หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปาหี่รัฐธรรมนูญ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10712

ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับรอนสิทธิทางการเมืองของประชาชนจะได้รับความเห็นชอบโดยการลงประชามติ คณะรัฐประหาร (รัฐบาล+คมช.) ก็ได้อนุมัติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ......ในวันที่ 19 มิถุนายน ศกนี้เพื่อเข้าสู่สภานิติบัญญัติฯ ซึ่งคณะรัฐประหารตั้งขึ้นเอง ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่าง พ.ร.บ.รวบอำนาจ (และเชยๆ) ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายจะสถาปนาอำนาจของกองทัพขึ้นเหนือการเมืองไทยอย่างถาวร ไม่ต่างอะไรจากเป้าหมายของเผด็จการทหารพม่า แตกต่างกันเพียงที่ว่าพม่าบัญญัติอำนาจของกองทัพ ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ขณะนี้ ในขณะที่ไทยออกกฎหมายพิเศษที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่งเท่านั้น (และนี่เป็นความเชยอย่างที่หนึ่ง)

สภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ อ้างว่าความมั่นคงของประเทศกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จำเป็นต้องจัดองค์กรเพื่อรักษาความมั่นคงภายในกันใหม่ อันที่จริงนับตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์มาจนถึงเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง (พร้อมกับสงครามร้อนกับ พคท.ด้วย) ไม่เคยมีครั้งใดที่ประเทศไทยปลอดพ้นจากภัยคุกคามยิ่งไปกว่าเวลานี้ ประเทศไทยมีความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกยิ่งกว่าที่บรรพบุรุษเราเคยเผชิญมาใน 200 กว่าปี (นี่เป็นความเชยอย่างที่สอง)

ปัญหาภาคใต้ที่ดำเนินมากว่าสามปีแล้วนั้น จะไม่ถูกแทรกแซงจากภายนอกเด็ดขาด แม้ไม่มีสมรรถภาพ ที่จะจัดการให้เกิดความสงบ แต่ก็จะจำกัดอยู่ในพื้นที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงที่คุกคามรัฐอย่างหนัก ปัญหานี้แก้ได้ด้วยความรู้ความสามารถของทุกฝ่าย ไม่ใช่ด้วยอำนาจพิเศษของทหาร (ซึ่งก็มีล้นเหลืออยู่แล้วด้วย พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก)

และด้วยข้ออ้างเชยๆ เช่นนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้สถาปนาอำนาจของ ผบ.ทบ.ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ให้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หรือเหนืออำนาจการบริหารของรัฐบาล, เหนืออำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา และแม้แต่เหนืออำนาจของฝ่ายตุลาการจะเข้าไปแทรกแซงควบคุมได้

จริงอยู่ประธานของ กอ.รมน.คือนายกรัฐมนตรี (ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และฉบับ พ.ศ.2540 ล้วนมาจาก ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้ง) แต่ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจแก่ ผอ.ของ กอ.รมน.ในการปฏิบัติการได้กว้างขวาง จนกระทั่งคำสั่งห้ามปฏิบัติของประธานเสียอีก ที่จะขัดกับกฎหมาย

อำนาจดังกล่าวของ ผบ.ทบ.ก็คือรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรทั้งในภาวะปกติและภาวะไม่ปกติ หมายความว่าถึงจะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลกันขึ้นอย่างไร ก็มีอำนาจของ ผบ.ทบ.ในฐานะ ผอ.รมน.ค้ำหัวนักการเมืองอยู่ จะวินิจฉัยว่าอะไรกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรก็ได้

เพราะอะไรที่อาจกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรตามที่ร่าง พ.ร.บ.นี้เขียนไว้กว้างขวางมาก แล้วแต่จะตีความอย่างไรก็ได้ นั่นก็คือการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรหมายถึง "การดำเนินการเพื่อให้ประชาชนมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างปกติสุข มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความรักและหวงแหนวัฒนธรรมและผืนแผ่นดินไทย ดำรงไว้ซึ่งเอกราชและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนให้ประชาชนและทุกๆ องค์กรมีความสามัคคี เข้มแข็งพร้อมที่จะเผชิญภยันตรายต่อความมั่นคงของรัฐที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ"

จะมีการกระทำอะไรเหลืออยู่ซึ่งไม่อาจถูกตีความว่าไม่กระทบต่อความมั่นคงภายในได้บ้าง ฉะนั้น ผบ.ทบ.ย่อมใช้อำนาจของกฎหมายฉบับนี้บังคับพฤติกรรมของใครก็ได้หมด เพื่อรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรตามหน้าที่ของตัว

กฎหมายที่เขียนไว้กว้างสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้ คือกฎหมายที่เขียนเพื่อทำลายกฎหมาย เพราะถ้าเขียนเจาะจง ก็คือจำกัดอำนาจของผู้ปฏิบัติ เขียนให้กว้างเข้าไว้ คือจำกัดอำนาจของคนอื่นหมด ยกเว้นผู้ปฏิบัติหรือผู้ได้อำนาจตามกฎหมายนั้น เท่ากับมีกฎหมายแก่ทุกคน ยกเว้น ผบ.ทบ. นั่นคือทำให้กฎหมายกลายเป็นกฎของซ่องโจร

สิทธิของพลเมืองไทยซึ่งร่างรัฐธรรมนูญรับรองไว้ถูกเพิกถอนได้หมด ด้วยอำนาจของ ผบ.ทบ.ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะ ผอ.รมน.สามารถออกกฎเพิกถอนสิทธิเหล่านั้นได้ตามอำเภอใจ เช่นห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือใช้ยานพาหนะ, ห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมกัน, ห้ามการแสดงมหรสพ, ห้ามการโฆษณา เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ยังมีอำนาจประกาศให้เจ้าหน้าที่จับกุม, ควบคุมตัว, ปราบปราม, เรียกมารายงานตัว, ค้นเคหสถาน, ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน บุคคลใดก็ได้ ผอ.รมน.ยังมีอำนาจตั้งเจ้าพนักงานไปร่วมฟังการสอบสวนคดีอาญา, เรียกสำนวนการสอบสวนมาตรวจดู หรือให้ความเห็นว่าไม่ควรดำเนินคดีใดก็ได้

แม้ร่างรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เขียนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่กฎหมายฉบับนี้ประกาศชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของ ผบ.ทบ. แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วางรูปแบบของการคานอำนาจกันระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยต่างกัน (ไว้อย่างเลอะเทอะสักหน่อย) แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยกให้ ผบ.ทบ.คนเดียวใช้อำนาจอธิปไตยทุกประเภทได้ โดยไม่ต้องถ่วงดุลคานกันเองเลย เพราะทั้งหมดอยู่ในมือของคนคนเดียว

อำนาจที่ไร้ขีดจำกัดนี้ ผอ.รมน.และเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติตามคำสั่งจะใช้อย่างไรก็ได้ เพราะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบทุกอย่าง ไม่ว่าทางแพ่ง, ทางอาญา, ทางวินัย, รวมทั้งเป็นอำนาจ "ปกครอง" ที่อยู่นอกขอบเขตวินิจฉัยของศาลปกครองด้วย เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ได้เขียนยกเว้นไว้ให้หมดแล้ว

ผู้ที่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อ้างว่า ลอกเลียนมาจากรัฐบัญญัติความมั่นคงภายใน (Home Security Act) ของสหรัฐ แต่รัฐบัญญัตินั้นออกมาหลังเหตุการณ์ 9/11 ผ่านสภาที่กำลังตระหนกและในทางการเมืองต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ (ยังไม่พูดถึงว่าเป็นสภาที่ล้วนมาจากการเลือกตั้ง) มาในภายหลัง เมื่อรัฐบัญญัติถูกนำไปใช้จริง ทั้งนักการเมือง และสังคมอเมริกันเองก็พบช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะการละเมิดรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองของสหรัฐ

เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปแล้วว่า รัฐบัญญัตินี้จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมอย่างแน่นอน ไม่โดยสภาเอง ก็อาจจะโดยคำพิพากษาของศาลสูง พูดอีกอย่างหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.ของไทยซึ่งอ้างว่าลอกมาจากอเมริกัน กำลังลอกสิ่งที่เขารู้แล้วว่าบกพร่องและกำลังจะหาทางแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมขึ้น (เป็นความเชยอีกอย่างหนึ่งของร่าง พ.ร.บ.นี้)

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้อำนาจตามรัฐบัญญัตินั้นยังกระทำโดยคนที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นคือประธานาธิบดี ไม่ใช่จากประธานเสนาธิการทหาร และประธานาธิบดีอเมริกันนั้น แม้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสภาโดยตรง แต่ก็หนีความรับผิดชอบทางการเมืองจากกลไกอื่นๆ ของระบบการเมืองและสังคมไม่ได้ ในขณะที่ ผบ.ทบ.ไทยนั้น ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองกับใครสักคน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอำนาจที่จะตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อไรก็ได้ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้คำรับรองโดยนัยไว้ในมาตรา 299 (นี่ก็เป็นความเชยอีกอย่างหนึ่ง ที่เอากฎหมายปกครองมาเทียบกันนอกบริบททางการเมือง)

ยังไม่ทันที่ร่าง พ.ร.บ.นี้จะผ่าน สนช.เป็นกฎหมายเลย กอ.รมน.ก็เริ่มสำแดงอำนาจบาตรใหญ่ และความไร้เดียงสาให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว

ในวันที่ 29 พ.ค.2550 ครม.รับทราบและอนุมัติให้กระทรวงพลังงานเปิดประตูเขื่อนปากมูล ในวันที่ 7 มิ.ย. เพราะมีกำลังไฟฟ้าเพียงพอ และฝนเริ่มตกในลุ่มน้ำมูลตอนบน จึงไม่มีผลเสียต่อการทำเกษตรของประชาชนในลุ่มน้ำมูล นอกจากนี้ยังเป็นไปตามมติ ครม.ที่มีอยู่ให้เปิดประตูเขื่อนแบบ "สุดบาน" ปีละ 4 เดือนในฤดูน้ำหลาก

แต่ถัดมาอีกเพียง 13 วัน ครม.ก็กลับมีมติให้รักษาระดับน้ำในแม่น้ำมูลไว้ที่ 106-108 ม.รทก. ซึ่งเท่ากับไม่ได้เปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไข่ได้ตามธรรมชาตินั่นเอง (หรือเท่ากับไม่ได้เปิดเลย เพราะเขื่อนอะไรๆ ก็ต้องปล่อยให้น้ำไหลออกได้ในปริมาณหนึ่งทั้งนั้น)

ปัญหาเขื่อนปากมูลทำให้เกิดการรณรงค์เคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมานาน ผ่านมาหลายรัฐบาล จนในที่สุดก็ได้ทางออกที่แม้ไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายนัก แต่ก็พออาศัยพึ่งพิงกันไปได้ คือเปิดประตูเขื่อน "สุดบาน" ปีละ 4 เดือนในฤดูปลาวางไข่ ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมากพอดี

แต่คณะรัฐประหารมองคนจนด้วยความหวาดระแวงว่าเป็นพวกทักษิณเสมอ คนจนจึงคุกคาม "ความมั่นคง" (ของพวกเขา ไม่ใช่ของรัฐ) ฉะนั้นจึงนำเอาปัญหาการขจัดความยากจนมาไว้กับ กอ.รมน. (นี่ก็เชยอีกแล้ว) และ กอ.รมน.นี่แหละ ที่เสนอให้กลับมาปิดเขื่อนปากมูลใหม่ ด้วยข้ออ้างที่ขัดแย้งกับข้อเสนอของกระทรวงพลังงานโดยสิ้นเชิง คือให้รักษาระดับน้ำในเขื่อนไว้ที่ 108 ม.รทก.

ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ครม.ซึ่งเพิ่งรับทราบและอนุมัติให้เปิดเขื่อนปากมูลไปเมื่อ 13 วันก่อน ก็พร้อมกลับมติของตัวใหม่ให้เป็นไปตามข้อเสนอของ กอ.รมน. นี่ขนาดเป็นรัฐบาลที่กองทัพเป็นผู้ตั้งขึ้นเองแท้ๆ ยังต้องอยู่ในโอวาทขนาดนี้ หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพไม่ได้มีส่วนตั้ง (อย่าง 100%) จะยังเหลือสติปัญญาอะไรสำหรับคิดเองได้อีกเล่า

หากร่าง พ.ร.บ.นี้ถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไร ร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกร้อง (แกมบังคับ) ให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบฉบับนี้ ก็เป็นเพียงปาหี่เท่านั้น

หน้า 6