|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ความลักลั่นของเศรษฐกิจไทย
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร.วิรไท สันติประภพ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ภาครัฐได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกในห้าเดือนแรกของปีที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 18.4 และตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง และนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยกำลังจะเกิดผล นักเศรษฐศาสตร์ทั้งภาครัฐ และเอกชนหลายสำนัก ได้ปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจของปี 2550 ขึ้นอีกร้อยละ 0.5-1.0 และต่างพูดกันว่าปีหน้าจะสดใสยิ่งขึ้น และที่ตื่นตาตื่นใจก็คือ ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50 จุด ภายในหนึ่งอาทิตย์ คนไทยหลายคนคงสงสัยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังสดใสจริงหรือ และคงมีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าสภาวะเศรษฐกิจประจำวันที่เผชิญอยู่ไม่ได้ดีขึ้น หลายคนอาจจะพบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากขึ้นด้วยซ้ำไป
ถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมที่คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 ในปี 2550 และคงจะไปถึงร้อยละ 5-6 ในปี 2551 ก็ไม่ผิดที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่หลายคนคิด แต่ถ้าดูข้อมูลเศรษฐกิจในรายละเอียดแล้ว ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีความลักลั่นอยู่มาก ผมชอบคำว่า "ลักลั่น" แม้ว่าอาจจะดูเชยไม่ร่วมสมัย เพราะคำว่า "ลักลั่น" สำหรับผมแล้วหมายความว่า แต่ละส่วนไม่สอดคล้องกัน ไม่สมดุล ไม่ปกติ และถ้ามีความลักลั่นต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็มีโอกาสที่จะสะดุด เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ทำไมผมถึงว่าเศรษฐกิจไทยลักลั่น ถ้ามองจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคก็จะเห็นได้ไม่ยากนัก ข้อมูลแหล่งที่มาของการขยายตัว ของรายได้ประชาชาติ หรือ GDP ที่สภาพัฒน์ เปิดเผยออกมาถึงไตรมาสแรกของปีนี้นั้น (ดูตารางประกอบ) แสดงถึงความลักลั่นได้ชัดเจนที่สุด แม้ว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 4.3 ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวในปี 2548 และ 2549 เล็กน้อย แต่มีเพียงการส่งออกสุทธิเพียงเครื่องยนต์เดียวที่เข้าเกียร์ห้า ผลักดันให้ GDP ขยายตัว การบริโภคของภาคเอกชนที่เคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญในปี 2548 และ 2549 กลับอยู่ในเกียร์ว่างคือ มีส่วนช่วยให้ GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 แรงส่งจากการบริโภคลดลงจากกว่าร้อยละ 50 (2.3/4.8) ของการขยายตัวของ GDP ในปี 2548 เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 (0.7/4.3) ในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนการลงทุนทั้งการลงทุนในทรัพย์สิน และการลงทุนเพื่อเก็บสินค้าคงคลังนั้น กลับมีบทบาทติดลบเข้าเกียร์ถอยหลังอยู่ ถ้าเศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องบินที่มีสี่เครื่องยนต์หลัก แต่มีเพียงเครื่องยนต์เดียวที่เข้าเกียร์ห้า ในขณะที่เครื่องยนต์อื่นๆ เข้าเกียร์ถอยหลังหรือเกียร์ว่างอยู่ ผู้โดยสารทั้งหลายก็คงจะเห็นความลักลั่นได้ไม่ยากนัก และคงสงสัยว่าจะบินไปได้ไกลสักแค่ไหน คงต้องศึกษาคู่มือความปลอดภัยในกระเป๋าหน้าที่นั่งโดยละเอียด และรัดเข็มขัดระวังหลุมอากาศอยู่ตลอดเวลา เมื่อพิจารณาเครื่องยนต์การส่งออกสุทธิที่กำลังเดินหน้าอยู่ด้วยเกียร์ห้า จะพบว่ามีความลักลั่นอยู่ภายในเครื่องยนต์เองไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา จนแตะ 33 บาทกว่าไปแล้ว แม้ว่าการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปี จะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 18.4 แต่เป็นการขยายตัวในรูปเงินดอลลาร์ ถ้าจะคำนวณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในประเทศจากการส่งออกแล้ว ก็ต้องคิดในรูปเงินบาท ซึ่งพบว่าขยายตัวเพียงร้อยละ 7.5 เท่านั้น และถ้าดูให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็จะพบว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีนั้น เกิดขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่กลุ่ม อาทิเช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของค่าเงินบาทมากนัก เพราะต้องใช้วัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก็ถูกลงด้วยเช่นกัน และต้องตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า บริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ มักจะเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นการลงทุนมาจากต่างประเทศ ในทางตรงกันข้าม ถ้าดูผู้ส่งออกไทยๆ และผู้ส่งออกขนาดกลางแล้ว จะพบว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมพืชไร่ เกษตรแปรรูป อาหาร เฟอร์นิเจอร์ หรือที่ใช้แรงงานสูง เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า ต้องรับภาระจากค่าเงินบาทแข็งไปเต็มที่ ส่งผลให้รายได้ของผู้ผลิตไทยไม่ทรงก็ทรุด ต้องลดกำลังการผลิตลง จะกลับมาขายในประเทศก็ไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีกำลังซื้อจำกัด ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรบางกลุ่ม ผู้ผลิตต้องผลักภาระต่อลงไปสู่เกษตรกรด้วย จึงไม่แปลกใจที่ทั้งการจ้างงาน การบริโภค และการลงทุนที่เป็นของคนไทยยังดูไม่กระเตื้องเท่าไร กลายเป็นว่าเศรษฐกิจไทยที่บอกว่าแข็งแกร่ง และขยายตัวได้ดีจากการส่งออกสุทธินั้น เป็นการขยายตัวที่เกิดประโยชน์สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ในไม่กี่กลุ่มอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะเกิดประโยชน์แก่ผู้ผลิตไทยในวงกว้าง แล้วจะบอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่ลักลั่นได้อย่างไร ถ้าพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็จะพบความลักลั่นไม่น้อยเช่นกัน คนไทยที่ไม่ได้อยู่ในวงการหุ้น คงตั้งข้อสงสัยว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยกำลังสดใสจริงหรือ ฝรั่งจึงเอาเงินเข้ามามากมาย ส่งผลให้หุ้นขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เงินฝรั่งที่เข้ามาในเอเชีย และในประเทศไทยนั้นเป็นผลมาจากความลักลั่น ในระบบการเงินโลกที่มีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่สูงมาก และนักลงทุนต้องการเอาเงินออกจากสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ ที่มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เงินฝรั่งจำนวนไม่น้อยเป็นเงินระยะสั้นที่พร้อมจะถูกโยกย้ายไปตลาดต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงด้านการเมืองสูง ฝรั่งจะมาซื้อหุ้นไทยก็ต้องหักส่วนลดไว้มากหน่อย เมื่อความเสี่ยงด้านการเมืองลดลง หุ้นตัวเดียวกัน ฝรั่งก็ยินดีซื้อด้วยส่วนลดที่ต่ำลง ดังนั้น หุ้นไทยที่เพิ่มสูงขึ้นคงไม่ได้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง ของพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยเท่าไรนัก คงเป็นการปรับฐานในมุมมองของนักลงทุนฝรั่งมากกว่า ตลาดหุ้นไทยก็มีลักษณะความลักลั่นที่เกิดจากการกระจุกตัวไม่แพ้ในภาคการส่งออก บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 50 บริษัทแรกของตลาดหุ้นไทย หรือที่เรียกกันว่า SET-50 มีมูลค่าหุ้นรวมกันมากกว่าร้อยละ 75 ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด และกลุ่ม ปตท. เพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่ารวมกันกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด เวลานักลงทุนฝรั่งเข้ามาเลือกซื้อหุ้น มักจะซื้อหุ้นใหญ่ๆ ไม่กี่ตัว แต่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นได้หลายสิบจุด ในขณะที่หุ้นบริษัทขนาดกลางหรือขนาดเล็กไม่ค่อยวิ่งเท่าไร ช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในบ้านเราเกิน 30 บาทต่อลิตรไปแล้ว ถ้าดูผลกระทบต่อพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแล้ว เราควรกังวลไม่น้อยเพราะราคาน้ำมัน เป็นต้นทุนค่าขนส่งที่สำคัญ ของทุกอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และการบริโภคของภาคเอกชน แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมองว่าสดใส เพราะหุ้นกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะกลุ่ม ปตท. ที่มีสัดส่วนมูลค่าหุ้นสูงจะได้รับประโยชน์ ความลักลั่นของโครงสร้างตลาดหุ้นไทย และสภาพคล่องส่วนเกิน ในระบบการเงินโลกในเวลานี้ จึงทำให้หุ้นที่ขึ้นเอาๆ ไม่ค่อยสะท้อนสภาวะพื้นฐานที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทยเท่าไรนัก ถ้าจะตอบคำถามว่า เศรษฐกิจไทยจะสดใสขึ้นหรือไม่ หรือตลาดหุ้นไทยจะวิ่งต่อได้อีกนานแค่ไหน คงจะมองแต่ตัวเลขในภาพใหญ่ไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงที่มาที่ไปในรายละเอียด ความลักลั่นที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจไทยเวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้เครื่องบินเศรษฐกิจไทย บินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ถ้าเราหวังแต่ว่าจะบินต่อไปโดยเครื่องยนต์การส่งออกสุทธิเข้าเกียร์ห้าเพียงเครื่องยนต์เดียว และอาศัยลมส่งท้ายด้วยเงินจากนักลงทุนฝรั่ง ในขณะที่เครื่องยนต์อื่นๆ เข้าเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลังนั้น นอกจากผู้โดยสารจะต้องรัดเข็มขัดอยู่ตลอดเวลา และศึกษาคู่มือความปลอดภัยในกระเป๋าหน้าที่นั่งโดยละเอียดแล้ว คงจะต้องภาวนาอีกด้วย เพราะยังมีทั้งลมมรสุมการเมือง และหลุมอากาศค่าเงินบาท และราคาน้ำมันรออยู่ข้างหน้า ได้แต่หวังว่าช่างเครื่องในห้องนักบินคงจะรีบออกมาซ่อมเครื่องยนต์อื่นๆ ให้ลักลั่นน้อยลงโดยเร็ว
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||