลับถูกครอบงำด้วยคำสอนจำพวกห้ามคุมกำเนิด และแนวคิดตลาดเสรีที่มุ่งบริโภคแบบสุดโต่ง

ร้ายยิ่งกว่านั้น เขามองไม่เห็นแม้กระทั่งความไม่เป็นธรรมในสังคมที่มีให้เห็นตำตาอยู่หน้าทำเนียบขาว ในรูปของชาวอเมริกันไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งนอนกันตามชายคาตึก ทางเท้าและสวนสาธารณะ และอาศัยถังขยะเป็นที่มาของอาหารเป็นบางส่วน

สำหรับในระดับประเทศไทย เมื่อทั้งรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งและรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งหน้า ขาดความกล้าที่จะพาสังคมไทยออกไปจากวงจรอุบาทว์อันเกิดจากระบบตลาดเสรี ที่เสริมด้วยประชานิยม และความไม่เป็นธรรมในสังคมที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันจึงขึ้นอยู่กับคนไทยโดยทั่วไปว่ากล้าพอที่จะไม่รอชนชั้นผู้นำ และจะหยุดเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากประเทศชาติต่อไปหรือไม่

สิ่งที่คนไทยน่าจะทำได้ทันทีโดยไม่จำเป็นที่จะต้องพากันออกไปทำงานบริการสังคมคือ คู่แต่งงานจำกัดการมีลูกไว้ที่ไม่เกิน 2 คน ผู้ที่ไม่แต่งงานหยุดการมีลูกโดยเฉพาะจากการผสมเทียม และทุกคนจำกัดการบริโภคให้อยู่ในระดับพอประมาณ ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของร่างกายและอยู่ในระดับที่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาสนับสนุน หากถามว่าผู้เขียนเองถือปฏิบัติตามคำเสนอแนะนี้หรือไม่ คำตอบคือ “แน่นอนครับ !”