หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
10 ปีวิกฤติเศรษฐกิจ ตอนเศรษฐกิจไทย จะเกิดวิกฤติรอบ 2 หรือไม่

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ผมได้ทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเพื่อศึกษาสัญญาณเตือนภัยวิกฤติเศรษฐกิจ ในช่วงปี 2538-2539 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเม็กซิโก และหลายๆ ประเทศในแถบละตินอเมริกา และนำมาเปรียบเทียบกับช่วงปี 2540-2541 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในไทย และหลายๆ ประเทศในเอเชีย ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านที่กำลังสนใจว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย กำลังจะนำไปสู่วิกฤติรอบ 2 หรือไม่ ผมจึงขอนำบทสรุปของงานวิจัย มาลงในคอลัมน์มุมเอกในวันนี้

สำหรับผู้ที่สนใจงานวิจัยฉบับเต็มสามารถ download บทความเรื่อง Asian Crisis Reexamined ได้ที่ MIT Press Journal, Asian Economic Papers, 2004, Vol 3, Issue 3, http://ideas.repec.org/s/tpr/asiaec.html

สิ่งหนึ่งที่พบจากงานวิจัย คือ วิกฤติเศรษฐกิจในละตินอเมริกาและในเอเชีย เป็นวิกฤติที่เกิดใน 2 ด้าน (twin crises) พร้อมกัน ได้แก่ วิกฤติดุลการชำระเงิน (Balance of payment crisis) และวิกฤติธนาคาร (Banking crisis) ดังนั้น สัญญาณเตือนภัยที่พบว่ามีนัยสำคัญในการบ่งชี้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จึงแบ่งเป็นกลุ่มตัวแปรใหญ่ได้ 3 ด้าน ดังนี้

ด้านที่ 1 คือ กลุ่มตัวแปรทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ความเปราะบางของดุลการชำระเงิน งานวิจัย พบว่า ประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นจำนวนมากเกินกว่า -3% ของ GDP และขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกัน รวมทั้งชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยเงินทุนต่างประเทศระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) ประเทศนั้นๆ จะมีโอกาสเกิดวิกฤติดุลการชำระเงินมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเงินทุนที่มีอายุระยะสั้น มีโอกาสที่จะถูกถอนออกจากประเทศได้ง่ายกว่าเงินทุนในระยะยาว

นอกจากนั้น หากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถูกซ้ำเติมด้วยการแข็งค่าของค่าเงินที่แท้จริงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า ก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และทำให้โอกาสในการเกิดวิกฤติสูงขึ้น

ตัวอย่างเช่น ทั้งประเทศเม็กซิโกในช่วงก่อนปี 2538 และประเทศไทยในช่วงก่อนปี 2540 ต่างล้วนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP เกิน -3% ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนในปีสุดท้าย ก่อนจะเกิดวิกฤติดุลการชำระเงิน ประเทศทั้ง 2 ต่างขาดดุลถึงเกือบ -8% ของ GDP นอกจากนั้น ทั้ง 2 ประเทศต่างก็ไฟแนนซ์การขาดดุลด้วยเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ และที่สำคัญ ในปีก่อนที่ต่างชาติแห่ถอนเงินออกจากทั้งเม็กซิโกและเมืองไทย ค่าเงินเปโซและค่าเงินบาทที่แท้จริง เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าก็ล้วนแข็งขึ้นเกือบ 10% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของทั้ง 2 ชาติลดลง

ด้านที่ 2 คือ กลุ่มตัวแปรทางการเงินที่บ่งชี้ความเปราะบางของสถาบันการเงิน งานวิจัย พบว่า ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติในละตินอเมริกา และวิกฤติต้มยำกุ้งในเอเชีย สถาบันการเงินในหลายๆ ประเทศ ต่างปล่อยกู้อย่างไม่ระมัดระวัง ตัวแปรหนึ่งที่บ่งชี้วิกฤติสถาบันการเงินได้อย่างดี คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อ เช่น

ก่อนเกิดวิกฤติในเม็กซิโกและในไทย สินเชื่อของสถาบันการเงินในประเทศเหล่านี้ขยายตัวถึงปีละไม่ต่ำกว่าปีละ 20% จนในที่สุด สินเชื่อที่โตเร็วเกินไป ได้เริ่มกลายเป็นหนี้เสีย NPL และทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มแห่ถอนเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

ด้านที่ 3 คือ กลุ่มตัวแปรด้านความเพียงพอของทุนสำรองระหว่างประเทศ งานวิจัยพบว่า แม้ว่าประเทศต่างๆ จะมีความเปราะบางทางด้านดุลการชำระเงินและด้านสถาบันการเงิน ตามที่กล่าวสรุปไปแล้วข้างต้น แต่หากประเทศต่างๆ มีทุนสำรองเพียงพออาจจะสามารถป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม การวัดว่าทุนสำรองมีเพียงพอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่านำมาเทียบกับอะไร

ในอดีตนั้น นักเศรษฐศาสตร์มักจะนำทุนสำรองมาเทียบกับมูลค่าการนำเข้าของแต่ละประเทศ กล่าวคือ หากประเทศไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศแล้ว จะสามารถนำทุนสำรองมาชำระสินค้านำเข้าได้กี่เดือน ซึ่งตามมาตรฐานสากลได้กำหนดไว้ว่า ทุนสำรองควรมีไม่ต่ำกว่ามูลค่านำเข้าประมาณ 3 เดือน แต่มาตรฐานนี้ กลับไม่เพียงพอที่จะมาใช้ป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจในเม็กซิโกและในไทย เพราะในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนี้ ประเทศทั้ง 2 ก็มีทุนสำรองเกินกว่า 3 เดือน แต่ก็ยังเกิดวิกฤติอยู่ดี

งานวิจัยที่ผมพบก็คือ ทุนสำรองควรนำมาเปรียบเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น และพบว่า หากทุนสำรองมีมากกว่าหนี้ระยะสั้น ก็จะสามารถช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีระดับหนึ่ง

คราวนี้หากเราลองนำเอาสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจต่างๆ ดังกล่าว มาวัดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน น่าจะอ่อนไหวจนเกิดวิกฤติรอบ 2 หรือไม่ ก็จะพบว่า มีโอกาสค่อนข้างน้อย เพราะดุลการชำระเงินของไทยในปัจจุบัน ค่อนข้างเข้มแข็ง จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุลอยู่มากเกินกว่า 1.5% ของ GDP หนี้ต่างประเทศระยะสั้นก็อยู่ในระดับต่ำ แต่ค่าเงินบาทที่แท้จริงเริ่มแข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่ค้า อาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงได้ในอนาคต

สำหรับสถาบันการเงินไทยในปัจจุบันก็เข้มแข็งกว่าในอดีตมาก สินเชื่อขยายตัวปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หนี้เสียในสถาบันการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงก็ยังมีอยู่มาก นอกจากนั้น ในปัจจุบัน ทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 3 เท่ากว่าๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโอกาสจะเกิดวิกฤติรอบ 2 แบบเดิมจะมีค่อนข้างน้อย แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องซ้ำแบบเดิม เพราะฉะนั้น จงเตรียมความพร้อมอยู่บนความไม่ประมาทจะดีที่สุดครับ