หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แรงฉุดสำคัญ…เศรษฐกิจแดนมังกร

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เศรษฐกิจแดนมังกรเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างมากมายในขณะนี้ครับ ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เรียกว่าใครที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมวงไพบูลย์นี้ได้ ก็จะตกขบวนรถไฟแห่งผลประโยชน์กันเลยทีเดียวครับ จนเกิดคำถามที่ว่า ร้อนแรงกันเสียขนาดนี้ จะมีอะไรที่ยั้งอยู่หรือไม่

แท้จริงแล้ว เหรียญทุกเหรียญย่อมมีสองด้านด้วยกันทั้งสิ้นครับ มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เพราะการเติบโตที่ร้อนแรงจนเกินไป ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Overheated" จนกลายเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ในการดำเนินงานของกิจการที่เข้าไปลงทุนในเมืองจีน ว่าในระยะยาวจะยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตระดับนี้ ไว้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

สิ่งที่กิจการข้ามชาติ มักจะให้ความสำคัญและคำนึงถึงมากๆ เลยก็คือ เรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา การคอร์รัปชัน หรือปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก จึงพยายามหาแนวทางมาป้องกัน และลดความเสี่ยงจากปัจจัยดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา

แต่สิ่งหนึ่งที่กิจการเหล่านี้ มักลืม หรือมองข้ามไป ทั้งๆ ที่ปัญหานี้เสมือนกับจะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่รอคอยวันที่จะทำลายศักยภาพของประเทศ นั่นคือ ความเสี่ยงทางด้านของสภาพแวดล้อม ที่นับวันจะเสื่อมโทรมมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากไม่สามารถพัฒนาได้ทันกับการเติบโตที่รวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจ

ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำเสียและไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรม อากาศเป็นพิษ ดินถล่ม พลังงานไฟฟ้าขาดแคลนโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร เดินทางขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ยังไม่พร้อมพอที่จะรองรับกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทุกวินาทีครับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ถูกมองว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากในระยะเวลาอันใกล้ทีเดียว

โดยในรายละเอียดของประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อม ที่เป็นประเด็นหลัก ประกอบด้วย เรื่องของ น้ำ ที่ซีเรียสมากๆ ก็คือ ความไม่เพียงพอของน้ำ ที่แม้ว่าปริมาณสำรองของน้ำในจีน จะมีมากเป็นถึงอันดับหกของโลก รองจากบราซิล แคนาดา รัสเซีย อเมริกา และอินโดนีเซีย แต่ก็ยังไม่พอกับการเติบโตร้อนแรงขนาดนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำมากก็ตาม แต่ก็ขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรน้ำไปยังท้องที่ต่างๆ ซึ่งมีอัตราการกระจุกตัวของธุรกิจอุตสาหกรรมแตกต่างกัน

โดยจากรายงานของหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ปรากฏว่า สองในสามของเมืองอุตสาหกรรมในจีน กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในขณะนี้ ถึงกับอาจจะต้องใช้การปันส่วนน้ำกันทีเดียว

ยังไม่ได้คิดถึงน้ำที่ต้องใช้ในการเกษตร และการอุปโภคบริโภคของประชาชนเลยนะครับ ซึ่งหากรวมการใช้น้ำของประชาชนจำนวนมหาศาลเข้าไปด้วยแล้ว ตอนนี้รัฐบาลและธุรกิจต้องกุมขมับทีเดียว

ถัดมาที่มีปัญหาไม่แพ้กัน ก็คือ ทางด้าน พลังงาน ทั้งไฟฟ้า และน้ำมัน ซึ่งมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างรวดเร็ว จนปริมาณผลิตไม่สามารถตามทัน ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าติดๆ ดับๆ ตลอดเวลา ส่งผลต่อสายการผลิตและประสิทธิภาพในการผลิตอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันจีนก็พยายามเพิ่มการผลิต โดยใช้พลังงานจากถ่านหินที่ตนเองมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จะก่อให้เกิดปัญหาด้านความเสื่อมโทรม ของสภาพแวดล้อมตามมาครับ

นอกจากนี้ ความไม่พอเพียงด้านระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงข่ายการขนส่ง ที่ระบบถนน รถไฟ และการขนส่ง ยังไม่ได้เชื่อมโยงเครือข่ายทั่วทั้งประเทศ และมาตรฐานก็ยังแตกต่างกัน ส่งผลให้ระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศยังแย่อยู่ สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางการเดินทางขนส่งก็มีมากขึ้นทวีคูณ ซึ่งจากสถิติบ่งชี้ว่า อุบัติเหตุจากการเดินทางในจีนมีอัตราสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อซัพพลายเชนของกิจการด้วย อาทิเช่น กรณีของกิจการค้าปลีกหลายแห่ง ที่ยังไม่สามารถการันตีความรวดเร็วแน่นอน ของซัพพลายเชนของตนได้ ทำให้เรื่องของการจัดการคลังสินค้า สินค้าคงเหลือลดประสิทธิภาพลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

และที่สำคัญที่สุด คือ ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น ดังเช่น ในหลายหมู่บ้านของจีน ได้รับการขนานนามว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" เนื่องจากอัตราการเป็นมะเร็งของคนในชุมชนนั้น เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์กันเลย เพราะปัญหาน้ำเน่า อากาศเสีย จากการปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษของโรงงานออกมายังสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ซึ่งต้องไม่ลืมว่า คนเหล่านี้ก็คือ แรงงานที่สำคัญ และตลาดขนาดใหญ่ของธุรกิจนั่นเอง หากไม่มีคนเหล่านี้ ความได้เปรียบทางการแข่งขันของจีน ย่อมลดลงแน่แท้ทีเดียวครับ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระทางด้านงบประมาณสาธารณสุข ของประเทศในระยะยาวอีกด้วย แทนที่จะนำไปพัฒนาประเทศต่อไป

ดังนั้น กิจการที่เข้าไปลงทุนในจีน คงจะหวังพึ่งพาแต่รัฐบาลจีนอย่างเดียวไม่ได้ การรับมือกับปัญหาจึงต้องอาศัยความพยายามจากทุกกิจการเช่นกัน ซึ่งควรต้องใช้กลยุทธ์ในการรับมือ ทั้งสองด้าน ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ

เริ่มจากเชิงรับ คือการลดและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในระยะสั้น ทั้งการเพิ่มสวัสดิการให้กับพนักงาน ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ การกระตุ้นให้บุคลากรมีความใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการเก็บกวาดจัดการกับปัญหาด้านมลภาวะที่กิจการของตนเองกำลังก่อ ให้ลดน้อยลงมากที่สุด

ส่วนเชิงรุกนั้น นับว่ามีความจำเป็น ควรต้องมุ่งขจัดปัญหาในระยะยาว ดังเช่น บริษัทโคคาโคลา ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ในโรงงานผลิตขวดของตนในจีน ที่จะทำให้ปริมาณการสูญเสียน้ำจากกระบวนการผลิตแทบจะเป็นศูนย์ ลดภาระด้านทรัพยากรน้ำในอนาคต ส่วนจีอีก็ลดปริมาณการปลดปล่อยสารออกสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาปัญหาโลกร้อน รวมถึงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน ในการพัฒนาพลังงานจากถ่านหินที่ไม่มีการปล่อยสารพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีในการรีไซเคิลน้ำให้บริสุทธิ์กลับมาใช้ใหม่

ซึ่งประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องคำนึงถึง มิฉะนั้น สิ่งที่คาดหวังย่อมจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ความร่วมมือจากทั้งภาคธุรกิจ รัฐบาล และประชาชน จึงเป็นความจำเป็นอย่างมาก ในการขีดอนาคตของทั้งจีนและประชาคมโลก ที่มีส่วนร่วมในปรากฏการณ์ครั้งนี้ครับ