|
||||||||||||||
|
สิทธิลูกหนี้
(1)
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ในอเมริกามีกฎหมายหลายฉบับที่คุ้มครองลูกหนี้และผู้ถือบัตรเครดิต รวมทั้งผู้บริโภคประเภทอื่นๆ ทุกประเภท จนอาจจะกล่าวได้ว่า สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่เป็นสวรรค์ของผู้บริโภคก็ว่าได้ กฎหมายอีก 2 ฉบับที่สำคัญที่เกี่ยวกับลูกหนี้ คือ พ.ร.บ.เปิดเผยความจริงในการให้กู้ยืม หรือ Truth in Lending Act (1968) และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถือบัตรเครดิต หรือ Consumer Credit Protection Act (1968) นอกจากนี้ ยังมีระเบียบกระทรวงอีกมากมาย เช่น Regulation Z และ Regulation M. โดยมีหลายหน่วยงาน เช่น Federal Reserve Board (ทำหน้าที่เหมือน ธปท.) เป็นผู้บังคับใช้และดูแลให้บรรดาเจ้าหนี้ปฏิบัติตาม หากมีการละเมิดก็จะมีบทลงโทษรุนแรง ซึ่งเป็นการปรามบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ได้อย่างมีผลชะงัดนัก ผิดกับประเทศไทยที่เป็นประเทศเสรีของเจ้าหนี้ ห้าง และบริษัทใหญ่ๆ ที่จะทำปู้ยี้ปู้ยำกับผู้บริโภคอย่างไรก็ได้ บางทีกฎหมายมีก็ไม่มีการบังคับใช้ กระบวนการร้องเรียนไม่ได้รับการตอบสนอง หรือติดตามจากหน่วยงานของรัฐ การฟ้องศาลแม้ว่าผู้บริโภคจะมีสิทธิทำได้ แต่ก็เป็นเพียงเรื่องหลักการหรือเขียนอยู่ในกระดาษ เพราะว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคตัวเล็กๆ จะมีเวลา หรือเงินทองไปจ้างทนายฟ้อง ซึ่งโดยทั่วไปศาลก็มีงานล้นมือ แต่ละคดีใช้เวลาหลายปี นอกจากนี้ ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนให้ฝ่ายแพ้คดี หรือฝ่ายที่ผิดต้องเป็นผู้จ่ายค่าทนาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เหมือนกฎหมายอเมริกัน พ่อค้าจีนจึงกล่าวว่า "ถ้าจะเป็นความ กินขี้หมายังจะดีเสียกว่า" ซึ่งสะท้อนกระบวนการยุติธรรมในบ้านเราอย่างถูกต้อง ชัดเจน และสะใจที่สุด กลับมาเข้าเรื่องสิทธิลูกหนี้ซึ่งสร้างสรรค์กว่าดีกว่า ครับ ในกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ได้บังคับให้เปิดเผยความจริง ให้ผู้บริโภคทราบอย่างชัดเจนห้ามปิดบัง ห้ามเปิดเผยไม่หมด ห้ามคิดนอกเหนือจากนี้ ห้ามตีความเองอย่างศรีธนญชัยแบบผู้ปล่อยกู้ในบ้านเรา โดยนิยามคำว่า "ค่าธรรมเนียมการเงิน" (Finance charge) โดยรวมรายการเหล่านี้ คือ 1. ดอกเบี้ย ในกรณีที่ใช้อัตราขึ้นลงของตลาด ก็ต้องระบุให้ชัดเจนถึงเพดาน และของอัตราการเปลี่ยนแปลง ของดอกเบี้ยในแต่ละช่วง ที่ผู้ปล่อยกู้หรือสถาบันการเงินสามารถคิดได้ อัตราดอกเบี้ยประเภทคงที่ ก็ต้องใช้อัตราในวันที่ยื่นเอกสารขอกู้ วิธีคำนวณดอกเบี้ยแบบทบต้น หรือแบบลดต้นลดดอก หรือแบบคิดเหมาตลอดอายุเงินกู้แล้วหารด้วยระยะเวลา คือ คิดโดยเอาเงินต้น คูณอัตราดอกเบี้ย คูณด้วยระยะเวลา แล้วนำยอดรวมมาหารด้วยระยะเวลา (ซึ่งผิดกฎหมาย) 2. ค่าป่วยการ เช่น ค่าตรวจสอบประวัติเครดิต ค่าตรวจสอบเอกสาร 3. ค่าเอกสาร 4. ค่าประกันในกรณีที่ผิดชำระ 5.ค่านายหน้า 6. ค่าปรับ แต่ค่าติดตามทวงหนี้นั้นผิดกฎหมาย ค่าบริการเมื่อผิดชำระงวดก็ผิดกฎหมาย นำมาเป็นค่าปรับไม่ได้ กล่าวโดยสรุป คือ ตัวยอดเลขทุกยอดที่ลูกหนี้ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าอะไรที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น ที่ต้องจ่ายวันนี้ หรือวันหน้าต้องนำมาเปิดเผยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ยอดดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องจ่าย ยอดค่าป่วยการ ค่าบริการ ค่าเอกสาร ฯลฯ ต้องแยกรายละเอียดออกมาให้เห็นชัดเจน ในใบสัญญากู้ (แบบฟอร์ม) มาตรฐาน ห้ามให้สัญญาด้วยปากเปล่า และต้องอธิบายให้ลูกหนี้รับรู้ก่อนให้ลงนาม มิฉะนั้นแล้ว สัญญาจะเป็นโมฆะ และเจ้าหนี้ไม่สามารถที่จะคิดอะไรในภายหลัง นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา ครับ ใน พ.ร.บ.วิธีทวงหนี้อย่างยุติธรรม ของสหรัฐ มีหลักการว่า "ลูกหนี้ไม่ใช่อาชญากร" จึงต้องปฏิบัติต่อลูกหนี้อย่างผู้เจริญ (Civilized people) เยี่ยงมนุษย์ต่อมนุษย์ ในกรณีที่เจ้าหนี้ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างไม่สุจริตและไม่เป็นธรรมเพื่อให้ลูกหนี้อับอาย หรือสร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ลูกหนี้ต้องเสียเวลามาศาลโดยไม่จำเป็น และต้องจ่ายค่าทนายและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นมากมาย ศาลอาจจะพิจารณาให้เจ้าหนี้ที่ได้รับการตัดสินให้ชนะคดี เป็นผู้จ่ายค่าทนายค่าใช้จ่ายชดเชยให้ลูกหนี้ การที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ เพื่อป้องกันเจ้าหนี้ใช้ศาลเป็นเครื่องมือ และเพิ่มคดีให้รกศาลโดยไม่จำเป็น เช่น ลูกหนี้เป็นหนี้เพียง 500 บาท แต่เจ้าหนี้กลับนำคดีขึ้นฟ้องศาล ทำให้ลูกหนี้ต้องเสียค่ารถ ค่าทนายและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อมาศาล แม้ว่าลูกหนี้จะเป็นหนี้จริง และศาลตัดสินให้แพ้คดี แต่เมื่อศาลพิจารณาแล้วว่า การฟ้องร้องเช่นนี้เป็นการกลั่นแกล้ง แสดงถึงความไม่สุจริต และเพิ่มงานให้ศาลอย่างไม่สมเหตุสมผล ก็จะตัดสินให้ฝ่ายโจทก์ แทนที่จะเป็นฝ่ายจำเลยผู้แพ้คดีเป็นผู้จ่ายค่าทนายให้ทั้งสองฝ่าย โดยปกติในระบบยุติธรรมของอเมริกา ผู้แพ้คดีจะต้องเป็นผู้จ่ายค่าทนายทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นระบบที่ยุติธรรมต่อทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการป้องกันการกลั่นแกล้งโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ทำให้คดีไม่รกศาล ผู้ฟ้องจะต้องแน่ใจ และมีหลักฐานเพียงพอก่อน จึงจะนำเรื่องขึ้นฟ้องศาล มิฉะนั้นแล้ว อาจจะต้องจ่ายค่าทนายความหัวโต ในบ้านเรา ลูกหนี้มักจะถูกบริษัททวงหนี้ไล่ล่ายิ่งกว่าอาชญากรเสียอีก ทั้งๆ ที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ทุกวัน แต่กระทรวงยุติธรรมก็ไม่มีท่าทีให้ความสนใจจะกระโดดออกมาปกป้องคุ้มครอง โดยการออกกฎกระทรวง หรือเสนอกฎหมายออกมาคุ้มครอง ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้บริโภคประเภทหนึ่ง ท่านเจ้ากระทรวงอาจจะไม่เคยเป็นหนี้ หรืออาจจะมองว่าลูกหนี้เป็นอาชญากรก็ได้ นี่ยังไม่พูดถึงสิทธิของผู้บริโภคในด้านอื่นๆ เช่น การซื้อสินค้าแล้วขอคืน หรือแลกเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีเพียงประเทศเดียวในโลกที่ผู้ประกอบการทำเช่นนี้ได้ ซึ่งมีกรณีที่ถูกละเมิดให้เห็นและเป็นข่าวเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.วิธีทวงหนี้อย่างยุติธรรม (The Fair Debt Collection Practices Act 1966) นี้ ออกมาเพื่อให้ความคุ้มครองลูกหนี้ที่ไม่ได้กู้เงินมาเพื่อประกอบธุรกิจการค้า ซึ่งมีกฎหมายต่างหาก แต่กฎหมายนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองลูกหนี้รายย่อย ที่มีความเดือดร้อนในครอบครัว หรือชีวิตประจำวัน ในแต่ละรัฐยังมีกฎหมายประจำรัฐที่มีรายละเอียดลงมาอีก เช่น การกำหนดเพดานการคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ เพื่อไม่ให้มีการคิดดอกเบี้ยโหด โดยทั่วไปมักจะห้ามการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 18 ต่อปี หรือประมาณ 3-400 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับบริษัทที่กู้เงินธนาคารมาปล่อยกินดอกเบี้ย การคิดอัตราดอกเบี้ยโหดเกินกว่าที่กำหนดเพดานไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ในระบบ หรือ ปล่อยกู้นอกระบบ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายในส่วนที่เกินนี้ ผิดกับในบ้านเราที่มีการปล่อยกู้นอกระบบร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 60 ต่อปี เป็นเรื่องปกติ และที่ปล่อยกู้กัน ร้อยละ 10 ต่อเดือน และร้อยละ 1 ต่อวัน หรือ 360% ต่อปี ก็ยังมี ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับของอเมริกาที่น่าสนใจ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกหนี้ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ใช้บัตรเครดิต (Fair Credit Billing Act) ,พ.ร.บ.คุ้มครองการรายงานของศูนย์เครดิต (Fair Credit Reporting Act) และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนตัว (the Gramm-Leach-Bliley Act) เป็นต้น (ติดตามการทวงหนี้ที่ไม่ต้องจ่ายและสิทธิลูกหนี้ในตอนจบสัปดาห์หน้าครับ) สิทธิลูกหนี้ (จบ) ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ใบทวงหนี้ที่ไม่ต้องจ่าย การถูกทวงหนี้เสมือนเราเป็นสุกร เป็นสุนัข นั้นเจ็บปวดเพียงพออยู่แล้ว แต่การถูกทวงหนี้โดยเราไม่ได้เป็นหนี้จำนวนนั้น ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งยิ่งเจ็บปวดกว่า โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งกฎหมาย และข้าราชการมักทำตัวรักษาผลประโยชน์ของเจ้าหนี้ หรือเจ้าของธุรกิจเสมอ เช่น กรณีที่บริษัทบัตรเครดิต และบริษัทรับทวงติดตามหนี้ ซึ่งมักใช้วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการติดตามหนี้ ก็ไม่มีหน่วยงานไหนของรัฐเข้ามาควบคุม หรือกรณีน้ำเน่า และปลาตายในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดอ่างทอง ข้าราชการจะยืนอยู่ข้างหรือลำเอียงเข้าทางฝ่ายโรงงานอย่างชัดเจน ลูกหนี้มักถูกข่มขู่หรือถูกมัดมือชกให้จ่าย ทั้งๆ ที่ถูกคิดเงินค่าธรรมเนียมสารพัดที่ไม่เป็นธรรม และบังคับให้จ่าย และก็ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใคร หรือร้องเรียนไปก็ไม่มีใครจะช่วยเหลือได้ ในอเมริกามีกฎหมาย ชื่อ พ.ร.บ.การเรียกเก็บเงินอย่างเป็นธรรม หรือ Fair Credit Billing Act (FCBA) กฎหมายฉบับนี้กำหนดว่า เจ้าหนี้มีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ หากว่าส่งใบเก็บเงินประจำเดือน (Statement) โดยการคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าเปิดบัญชี หรือค่าบริการที่เกินกฎหมายกำหนด หรือการที่นังหนูที่สำนักงานบัตรเครดิตมัวคุยโทรศัพท์กับแฟน แล้วพิมพ์ตัวเลขผิด หรือเครื่องคอมพิวเตอร์คำนวณตัวเลขผิด เพราะข้อมูลผิด หรือเราใช้บัตรเครดิตจองโรงแรมแล้วขอยกเลิก หรือเราซื้อสินค้าทางโทรศัพท์แล้วไม่ได้รับสินค้า หรือซื้อสินค้าชำรุด แล้วนำไปคืนห้างไม่ยอมรับคืน (ผู้ถือบัตรเครดิตสามารถโทรแจ้งบริษัทบัตรเครดิตไม่ให้เขาจ่ายเงินชั่วคราวได้) หรือรายการที่คิดเงินในวันที่เราไม่ได้ซื้อ หรือรายการที่คิดราคาผิดกับที่เราซื้อ หรือส่งใบเรียกเก็บเงินไปยังที่อยู่ผิด หรือที่อยู่เดิม หากว่าเราได้แจ้งล่วงหน้า 20 วัน แล้วยังไม่แก้ไขข้อมูล (ในกรณีนี้จะนำมาเป็นข้ออ้างเรียกค่าปรับผิดชำระไม่ได้) ฯลฯ ตามกฎหมายฉบับนี้ มีบัญญัติคุ้มครองสิทธิของลูกหนี้ที่ได้รับใบทวงหนี้ หรือใบเรียกเก็บเงินข้างต้น ยังไม่ต้องจ่ายครับ แต่ให้เขียนจดหมายโดยลงทะเบียนและมีใบตอบรับ ถึงเจ้าหนี้ หรือบริษัทบัตรเครดิตภายใน 60 วัน โดยนับจากวันที่ที่ได้รับใบเรียกเก็บเงินหรือใบแจ้งหนี้ พร้อมทั้งแนบเอกสารหรือหลักฐาน ที่ยืนยันว่าตัวเลขในใบเรียกเก็บเงินนั้นผิด ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ข้อดีของกฎหมายอเมริกัน คือ มีกฎบังคับว่าในกรณีมีปัญหากันระหว่างผู้บริโภค กับเจ้าหนี้ หรือ กับร้านค้า หรือกับหน่วยงานของรัฐ ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ให้บริการตอบเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถ้าเรานำสินค้าไปคืนร้านที่เราซื้อมา แล้วเขาไม่ให้คืน เราจะไปตะโกนด่า หรือชกหน้าผู้ขายไม่ได้ แต่ขอให้ผู้จัดการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้เราว่า ไม่ยอมรับคืนด้วยเหตุผลใด เพื่อที่เราจะนำจดหมาย หรือเอกสารนี้ไปใช้ในศาล หรือใช้เป็นหลักฐานในการร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐ ถ้าผู้จัดการไม่ออกเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรโดยพิมพ์ก็ได้ เขียนด้วยมือก็ได้ แต่ต้องลงชื่อ ตำแหน่ง และวันที่ มิฉะนั้น จะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพราะว่าในอเมริกามีหน่วยงานรับร้องเรียนมากมาย รวมทั้งศาลคดีมโนสาเร่ (Small claim court) และในการร้องเรียน หรือฟ้องร้องก็ต้องแนบเอกสารไปด้วยเสมอ จึงมีกฎหมายออกมาคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในด้านนี้ ในเรื่องของหนี้บัตรเครดิตก็เช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จะต้องตอบภายใน 30 วัน ว่าได้รับจดหมายของเรา โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับในข้อโต้แย้งของเราทันที แต่ต้องสอบสวนให้เสร็จ และแจ้งให้ลูกหนี้ทราบภายใน 90 วัน ในระหว่างนี้ ลูกหนี้ยังไม่ต้องจ่ายเงินในจำนวนที่โต้แย้งกัน แต่ต้องจ่ายในยอดอื่นที่ไม่มีข้อโต้แย้ง ในระหว่างที่เรื่องยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน เจ้าหนี้ไม่สามารถคิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ จนกว่าเรื่องจะยุติ นอกจากนี้ เจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายอื่นๆ ในระหว่างเวลานี้ รวมทั้งไม่สามารถรายงานเข้าศูนย์เครดิตว่า ลูกหนี้จ่ายช้าหรือผิดชำระเงิน หากว่าเจ้าหนี้สอบสวนแล้วยืนยันว่าตัวเลขนั้นถูกต้อง ก็ต้องส่งจดหมายชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาถึงลูกหนี้ และถ้าลูกหนี้ยอมรับก็ต้องจ่าย พร้อมกับค่าดอกเบี้ยตามปกติตามใบเสร็จใบแรก หากว่าลูกหนี้ยังติดใจอยู่ก็ต้องเขียนจดหมายโต้แย้งเจ้าหนี้ภายใน 10 วัน หลังจากได้รับจดหมายจากเจ้าหนี้ และถ้าเจ้าหนี้ต้องการแจ้งไปยังศูนย์เครดิต ก็ต้องระบุว่า ยอดหนี้นี้ลูกหนี้โต้แย้ง และต้องแนบจดหมายโต้แย้งของลูกหนี้ ให้ศูนย์เครดิตด้วย เพื่อลงเป็นหมายเหตุ นอกจากนี้ เจ้าหนี้ก็ต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบด้วยว่า ได้ส่งรายงานนี้ไปที่ศูนย์เครดิตแห่งใดบ้าง โดยเรื่องอาจจะต้องไปจบที่ศาลคดีมโนสาเร่ หากว่าเจ้าหนี้ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เช่น ไม่ตอบจดหมายใน 30 วัน หรือไม่สอบสวนให้เสร็จใน 90 วัน ก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินในจำนวนที่โต้แย้งกันนี้ กรณีนี้ลูกหนี้ไม่ต้องจ่าย เล่าเรื่องสิทธิของลูกหนี้ในอเมริกาแล้วก็ฝันว่า เมื่อไรที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จะออกกฎหมายมาคุ้มครองลูกหนี้ไทยเสียที ซึ่งในกฎหมายของอเมริกาจัดให้ลูกหนี้อยู่ในประเภทของผู้บริโภคประเภทหนึ่ง มิใช่ โจร ครับ
|