|
||||||||||||||
|
Dirt :
ปฐพีพิโรธ (1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3913 (3113) ในการค้นคว้าหาปัจจัยที่ทำให้สังคมรุ่งเรืองและล่มสลาย ดินมักถูกมองข้ามทั้งที่ผู้ค้นคว้าชาวตะวันตกจำนวนมาก ใช้วิธีศึกษาสิ่งที่ได้มาจากการขุดดิน ยิ่งกว่านั้นดินยังมีนัยที่ฝังลึกอยู่ในฐานความคิดของ ชาวตะวันตกอีกด้วย เช่น ตามคัมภีร์ของศาสนาของสังคมตะวันตก ชื่อของมนุษย์คนแรก "อะดัม" มีรากมาจากภาษาฮีบรู adama ซึ่งแปลว่า "ดิน" ส่วน "อีฟ" ซึ่งบางคัมภีร์บ่งว่าพระเจ้าสร้างขึ้นจากกระดูกซี่โครงของอะดัมนั้นแปลมาจากคำว่า hava คำนี้เป็นภาษาฮีบรูเช่นกัน และมีความหมายว่า "ชีวิต" ดินจึงเป็นต้นกำเนิดของชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนโลก นอกจากนั้นรากของภาษาตะวันตก ยังสะท้อนความสำคัญซึ่งดินมีต่อชีวิตอีกด้วย นั่นคือ "คน" หรือ homo ในภาษาละตินมีรากมาจากคำว่า humus ซึ่งแปลว่า "ดินที่มีชีวิต" อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ David R. Montgomery แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ไม่มองข้ามความสำคัญของดิน และได้ศึกษาการใช้หน้าดินของสังคมในอดีต และในปัจจุบัน เพื่อค้นหาบทเรียนสำคัญ สำหรับทำนายวิวัฒนาการของสังคมในอนาคต เขาพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดของเขาออกมาเป็นหนังสือขนาด 285 หน้าเมื่อตอนต้นปี 2550 ชื่อ Dirt : Erosion of Civilizations ผู้เขียนใช้บทแรกนำเข้าสู่เรื่องราวของดินซึ่งถูกมองข้ามทั้งที่มันมีความสำคัญไม้น้อยกว่าธาตุอื่นอีก 3 ธาตุ นั่นคือ น้ำ ลม และไฟ และสังคมตะวันตกเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาจากดินและในบั้นปลายจะกลับไปสู่ดินอีกครั้ง ในการศึกษาวิวัฒนาการที่นำไปสู่ความล่มสลาย ของสังคมในอดีต นักประวัติศาสตร์ศึกษาปัจจัยหลายอย่าง เช่น สงคราม ความขัดแย้งภายใน โรคร้าย การทำลายป่าและความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ แต่ไม่มีใครให้ความสนใจกับบทบาทของดิน ผู้เขียนเห็นว่า จริงอยู่ปัจจัยเหล่านั้นมีความสำคัญยิ่ง แต่หากศึกษาลงไปให้ลึกจริงๆ แล้ว วิธีใช้ดินของสังคมเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและ มักเป็นตัวบ่งบอกระยะเวลาว่าสังคมเหล่านั้น จะอยู่ได้นานสักเท่าไร อารยธรรมโบราณมักวิวัฒน์ไปในแนวเดียวกัน นั่นคือ เริ่มด้วยการทำเกษตรกรรมบนพื้นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ การผลิตอาหารได้มากสนับสนุนให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนในที่สุดเกินความสามารถในการผลิตอาหารของพื้นที่ราบนั้น การผลิตอาหารต้องขยายขึ้นไปตามไหล่เขา และพื้นที่ซึ่งมีความลาดชันสูง การตัดต้นไม้และทำลายพืชคลุมดิน ในพื้นที่ใหม่นำไปสู่การสูญเสียผิวดินอย่างรวดเร็วจากการกัดเซาะของน้ำและลม เมื่อเวลาผ่านไปการใช้พื้นดินเพื่อการเกษตรซ้ำแล้วซ้ำอีกนำไปสู่การจืดของดินพร้อมๆ กับการสูญผิวดินจนปลูกพืชผลได้น้อยลง เมื่อปราศจากพื้นดินใหม่สำหรับขยายการผลิตอาหาร สังคมมีความกดดันจากการแย่งชิงกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดความอ่อนแอซึ่งนำไปสู่ความล่มสลายเมื่อมีภัยจากศัตรูและภัยธรรมชาติ เช่น ความแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้ผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอ ในยุคปัจจุบันคนส่วนมากมักเชื่อกันว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เช่น ปัญหาดินจืดอาจแก้ได้ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี และเมื่อที่ดินสูญหายไปจากการพังทลายหรือการกัดเซาะของน้ำและลมอาจแก้ได้ด้วยการค้นหาพันธุ์พืชใหม่ที่มีผลผลิตสูงขึ้น แต่ผู้เขียนมองว่านั่นจะเป็นการแก้ปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้เพราะหากมนุษย์เรายังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และเรายังไม่ปกปักรักษาเนื้อดินที่เราใช้ผลิตอาหารอย่างเหมาะสม ซ้ำร้าย ยังนำที่ดินดีๆ ที่ใช้สำหรับผลิตอาหารไปใช้สร้างบ้านสร้างเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีจะไม่มีวันแก้ปัญหา อันเกิดจากการมีที่ดินไม่เพียงพอได้ตลอดไป ในบทที่ 2 ผู้เขียนพูดถึงกระบวนการเกิด บทบาทและการสูญหายไปของดิน ด้วยการ เล่าเรื่องราวของชาร์ล ดาร์วิน ปราชญ์ผู้ก่อตั้งทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แต่ในบริบทของการเกิดดินเขาไม่ได้อ้างถึงทฤษฎีอันโด่งดังนั้น หากพูดถึงการศึกษาของชาร์ล ดาร์วิน เกี่ยวกับบทบาทของไส้เดือนในการสร้างดินดีๆ ที่เหมาะสำหรับปลูกพืชให้แก่อังกฤษ นั่นคือ ไส้เดือนจำนวนมากจะย่อยดิน หินก้อนเล็กๆ ทรายและใบไม้ที่มันกินเข้าไปแล้วนำขึ้นมาถ่ายไว้บนผิวดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากการเก็บมูลของไส้เดือนมาชั่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ชาร์ล ดาร์วิน พบว่าในแต่ละปีบนเนื้อที่ 1 เอเคอร์ หรือ 2.5 ไร่ ไส้เดือนจะย่อยสิ่งต่างๆ แล้วนำขึ้นมาถ่ายไว้บนผิวดินถึง 10-20 ตัน มูลของมันทับถมกันเป็นหน้าดิน ซึ่งมีทั้งแร่ธาตุและสารอินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด นอกจากนั้น ชาร์ล ดาร์วิน ยังพบด้วยว่า นอกเหนือจากจะสร้างหน้าดินตามกระบวนการนั้นแล้ว ไส้เดือนยังทำให้หน้าดินเลื่อนไหลลงจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำเนื่องจากมูลของมัน ที่กองกันอยู่บนผิวดินจะถูกชะล้างและไหลไปกับน้ำฝน เขาคำนวณว่าในหนึ่งปีไส้เดือนจะทำให้ดินในอังกฤษและสกอตแลนด์เลื่อนไหลไปราว 500 ล้านตัน การไหลลงไปสู่ที่ต่ำ หรือสูญหายไปจากที่เดิมของหน้าดินนั้น นำไปสู่การลอยตัวขึ้นมาของหินที่อยู่ใต้ดินตามกระบวนการทางธรณี ที่เปลือกโลกจะต้องแสวงหาความสมดุล เมื่อหินนั้นถูกลมฟ้าอากาศเป็นเวลานานเข้า มันก็จะค่อยๆ ผุกร่อนและแตกสลายกลายเป็นกรวดทรายและในที่สุดก็เป็นดินขึ้นมาแทนดินเก่าที่หายไป กระบวนการนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้าจนเราไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า และชั้นหน้าดินจะหนาขึ้น หรือบางลงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานที่ หากดินใหม่เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าดินที่หายไป ชั้นหน้าดินตรงนั้นย่อมจะหนาขึ้น ตรงข้ามหากดินใหม่เกิดได้ช้ากว่าการหายไปของดินเก่า ชั้นหน้าดินตรงนั้นย่อมบางลง ในกระบวนการดังกล่าวนี้มีปฏิกิริยา ทางเคมีเกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วย ทั้งกระบวนการเกิดดิน และปฏิกิริยาทางเคมีมีผลสำคัญต่อวิวัฒนาการของพืชและสัตว์ท้องถิ่น ซึ่งจะสะท้อนลักษณะของดินในแต่ละท้องที่ เนื่องจากดินมีแร่ธาตุ และจุลินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตต้องการและดูดซับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไว้เมื่อมันตายและเน่าเปื่อยลง ดินจึงมีลักษณะของวงจรมงคลอันเป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่างสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น หิน กับสิ่งที่มีชีวิตบนเปลือกโลก และเป็นฐานสำคัญยิ่งของการผลิตอาหารผ่านการทำเกษตรกรรมของมนุษย์เรา แต่ในขณะเดียวกันวิธีทำเกษตรกรรมของเรา ก็มีผลต่อลักษณะของดินและสิ่งมีชีวิตในแต่ละท้องที่ด้วย เช่น การไถและการใช้สารเคมีฆ่าจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมากรวมทั้งไส้เดือนด้วย การไถทำให้หน้าดินถูกกัดเซาะด้วยน้ำ และลมจนสูญหายไปได้ง่ายขึ้นโดย เฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีความเอียง และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลานานนำไปสู่การเกิดโรคและศัตรูพืช เป็นต้น ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมจะอยู่ได้นานเท่าไร ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาที่ดิน และเนื้อดินให้อยู่ในปริมาณ และสภาพที่สามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอแก่ ความต้องการ แต่ในปัจจุบันนี้ปัญหาเกี่ยวกับขาดแคลนที่ดิน มักไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก ทั้งนี้เพราะเรายังไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า หน้าดินบนผิวโลกได้สูญศักยภาพในการผลิตอาหารไปมากน้อยเพียงไร และเทคโนโลยี จะสามารถทดแทนส่วนที่สูญหายไปนั้นได้ทั้งหมดหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้นำไปสู่การถกเถียงกันอย่างเข้มข้นว่า เราควรจะทำอย่างไรไม่ต่างกันกับกรณีของภาวะโลกร้อน นั่นคือ ในขณะที่นักวิชาการพยายามค้นคว้าหาความแน่นอน ผู้แสวงหาประโยชน์ฉวยโอกาสอ้างถึง ความไม่แน่นอนนั้นเพื่อเป็นฉากกำบังสำหรับทำสิ่งต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต หน้า 46 Dirt : ปฐพีพิโรธ คอลัมน์ ผ่ามันสมองของชาวปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3914 (3114) บทที่ 3 และ 4 พูดถึงวิวัฒนาการของการเกษตรและอารยธรรม ใน 4 ส่วนของโลก คือ ในย่านตะวันออกกลาง ในทางตอนเหนือของจีน ในยุโรปตอนใต้ และในตอนกลางของทวีปอเมริกา ในย่านตะวันออกกลางข้อมูลบ่งว่าเมื่อราว 10,000 ปีที่ผ่านมาชาวพื้นเมือง ซึ่งดำเนินชีวิตด้วยการอพยพไปตามฤดูกาล เพื่อหาเก็บของป่า และล่าสัตว์มาเป็นเวลาช้านาน เริ่มค้นพบการปลูกพืช เช่น ข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ และรู้จักเลี้ยงสัตว์ เช่น แกะ และวัว การค้นพบนั้นนำไปสู่การตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งแบบถาวรขึ้นในลุ่มแม่น้ำ ยูเฟรติส ช่วงที่มันไหลผ่านพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซีเรียในปัจจุบัน การรู้จักปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์นำไปสู่ความสามารถในการผลิตอาหารเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากพืชและสัตว์ เป็นเสมือนหัวจักรซึ่งเสริมกันและกัน นั่นคือ สัตว์สามารถย่อยพืช เช่น ฟาง และหญ้า ให้เป็นนม และเนื้อ แล้วถ่ายส่วนที่เหลือออกมาเป็นปุ๋ย ให้กับพืช ความสามารถในการผลิตอาหารจำนวนมากนำไปสู่การเพิ่มของประชากร อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันประชากร ส่วนหนึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตอาหารอีกต่อไป หากใช้เวลาทำอย่างอื่นซึ่งนำไปสู่การค้นพบ สิ่งใหม่ๆ รวมทั้งการใช้ภาษาเขียนด้วย สิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นเป็นปัจจัยสำคัญของ การสร้างความก้าวหน้าและอารยธรรมขึ้น ในท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน ประชากรเหล่านั้นจำเป็นต้องแยกย้ายกันออกไปตั้งหลักแหล่งใหม่ เมื่อไม่สามารถขยายที่ดินเพื่อผลิตอาหารเพิ่มขึ้นได้ในย่านเดิม กระบวนการนี้นำไปสู่การครอบครองพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ และสร้างศูนย์กลางของประชากร หรือเมืองต่างๆ ซึ่งมีการบริหารจัดการในรูปของรัฐขึ้นมาในระหว่างแม่น้ำ ยูเฟรติสและไทกริส หรือในอิรักปัจจุบัน รัฐเหล่านั้นเป็นฐานของการสร้างความก้าวหน้า และการรุกรานกันเพื่อช่วงชิงทรัพยากร ไว้สำหรับสนับสนุนประชากรที่เพิ่มขึ้นของตน ในบรรดาความก้าวหน้าทั้งหลาย มีความก้าวหน้าสำคัญในด้านการเกษตร 2 อย่าง เกิดขึ้น ได้แก่ การประดิษฐ์ไถและการรู้จักใช้ระบบชลประทาน อย่างไรก็ตามความก้าวหน้านี้มีทั้งพรและคำสาป นั่นคือมันช่วยให้ผลิตอาหารได้มากขึ้นพร้อมๆ กับก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากการสูญเสียหน้าดินเร็วขึ้นและจากเกลือที่เหลือจากการชลประทาน เมื่อเวลาผ่านไปคำสาปนั้นค่อยๆ รุนแรงขึ้นทำให้ศักยภาพในการผลิตอาหารลดลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความอ่อนแอของสังคมและการล่มสลายของอารยธรรมในที่สุด จากลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสความก้าวหน้าทางด้านการเกษตรแพร่ขยายไปถึงลุ่มแม่น้ำไนล์อันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง และเป็นปัจจัยที่ทำให้พื้นที่แถบนั้นผลิตอาหารเลี้ยงชาวพื้นเมืองมาได้หลายพันปี แต่ในช่วง 200 ปีมานี้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงกับแม่น้ำไนล์ 2 ครั้ง ซึ่งสร้างปัญหามาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ การเริ่มสร้างระบบชลประทานเพื่อผันน้ำไป ใช้ปลูกฝ้ายเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่ความเค็มของดิน และการสร้าง เขื่อนยักษ์ที่อัสวันเพื่อปิดกั้นแม่น้ำเมื่อ 37 ปี ที่แล้ว นอกจากจะกั้นน้ำไว้เพื่อใช้ในการชลประทานแล้ว เขื่อนนั้นกั้นเอาตมจากต้นน้ำเอาไว้ด้วย ตมนั้นมีความสำคัญเพราะมันเป็นปุ๋ยธรรมชาติและทับถมกันเป็นพื้นดินที่งอกออกไปจากปากแม่น้ำไนล์ ที่ดินนั้นเหมาะสำหรับทำเกษตรกรรมอย่างยิ่ง ตอนนี้อียิปต์จึงสูญทั้งปุ๋ยชั้นดีและที่ดินอันอุดม อียิปต์หัน มาใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเข้มข้น แต่ก็ผลิตอาหารได้เพียงจำกัดจึงต้องพึ่งอาหารจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนกล่าวถึงเมืองจีนเพียงสั้นๆ และ เน้นเพียงผลกระทบของการทำลายหน้าดิน อันเป็นต้นตอของความแห้งแล้งร้ายแรงและความล้มเหลวของเกษตรกรรมจนทำให้คน อดตายทางตอนเหนือของจีนกับภาวะน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำฮวงโหจนมีคนตายครั้งละเป็นล้านคน การเพิ่มของประชากรจีนทางตอนต้น ของแม่น้ำฮวงโหสร้างความจำเป็นให้พวกเขาต้องใช้ที่ดินทุกตารางนิ้ว เพื่อผลิตอาหารรวมทั้งที่ดินตามไหล่เขาและในที่ลาดชันด้วย การใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นโดยปราศจากการปรับปรุง และปกป้องรักษาอย่างเพียงพอทำให้น้ำและลมกัดเซาะหน้าดินได้ง่าย ดินที่ถูกกัดเซาะไปกลายเป็นตมในแม่น้ำฮวงโห จนแม่น้ำนั้นได้สมญาว่า "แม่น้ำเหลือง" ประชากรเพิ่มขึ้นต่อไปในขณะที่ศักยภาพของดินในการผลิตอาหารลดลง เมื่อเกิดความแห้งแล้งติดต่อกันการขาดแคลนอาหารจึงหนักหนาสาหัส ถึงขั้นมีคนอดตาย ส่วนตมที่ละลายอยู่ในสายน้ำก็ค่อยๆ จมลงเป็นตะกอนที่ก้นแม่น้ำทำให้แม่น้ำตื้นและน้ำล้นฝั่งได้ง่าย ชาวจีน แก้ปัญหาด้วยการสร้างพนังขึ้นทั้งสองฝั่ง ของแม่น้ำ เนื่องจากตมที่จมลงใต้น้ำ ยังทำให้แม่น้ำสูงขึ้นต่อไป ชาวจีนจึงต้องเสริมพนังให้สูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเวลา ผ่านไปหลายพันปีกระบวนการนี้ทำให้ แม่น้ำเหลืองอยู่สูงกว่าผืนดินรอบๆ ฝั่งนับเป็นสิบเมตร ฉะนั้นทุกครั้งที่มีฝนตกหนักทางต้นน้ำและพนังพังทลายลง ชาวจีนจะ จมน้ำตายนับเป็นล้านคน บทที่ 4 พูดถึงการใช้ที่ดินของอารยธรรมกรีก โรมัน และมายาในทวีปอเมริกา ผู้เขียนไปได้เล่าถึงกระบวนการแพร่กระจาย ของความรู้ทางการเกษตร จากย่านตะวันออกกลางไปสู่แผ่นดินทางตอนใต้ ของยุโรป หากเล่าถึงการศึกษาหาข้อมูล จากสิ่งต่างๆ เพื่อจะยืนยันว่าอารยธรรม กรีกวิวัฒน์ไปตามวงจรของอารยธรรม ก่อนนั้น นั่นคือ ความสามารถในการผลิตอาหารจากพื้นที่ซึ่งเหมาะแก่การเกษตร นำไปสู่การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างความจำเป็นให้ชาวกรีกต้อง ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำพื้นดินมาทำการเกษตร แม้ชาวกรีกจะมีความรู้เรื่องการปรับปรุงและรักษาดินด้วยการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักพร้อมทั้งรู้จักปลูกพืชจำพวกมะกอกและองุ่นซึ่งเหมาะสำหรับพื้นที่ ตามไหล่เขาที่มีความสมบูรณ์ต่ำ แต่ความจำเป็นในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องใช้ที่ดินอย่างเข้มข้นขึ้นจนนำไปสู่การทำลายเนื้อดินยังผลให้มันค่อยๆ จืดลงบ้างและพังทลายหายไปบ้าง ความเสื่อมของดินนำไปสู่ ความอ่อนแอของอาณาจักรกรีกซึ่งในที่สุดถูกอาณาจักรโรมันยึดครองได้เมื่อ 146 ปีก่อนเกิดคริสตกาล เรื่องราวของอาณาจักรโรมันไม่ต่างจากอาณาจักรกรีกมากนักในด้านความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและ การใช้ที่ดินเข้มข้นขึ้นเพื่อผลิตอาหาร สิ่งที่แตกต่างออกไปได้แก่ชาวโรมมันรู้จักปรับปรุงดินโดยการใช้ปูนขาวและขี้เถ้า ผสมลงไปในเนื้อดินและการปลูกพืชหมุนเวียน นอกจากนั้นอาณาจักรโรมัน ยังแผ่ขยายออกไปถึงตะวันออกกลาง และทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ข้อมูลบ่งว่าชาวโรมัน ใช้ที่ดินเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงชาวโรมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนดินถูกทำลายทั้ง ในตัวอาณาจักรเองและในเมืองขึ้น ยิ่งกว่านั้นการพังทลายของหน้าดินจำนวนมาก ทำให้แม่น้ำบางสายไหลไม่สะดวกนำไปสู่ การเกิดแหล่งน้ำนิ่งตามหุบเขา แหล่งน้ำเหล่านั้นกลายเป็นที่เพาะพันธุ์ยุงซึ่งเป็น พาหะของเชื้อมาลาเรีย ผู้เขียนไม่ได้ฟันธงลงไปว่าอะไรทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลายนอกจากการทำลายตัวเอง เมื่อศักยภาพในการผลิตอาหารตามไม่ทันการเพิ่มของประชากร นอกจากย่านตะวันออกกลางและจีนแล้ว ชาวมายาในอเมริกากลางสร้างอารยธรรมขึ้นหลังจากรู้จักปลูกข้าวโพดเมื่อราว 4,000 ปีที่ผ่านมา อารยธรรมมายารุ่งเรืองสูงสุดในเวลาไล่เลี่ยกับอาณาจักรโรมันถึง กับมีการสร้างพีระมิดเช่นเดียวกับอียิปต์ แต่พลเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งสร้างความจำเป็นให้ชาวมายาต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาปลูกข้าวโพดโดยเฉพาะ การทำไร่เลื่อนลอยบนไหล่เขา ความจืด และความสูญหายไปของเนื้อดินเป็นปัจจัย ที่นำไปสู่ความล่มสลายของอาณาจักรมายาก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะเดินเรือไปถึงทวีปอเมริการาว 500 ปี ก่อนจบบทนี้ผู้เขียนกล่าวว่าสังคมอาจ ไม่จำเป็นต้องล่มสลายเพราะการทำลายดินดังที่เขาเล่าถึง เขายกตัวอย่างชาวพื้นเมืองในหุบเขาโคลคาในเปรูมาเล่า ชาวพื้นเมืองที่นั่นทำการเกษตรติดต่อกันมากว่า 1,500 ปีบนที่ดินตามเนินเขา แต่ที่ดินนั้นยังไม่จืดและไม่พังทลายหายไป เพราะพวกเขาปรับพื้นที่ให้เป็นรูปขั้นบันได และไม่ไถดินก่อนปลูกพืช หากใช้วิธีขุดหลุมเล็กๆ แล้วหยอดเมล็ดลงไป พวกเขาปรับปรุง และรักษาดินด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสาน สลับกับการปลูกพืชหมุนเวียนพร้อมกับใช้มูลสัตว์และขี้เถ้าเป็นปุ๋ย หน้า 50 Dirt : ปฐพีพิโรธ (3) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3915 (3115) เนื้อหาของบทที่ 5 พูดถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากอารยธรรมที่ล่มสลายไปในอดีต มาจนถึงโลกปัจจุบัน หลังจากการรู้จักปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ได้แพร่กระจายออกไป ทั่วยุโรป ชาวยุโรปตะวันตก เดินเข้าสู่วงจรเดียวกันกับสังคมที่ล่มสลายไปก่อนนั้นแล้ว นั่นคือการผลิตอาหารได้มากทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความจำเป็นต้องหาที่ดินมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดนำไปสู่การ ตัดต้นไม้ตามไหล่เขาเพื่อเอาที่ดินมาผลิตอาหาร ความต้องการที่ดินมีสูงมากและเป็นปัจจัย ก่อให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ หลายอย่าง เช่น การขัดแย้งรุนแรงในศาสนาคริสต์ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนผู้ต้องการ ที่ดินจำนวนมหาศาลที่อยู่ในครอบครองของนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีที่ดินมากกว่าชนชั้นขุนนางเสียอีก แม้ชาวยุโปรตะวันตกจะ พยายามปรับปรุงดินด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้ง การเลิกใช้ที่ดินผืนใหญ่ๆ เพื่อเลี้ยงสัตว์ร่วมกันและแบ่งที่ดินนั้นให้เป็นสมบัติส่วนตัวของ เอกชนและชาวฮอลันดา ก็เป็นปัญหาด้วยการ ค้นคว้าหาวิธีนำผืนดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมาใช้ในการเพาะปลูก แต่การเพิ่มของประชากรอย่างไม่หยุดยั้ง ยังทำให้ที่ดิน ไม่เพียงพอก่อให้เกิดความยากจนอย่างแพร่หลาย ความยากจนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติเพื่อกำจัดชนชั้นขุนนางในฝรั่งเศส และการอพยพขนานใหญ่ไปตั้งหลักแหล่ง ในทวีปอเมริกา การแสวงหาเมืองขึ้นหลังจากคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ไปพบทวีปนั้น ความยากจนในยุโรปเป็นแรงจูงใจให้ปราชญ์พยายามค้นหาสาเหตุและทางแก้ไข นักบวชชื่อ โทมัส มัลทัส เชื่อว่าการเพิ่ม ของประชากรอย่างไม่หยุดยั้งเป็นสาเหตุ เบื้องต้น ฉะนั้นการแก้ปัญหาจะต้องมาจาก การจำกัดจำนวนประชากร แต่ความเชื่อนั้น ถูกต่อต้านอย่างหนักจากศาสนาบางนิกาย และฝ่ายที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ทั้งสองฝ่ายจึงถกเถียงกันมาจน ทุกวันนี้ซึ่งเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ต่อมา คาร์ล มาร์ก และฟรีดริก เองเกลส์ เสนอให้แก้ปัญหาด้วยระบบคอมมิวนิสต์นั่นคือ ให้รัฐยึดทรัพย์สินส่วนบุคคลทั้งหมดมาเป็นของกลาง แล้วเป็นผู้ออกคำสั่งในด้านเศรษฐกิจทั้งหมด ผู้เขียนอ้างว่าการปฏิวัติเพื่อนำระบบคอมมิวนิสต์ไปใช้ในรัสเซีย และในจีนสำเร็จ ได้ด้วยปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างเดียวกันนั่นคือ ผู้นำสัญญาว่าจะหาที่ดินมาแจกจ่ายให้คนจนอย่างทั่วถึง แม้ในยุคนี้จะไม่มีการแสวงหาอาณานิคม แต่การแสวงหาที่ดินเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งยังมีอยู่ และมีผลไม่ต่างกับในอดีตนั่นคือ ประเทศ กำลังพัฒนาจำนวนมากผลิตอาหารจาก การทำเกษตรกรรมเพื่อขายให้กับประเทศ ที่ก้าวหน้าแล้ว เกษตรกรรมนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่การพังทลาย การสูญหายของ หน้าดินพร้อมๆ กับการจืดและเค็มของเนื้อดินอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ประเทศก้าวหน้าสามารถซื้อหาทุกอย่างที่ตนต้องการได้ แต่ความยากจนอย่างแสนสาหัสยังแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนา นำไปสู่ การตัดไม้ทำลายป่ากันต่อไป และคนจนพยายามกดดันให้รัฐบาลหาที่ดินมาแจก ผู้เขียนเริ่มบทที่ 6 ด้วยการเล่าถึงการไป เห็นการตัดไม้ทำลายป่าดงดิบขนานใหญ่ในบราซิล เพื่อนำที่ดินมาปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งก่อให้เกิดการพังทลายและสูญหายของ หน้าดินอย่างน่าขนหัวลุก แต่การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่ของใหม่ มันเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา มาก่อนหากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ ชาวยุโรป ที่ไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกาเหนือก็ตัดไม้ทำลายป่า เพื่อสร้างอาณานิคม และปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายให้ประเทศเดิมของตน พืช 2 ชนิด ที่สร้างความร่ำรวยมหาศาล ให้แก่ชาวอาณานิคม ได้แก่ ยาสูบและฝ้าย การปลูกพืชสองอย่างนี้มีทั้งรางวัลและคำสาป นั่นคือมันสร้างความร่ำรวย ให้เจ้าของไร่จริง แต่มันใช้ธาตุอาหารมากกว่าพืชอื่นนับเป็น สิบเท่า ฉะนั้นการปลูกพืชเหล่านั้นติดต่อกันเพียงไม่นาน ธาตุอาหารในดินก็หมด ทำให้ที่ดินถูกละทิ้งและการแสวงหาแผ่นดินใหม่ดำเนิน ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนั้นการปลูกพืชทั้งสองอย่างต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เจ้าของไร่มักได้แรงงานมาจากการซื้อทาส จากแอฟริกา หรือไม่ก็ส่งเสริมให้ทาสสืบพันธุ์กันเองให้มีลูกมากๆ เมื่อดินจืด จนทำให้เจ้าของไร่บางคนไม่สามารถ ทำกำไรจากการปลูกฝ้ายและยาสูบได้ พวกเขาก็หันไปใช้วิธีผสมพันธุ์ทาสขาย ให้เจ้าของไร่อื่นๆ การมีทาสทำให้สังคมอเมริกันขัดแย้งกันร้ายแรงจนกลายเป็นชนวนของสงครามกลางเมือง ชาวอเมริกันแก้ปัญหาการจืด การพังทลายและการสูญหายไปของหน้าดินด้วยการขยายประเทศออกไปทางตะวันตกเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่ชาวบราซิลขยาย เข้าไปในดงดิบย่านป่าอะเมซอนอยู่ในปัจจุบัน แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่ถาวร ผู้เขียนชี้ว่า ทางออกมีอยู่แล้วทั้งในอดีต และปัจจุบัน แต่เราไม่ได้ใส่ใจกันเท่านั้นเอง เขากล่าวถึงการศึกษาที่พบว่า ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของบราซิล มีประวัติในการบำรุงรักษาดินเป็นอย่างดี เช่น การใช้ปุ๋ยหมักและมูลสัตว์ การปลูกพืชหมุนเวียน ชาวพื้นเมืองเหล่านั้นอยู่ได้เป็นพันปี โดยที่ที่ดินของเขาไม่จืดและพังทลายหายไป นอกจากนั้นยังมีหลักฐานที่ชี้บ่งด้วยว่า ชาวพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ก็เคยมีวิธีบำรุงรักษาดินที่ได้ผลดี สำหรับ ในปัจจุบันเขากล่าวถึงตัวอย่างของ ชาวอเมริกันในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานมานาน หลายร้อยปี แม้เขาจะไม่เอ่ยชื่อของคนกลุ่มนี้โดยตรง แต่เขาหมายถึงชนกลุ่มอามิชซึ่งยังไถไร่ไถนาด้วยม้าและบำรุงรักษาดินด้วยปุ๋ยคอกและการปลูกพืชแบบผสมผสาน และหมุนเวียน บทที่ 7 ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับ การสูญเสียเนื้อดินในเกือบทุกส่วนของโลก เริ่มด้วยในสหรัฐอเมริกาเอง ที่ราบกลางทวีปอเมริกาเหนือ เป็นดินซุยที่อุดมด้วยธาตุอาหารสำหรับพืช แต่ความซุยนั้นมีข้อเสีย เพราะมันอาจถูกฝนชะ หรือถูกลมพัดพาไปได้ง่ายถ้าไม่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่ ตามธรรมดาที่ดินนั้นปกคลุมด้วยหญ้าที่มีรากเหนียว มากจนเกินกว่าไถไม้ธรรมดาจะไถได้ แต่เมื่อชาวอเมริกันประดิษฐ์ไถเหล็กสำเร็จ พวกเขาก็แย่งชิงที่ดินนั้นมาจากชาวพื้นเมือง แล้วเอาไถเหล็กไถเพื่อใช้ปลูกพืช เช่น ข้าวสาลีและข้าวโพด เนื่องจากพืชเหล่านี้ ไม่คลุมดินไว้ได้ตลอดเวลา การสูญเสียหน้าดินจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อประมาณ 70 ปีกว่าๆ ทวีปอเมริกาเหนือประสบภาวะแห้งแล้งร้ายแรงติดกัน เป็นเวลานาน เมื่อปราศจากพืชปกคลุม หน้าดินก็ถูกลมพัดพาไปจนบางแห่ง ไม่มีหน้าดินเหลืออยู่เลย ชาวอเมริกัน ในย่านนั้นต้องพากันอดอยาก ส่วนมาก จึงอพยพหนีไปอยู่ที่อื่น ประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกาน่าจะ เป็นตัวอย่างที่ดี แต่ก็มักไม่มีใครใส่ใจ ทำให้พวกเขาประสบปัญหาหนักหนาสาหัส เช่นเดียวกัน เช่น สหภาพโซเวียตพยายามทำการเกษตรอย่างเข้มข้นในย่านเอเชียกลางด้วยการสร้างเขื่อนผันน้ำขนาดใหญ่ๆ ซึ่งกักน้ำที่ไหลลงทะเลสาบอารัล เมื่อไม่มีน้ำไหลลงทะเลสาบอารัลติดต่อกันเป็นเวลานาน ทะเลสาบนั้นก็เหือดแห้งไปเกือบหมด คงเหลือไว้เฉพาะที่ดินที่เค็มจัดและแห้งผากเป็นทะเลทราย ระบบนิเวศประสบความหายนะ การประมง และการเกษตรในย่านนั้น ล่มสลายทำให้ผู้คนต้องอดอยาก ปัญหาอันเกิดจากการสูญเสียหน้าดินเช่นนี้ มีเกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในออสเตรเลีย เอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา ซึ่งผู้เขียนนำรายละเอียดมาเล่ามากน้อยต่างกัน กระนั้นก็ตาม ชาวโลกยังหลงผิด คิดว่าการทำไร่ทำนาขนาดใหญ่ด้วย การใช้เครื่องจักรจะทำให้ผลิตอาหาร อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ผู้เขียนยืนยันว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะการศึกษาพบว่าการใช้ที่ดินแบบ ผสมผสานและการรักษาดินให้อยู่ในสภาพดีตามที่ เขากล่าวถึงจะสามารถผลิตอาหาร ได้มากกว่า ปัญหาของโลกในขณะนี้ ก็คือเราไม่มีที่ดินจะนำมาใช้เพิ่มขึ้นได้อีก ตรงข้ามกับโลกเริ่มสูญเสียที่ดินสำหรับ ใช้ในการเพาะปลูกมาหลายสิบปีแล้ว การสูญเสียเกิดจากการพังทลายบ้าง ถูกน้ำกัดเซาะไปบ้าง ลมพัดพาไปบ้าง หมดธาตุอาหารบ้าง และถูกนำไปใช้ ปลูกโรงงานและที่อยู่อาศัยบ้าง ฉะนั้น เขาเสนอให้รัฐบาลเข้าไปดูแลปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้เอกชน ที่มุ่งแสวงหากำไรในระยะสั้นดูแลปัญหา จะเกินแก้อย่างแน่นอน หน้า 46 Dirt : ปฐพีพิโรธ (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.สไว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3916 (3116) บทที่ 8 ครอบคลุมวิวัฒนาการ ของการใช้ดินเพื่อการเกษตร ซึ่งเริ่มจากวิธีที่อาศัยธรรมชาติ หรือเกษตรอินทรีย์ วิวัฒน์ไปสู่การใช้ปุ๋ยเคมีแล้ววกกลับมาถึงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ในยุคนี้อีกครั้ง ผู้เขียนเล่าถึงการไปทิเบต ซึ่งยังมีการเกษตรแบบดั้งเดิมหลงเหลือ อยู่ให้เห็นนั่นคือ การใช้ของเสียทุกอย่างจากพืช สัตว์ และคน ให้เป็นประโยชน์แก่การผลิตอาหาร ฉะนั้นสถานที่ขับถ่ายได้แก่สนามหลังบ้าน และผู้ที่มีหน้าที่ขจัดของเสียได้แก่หมู การเก็บของเสียไว้ใช้ในแนวนี้เคยมีอยู่ทั่วไป ในเมืองจีนถึงขนาดในบางจังหวัดมีการ สร้างส้วมสาธารณะเพื่อเก็บอุจจาระไปทำปุ๋ย การเกษตรเริ่มขึ้นในเมืองจีนหลังในตะวันออกกลางดังที่กล่าวถึงในตอนต้น เมื่อชาวจีนรู้จักปลูกข้าว แม้จีนจะค้นพบการเกษตรและพัฒนาภูมิปัญญาในการ ถนอมรักษาและใช้ดินแบบธรรมชาติ แต่ชาวจีนก็หนีไม่พ้นความอดอยากแสนสาหัสทุกครั้งที่เกิดฝนแล้ง ทั้งนี้เพราะประชากรจีน มีมากจนทำให้แต่ละคนมีที่ดินเพียงจำกัด จึงไม่สามารถผลิตอาหารเก็บไว้ในยามขาดแคลนได้ ในปัจจุบันนี้จีนสามารถผลิตอาหารได้มากขึ้นเพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ชาวจีนยังมักอดอยาก ทุกครั้งที่มีภาวะฝนแล้งเพราะประชากร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พื้นที่ทำกินลดลง จากการสูญเสียที่ดินดังที่เกิดขึ้นทั่วโลก การค้นพบว่าสารฟอสเฟตในธรรมชาติสามารถกระตุ้นให้พืชผลิตผลได้มากขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้เกษตรอินทรีย์เริ่มถูกละทิ้ง ในตอนแรกฟอสเฟตส่วนใหญ่ได้มาจาก ขี้นกที่สะสมกันบนเกาะนอกฝั่งของประเทศเปรู เมื่อเกือบ 200 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาซื้อขี้นกนั้นเป็นจำนวนมากจนภายในเวลาไม่ถึง 50 ปีขี้นกของเปรูก็หมด เกาะนาอูรูเป็นอีกเกาะหนึ่งซึ่งมีขี้นกทั้งเกาะและชาวเกาะขุดผขี้นกขายอยู่เป็นเวลาหลายสิบปี ต่อมานักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตสารฟอสเฟต และสารอื่นที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของพืช เช่น แอมโมเนีย ได้จากกระบวนการทางเคมี การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเข้ามาแทนที่ปุ๋ยคอกและเกษตรอินทรีย์แบบดั้งเดิม การใช้ปุ๋ยเคมี เป็นปัจจัยสำคัญของ "การปฏิวัติสีเขียว" (green revolution) ซึ่งช่วยให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารบางอย่าง ได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดด เช่น ข้าวโพด และข้าว การปฏิวัติครั้งนั้นสร้างความหวังให้แก่ ชาวโลกว่าจะสามารถผลิตอาหารได้อย่าง เพียงพอต่อความต้องการ แต่ความจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่ ความหิวโหยยังมีอยู่อย่าง แพร่หลายในโลก ทั้งนี้เพราะจำนวนประชากรยังเพิ่มขึ้น และที่ดินเพื่อการเกษตรยังสูญหายไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจาก ปุ๋ยเคมีต้องทำจากน้ำมันปิโตรเลียมและ ก๊าซธรรมชาติ ประเทศยากจนที่ละทิ้งการ ใช้เกษตรอินทรีย์แบบดั้งเดิมยิ่งต้องใช้เงิน ซึ่งหายากมากขึ้นซื้อปุ๋ยจากภายนอก ซ้ำร้ายยังต้องใช้เงินนั้น เพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ จากต่างประเทศด้วย เมื่อผลร้ายของเกษตรเคมีเริ่มปรากฏ อย่างแจ้งชัด ชาวโลกบางส่วนเริ่มหันไปศึกษาภูมิปัญญาดั้งเดิมอีกครั้ง ซึ่งปรากฏว่า ได้ผลดีไม่แพ้เกษตรเคมีโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านับต้นทุนที่แท้จริงในรูปของเงินสนับสนุน และการทำลายดินของเกษตรเคมี ในตอนนี้หลายแห่งในโลกจึงเริ่มส่งเสริมให้ฟื้นฟูดิน และกลับไปใช้วิธีเกษตรอินทรีย์อีกครั้ง นำโดยสหรัฐอเมริกา หลายประเทศในยุโรป และนิวซีแลนด์ บทที่ 9 เล่าเรื่องความล่มสลายของสังคมบนเกาะอีสเตอร์ซึ่งเป็นปริศนาแก่ฝรั่งที่เดินทางไปพบเมื่อเกือบ 300 ปีมาแล้วอยู่เป็นเวลานาน ชาวอีสเตอร์สามารถสร้างอนุสาวรีย์หิน ขนาดยักษ์ได้ แต่ล่มสลายไปราว 100 ปีก่อนที่ฝรั่งจะเดินทางไปถึง เนื่องจากผู้เขียนศึกษาวิวัฒนาการของสังคมจากมุมมองของการใช้ดินเข้า จึงเน้น ความเป็นไปในด้านนี้ซึ่งไม่ต่างจากสังคม ที่ล่มสลายไปก่อนนั้นมากนัก นั่นคือ ประชากรที่เพิ่มขึ้นกดดันให้ชาวอีสเตอร์ หาที่ดินมาผลิตอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การตัด ต้นไม้ใหญ่ๆ จนหมดเกาะทำให้พวกเขา ไม่สามารถสร้างเรือหาปลาทะเลอันเป็น แหล่งอาหารสำคัญได้ พวกเขาจึงหันมากินนกที่ทำรังบนเกาะ เมื่อนกหมดไปพวกเขา ก็ปลูกพืชได้น้อยลงเพราะไม่มีขี้นกทำปุ๋ย ความขัดแย้งอันเกิดจากการแย่งชิงอาหารกัน จึงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชาวเกาะนั้น เริ่มกินเนื้อกันเอง วิวัฒนาการในแนวนี้เกิดขึ้นตามเกาะต่างๆ โดยทั่วไปในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ก็ไม่ทุกเกาะ เพราะมีเกาะหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่าง ชื่อ ทิโคเปีย สังคมบนเกาะเล็กๆ นี้ไม่ล่มสลายไปเช่นบนเกาะอื่น เพราะพวกผู้นำมองเห็นความจำเป็นในการรักษาสมดุลอย่างเคร่งครัดระหว่างจำนวนประชากรกับทรัพยากรบนเกาะ ฉะนั้นพวกเขามีมาตรการคุมจำนวนประชากร แบบเข้มข้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น การไม่มีเพศสัมพันธ์ การทำแท้ง การทำลายทารกเกิดใหม่ และการบังคับให้ประชาชนอพยพ ออกจากเกาะ นอกจากนั้นพวกเขายังทำลายสัตว์ที่สร้างความเสียหายให้แก่ สิ่งแวดล้อม เช่น หมู ผู้เขียนยกความเป็นไปในเกาะนี้ มาเป็นตัวอย่างว่า โลกเรา น่าจะต้องทำตามแนวนั้นหากต้องการ อยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน นอกจากเรื่องของเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว เขายกตัวอย่างความล่มสลายของพวกไวกิ้งบนเกาะไอซ์แลนด์มาเล่า สังคมไวกิ้งบนเกาะนี้ล่มสลายไปเพราะ ทำลายดินและสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้น ผู้เขียนจึงเล่าถึงเกาะเฮติและคิวบา ในทะเลแคริบเบียน เฮติเป็นสังคมที่ ล่มสลายอยู่ในปัจจุบันเพราะมีประชากร มากเกินไปและไม่สามารถบริหารจัดการที่ดินซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างเหมาะสม ส่วนคิวบาเคยปลูกอ้อยเพื่อขายให้ สหภาพโซเวียตและซื้อปุ๋ยเคมีจากที่นั่น หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ชาวคิวบาหันกลับมาใช้การเกษตรแบบ ดั้งเดิมเพื่อผลิตอาหารสำหรับตนเองอีก ความสามารถในการบริหารจัดการดิน โดยใช้ภูมิปัญญาเก่าช่วยให้ชาวคิวบา อยู่ได้โดยไม่ถึงกับอดอยากเช่นชาวเฮติ บทที่ 10 เป็นบทสรุป ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าทั้งที่ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน บ่งว่าโลกน่าจะมีประชากรมากเกินไปแล้ว ในขณะนี้ แต่ยังมีคนบางกลุ่ม เช่น บาทหลวงของศาสนาโรมันคาทอลิก ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเชื่อว่าโลกมีทรัพยากร มากพอที่จะสนับสนุนประชากรได้ถึง 4 หมื่นล้านคน ส่วนอีกทางขั้วหนึ่ง ซึ่งนำโดยนักธุรกิจชื่อดัง เทด เทอร์เนอร์ เชื่อว่าโลกไม่ควรมีประชากรเกิน 400 ล้านคน การถกเถียงกันอย่างเข้มข้น จึงยังมีต่อไปในขณะที่ปัจจัย 3 อย่าง กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมๆ กัน และจะ ชี้ชะตาว่าชาวโลกจะอยู่ได้นานอีกเท่าไร นั่นคือ ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรน้ำมัน หมดไป ทำให้มนุษย์ไม่สามารถผลิต ปุ๋ยเคมีได้อีก และการสูญเสียที่ดินเพื่อการเกษตร ผู้เขียนมองว่าโลกไม่น่าจะสนับสนุน การเพิ่มของประชากรได้ นอกจากนั้นเขายังไม่เชื่อว่าเทคโนโลยี จะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารได้ เมื่อที่ดินไม่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นเขามองว่า นอกจากการจำกัดจำนวนประชากรแล้ว เราจะต้องดูแลที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง ลดการใช้สารเคมีและการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งขายไปทั่วโลก แล้วพร้อมใจกันหันกลับมาใช้การเกษตรแบบผสมผสานและการถนอมรักษาดิน ดังกับว่ามันมีค่า ปานทองคำ ข้อสังเกต - แม้จะมีขนาดราวครึ่งหนึ่ง ของ Collapse : How Societies Choose to Fail or Succeed ของ Jared Diamond หนังสือเล่มนี้มีค่าไม่ต่ำกว่าเล่มนั้นในการชี้ให้เห็นวิวัฒนาการของสังคม จากจุดเริ่มต้นไปจนถึงวันล่มสลาย ผู้เขียนพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าความล่มสลาย ของสังคมในอดีตน่าจะให้บทเรียนแก่ ชาวโลกแบบปฏิเสธไม่ได้ แต่พวกเรา ก็ดูจะไม่ใส่ใจเท่าไรนัก จริงอยู่ มีผู้มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนประชากร ถนอมรักษาทรัพยากรสำคัญ เช่น ดิน ไม่รังแกระบบนิเวศ และกลับไปใช้การเกษตรแบบผสมผสานมากขึ้น แต่วิวัฒนาการที่กำลังเกิดขึ้นอาจนำโลก ไปสู่จุดพลิกผันไปในทางล่มสลายแบบ กู่ไม่กลับในเวลาไม่นานนักดังที่ Irvin Laszlo เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง The Chaos Point คอลัมน์นี้เคยนำบทคัดย่อ ของ Collapse และ The Chaos Point มาเสนอแล้วและได้รวมพิมพ์ไว้ในหนังสือเรื่อง "กะลาภิวัตน์" หน้า 50
|