|
||||||||||||||
|
ปฏิรูปบทบาท-หน้าที่แบงก์ชาติ
มิติแห่งการปรับตัวรับอนาคต
มติชนรายวัน วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10706 *หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีสัมมนาเรื่อง "การปฏิรูปบทบาทและหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี หลังจากที่ ธปท.ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การดำเนินนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปี 2540 ได้ส่งผลให้ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของ ธปท.ลดลงไป เพราะมีความเกี่ยวข้องกับการปกป้องค่าเงินบาท และความล้มเหลวในการดูแลสถาบันการเงิน แทนที่จะจัดการกับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ดีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ธปท.มีการปรับโครงสร้าง และมีผู้ว่าการที่มาจากคนนอก เข้ามาปรับเปลี่ยนองค์กรหลายครั้ง โดยดึงบุคคลจากภายนอกเข้ามาร่วมงาน ตลอดจนเรื่องกำกับสถาบันการเงิน ก็มีการยกระดับหลักเกณฑ์ และมาตรฐานให้สูงขึ้น จนความเชื่อมั่นที่มีต่อ ธปท.กลับคืนมา และความเชื่อถือตลอดจนชื่อเสียงกลับมาถึงจุดสูงสุดอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ในปลายปี 2549 เมื่อ ธปท.ได้ออกมาตรการดำรงเงินสำรองระยะสั้น 30% ได้ส่งผลทำลายชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของ ธปท.มากพอสมควร เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่พยายามที่จะนำมาใช้ หรือจะใช้ในยามคับขันเท่านั้น อีกทั้งยังขัดต่อระบบการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีอีกด้วย นอกจากนี้ยังอยากเห็นความโปร่งใสที่มากขึ้น โดยควรเปิดเผยว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ละคนเห็นควรต่อการปรับลด ขึ้น หรือคงอัตราดอกเบี้ยอย่างไรเพราะเหตุผลใด เพราะประชาชนจะได้รับทราบจุดยืนของแต่ละคน ขณะเดียวกันยังต้องการให้ใน กนง. มีบุคคลจากภาคเอกชนจากภาคอุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ ร่วมด้วยเพื่อที่การกำหนดนโยบายจะเห็นภาพเศรษฐกิจจริงได้ดีขึ้น และจากประสบการณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีความสัมพันธ์กับอัตราดอกเบี้ยอย่างแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นเพื่อให้การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนมีความเหมาะสมจึงน่าจะเพิ่มเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ให้เป็นส่วนหนึ่งของการนโยบายการเงินด้วย และสิ่งที่ต้องการเสนอแนะที่สำคัญมาก คือ เห็นว่า ธปท.ควรที่จะแยกองค์กรกำกับดูแลตรวจสอบสถาบันการเงินออกมา เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินถือเป็นเป้าหมายหลักในปัจจุบัน ขณะที่การกำกับสถาบันการเงินเป็นเป้าหมายรอง เพราะฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาความคลุมเครือในเป้าหมายขององค์กรได้ อีกประเด็นหนึ่งที่ตนเองรู้สึกว่า เป็นข้อสงสัยมากที่สุดคือ ความคลุมเครือในงบการเงินของ ธปท.เพราะมีการแยกทุนสำรองออกเป็นสองส่วน คือ บัญชีที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ และบัญชีผลประโยชน์ของธปท.เอง ซึ่งกระทรวงการคลังไม่แน่ใจว่า ธปท.ดูแลสองบัญชีนี้อย่างไร นอกจากนี้ต้องการเสนอแนะให้ ธปท.ตั้งองค์กรแยกออกไปเพื่อบริหารจัดการทุนสำรองโดยเฉพาะทั้งเพื่อผลตอบแทนที่ดี และระบายเงินตราต่างประเทศที่สะสมไว้มากให้ออกไป ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท วิระไท สันติประภพ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สิ่งสำคัญสำหรับ ธปท.ต่อจากนี้ คือ ความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะความท้าทายจากพลังของตลาด เพราะเดิม ธปท.คุ้นเคยเฉพาะตลาดเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความท้าทายของตลาดข้างหน้าหมายถึงทุกๆ ตลาด เช่น ตลาดแรงงาน ที่จะมีการแข่งขันมากขึ้นและเชื่อมโยงกันมากขึ้นจนเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ดังนั้น ธปท.ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา ธปท.มักทำตามตลาดอยู่หลายเรื่อง แม้แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ก็เป็นฝ่ายที่ทำตามธนาคารพาณิชย์ เพราะฉะนั้น ธปท.ต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเป็นผู้นำหรือผู้ส่งสัญญาณให้กับตลาดได้ ในบางครั้งรู้สึกว่า ธปท.ยังกลัวๆ กล้าๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่เข้าใจตลาดดีพอหรือไม่ ในส่วนของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่าอำนาจในการกำกับตรวจสอบอยู่ที่ใด แต่ปัญหาคือ 1.ประเทศไทยมีการกำกับสถาบันการเงินแยกออกเป็นตลาดๆ ทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่สอดคล้องกัน และมีผลให้การทำธุรกรรมมีข้อจำกัด เช่น การกำกับแบบรวมกลุ่ม ที่หลักเกณฑ์บางอย่างไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของตลาดหุ้น 2.การแข่งขันในระบบสถาบันการเงินที่จะมีผู้เล่นยักษ์ใหญ่รายใหม่เข้ามามากขึ้น แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินของไทยที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ จากแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับที่ 1 ก็ยังไม่แข็งแรง จึงไม่แน่ใจว่าในอนาคตธนาคารเกิดใหม่เหล่านี้จะกลับมาเป็นปัญหาให้กับทางการหรือไม่ เพราะฉะนั้นการร่างแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินฉบับต่อไปควรต้องคำนึงถึงการแข่งขันของตลาดในอนาคตด้วย 3.การกำกับของ ธปท.น่าจะมีความเข้าใจภาคธุรกิจ ปัญหาที่ผ่านมาคือ เมื่อธนาคารพาณิชย์รายใดต้องการทำสิ่งใหม่ๆ ในตลาดมักจะไม่ค่อยได้รับอนุญาตจาก ธปท. อาจเป็นเพราะ ธปท.ไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ แต่มันได้ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อพูดถึงความเป็นอิสระของ ธปท.ตามร่างกฎหมายใหม่ เราจะหมายถึงความเป็นอิสระภายใต้รัฐบาลไม่ใช่นอกเหนือรัฐบาล เพราะฉะนั้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมันจะมีเป้าหมายนอกเหนือจาก ธปท. โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตย เราต้องให้โอกาสรัฐบาลดำเนินนโยบายของตัวเอง ไม่ใช่ทำตาม ธปท.ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนไหนบอกว่า ธนาคารกลางมีอิสระในการเลือกเป้าหมาย ดังนั้นความอิสระจึงหมายถึง อิสระในการใช้เครื่องมือทางการเงินเท่านั้น ไม่ใช่ไปตั้งเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากอำนาจของตัวเอง เช่น การตั้งเป้าหมายเรื่องความยากจน และธนาคารกลางจะต้องดำเนินนโยบายภายใต้ข้อจำกัดจากรัฐบาล นอกจากนี้ภายใต้ร่างกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ได้พูดถึงการขาดทุนไว้ว่า หาก ธปท.ขาดทุน ให้ไปของบประมาณแผ่นดินจากบัญชีเงินคงคลังมาทดแทนได้ ซึ่งทางที่ดี ธปท.ต้องพยายามบริหารทุนสำรองไม่ให้ขาดทุน เพราะหากบริหารขาดทุนจนต้องไปนำเงินคงคลังมานั้นชัดเจนเลยว่า ธปท.ควรต้องรับผิดชอบต่อประชาชน อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพนโยบายการเงิน ธปท. แนวคิดการแยกองค์กรกำกับสถาบันการเงินออกไปเกิดขึ้นเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการทำธุรกรรมใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยแม้สถาบันการเงินจะมีบริษัทลูก แต่ตัวบริษัทแม่ยังคงมีเฉพาะแต่ธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแยกองค์กรกำกับออกไป โดยบทวิเคราะห์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย ได้ระบุไว้ว่า ยังมองไม่เห็นประโยชน์ถ้าจะแยกการกำกับสถาบันการเงิน ไปจาก ธปท. ณ ตอนนี้ แต่ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าเมื่อระบบการเงินพัฒนาไปอีกค่อยกลับมาว่ากันใหม่ เช่นเดียวกับความต้องการให้ตั้งองค์กรเพื่อนำเงินสำรองระหว่างประเทศออกไปลงทุนข้างนอกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ ธปท.คิดไว้แต่ไม่ใช่ทำวันนี้แน่นอน เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีทุนสำรองมากเป็นแสนๆ ล้านเช่นบางประเทศ จนจำเป็นต้องตั้งองค์กรขึ้นเฉพาะ เช่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ หากวันหนึ่งเมื่อขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากพอ ก็เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีกฎหมายใหม่ได้มีการแก้ไขในเรื่องการบริหารจัดการทุนสำรองได้ดียิ่งขึ้น สำหรับเรื่องการลงบัญชีของฝ่ายธนาคาร และบัญชีของชาตินั้น ไม่มีแน่นอนว่า ธปท.จะเอากำไรไปใส่ในบัญชีตัวเอง ทุกครั้งที่มีการซื้อขายเราจะต้องบอกว่าสินทรัพย์นั้นอยู่ในบัญชีใด ธปท.ต้องบอกคัสโตเดียนท์ก่อนอยู่แล้ว ไม่ใช่พอมีกำไรแล้วนำมาเฉลี่ยใส่บัญชีนั้น บัญชีนี้ เราทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใสมาโดยตลอด หน้า 20
|