หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประเทศไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 (1)

ธารินทร์ นิมมานเหมินท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

นับจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ถึงปัจจุบัน ได้ผ่านพ้นมาถึง 10 ปี ประเทศไทยได้มีบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลายประเด็น ทั้งในด้านหลักการ และการบริหาร ซึ่งหากจะศึกษากันอย่างละเอียดคงจะต้องใช้เวลามาก ดังนั้น จึงพยายามสรุปเฉพาะเรื่องสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นในด้านนโยบาย ซึ่งมีทั้งหมด 6 ประเด็น กล่าวคือ

1. ระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เริ่มยุคการพัฒนาประเทศ เป็นระบบเศรษฐกิจเสรี และมีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจสากล มีลักษณะเป็นระบบเศรษฐกิจเปิด

การส่งออก การนำเข้าวัตถุดิบทั้งเพื่อการผลิตและเพื่อการใช้ภายในประเทศ เช่น ในกรณีน้ำมัน การลงทุนจากต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ระบบเศรษฐกิจไทยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจของโลกมาโดยตลอด ดังนั้น กระแสการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก หรือที่เรียกว่า ระบบโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่จะมีแนวความคิดบางกระแส ภายหลังประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ว่า ระบบเศรษฐกิจไทย ควรจะเป็นระบบเศรษฐกิจ "ปิด" มากขึ้น น่าจะเป็นแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง การบริหารผลของกระแสโลกาภิวัตน์ ควรจะเป็นไปในทิศทางที่แสวงหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง แต่ก็เร่งสร้างความเข้มแข็ง และภูมิคุ้มกัน ป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

2.หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 นักเศรษฐศาสตร์สากล ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย ได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารนโยบายการเงิน (Monetary Policy) มากขึ้น ข้อสรุปจากการศึกษาต่างๆ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในทุกๆ ประเทศที่ได้ประสบกับภาวะวิกฤติในทวีปเอเชีย รวมทั้งรัสเซีย อาร์เจนตินา และตุรกี การบริหารนโยบายการเงินในประเทศต่างๆ เหล่านี้ มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประการด้วยกันคือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน, อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ, และกฎระเบียบในการควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินทุน แต่ละประเทศไม่ได้บริหารจัดการองค์ประกอบทั้งสาม ให้มีความสัมพันธ์กันอย่างละเอียด และอ่อนไหวอย่างพอเพียง

การบริหารจัดการระบบอัตราแลกเปลี่ยน, อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ และกฎระเบียบในการควบคุมการไหลเข้า-ออกของเงินทุน ของแต่ละประเทศก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ จะอยู่ในลักษณะของการบริหารจัดการในลักษณะที่เป็นเอกเทศ และตามความต้องการมากเกินไป ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมาก จากระบบการเงินของโลก และท้ายที่สุด ได้นำไปสู่การสูญเสีย ทุนสำรองระหว่างประเทศของแต่ละประเทศในที่สุด

3.ในด้านนโยบายและการบริหารระบบการเงินภายในประเทศ (Financial Institution Policy) จะเห็นได้ชัดว่า การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินภายในประเทศ เพื่อให้ระบบการเงินไทย มีเครดิตเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ และไม่มีปัญหาภายในประเทศอีก จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ทางการดำเนินนโยบาย ยกระดับกฎระเบียบ เกี่ยวกับความเสี่ยงที่มีมาตรฐานเป็นสากลมากขึ้น มีการตรวจสอบดูแลที่เข้มข้น และเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาล ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน

ความสำคัญของระบบการเงินภายในประเทศนั้นมีอยู่มากยิ่ง เพราะนอกจากจะควบคู่กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นระบบเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่รองรับการออมเงิน อย่างมีความมั่นคง และกระจายสินเชื่อไปสู่ภาคการลงทุน ในทิศทางที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนั้น ยังต้องปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโยงสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ และรองรับการไหลเข้าออกของเงินทุนอีกด้วย

4.ด้านนโยบายการคลังและสถานะการคลัง (Fiscal Policy & Fiscal Position) ในขณะนี้ มีความชัดเจนว่า ในช่วงก่อนภาวะวิกฤติของประเทศ ประเทศไทยมีนโยบายบริหารการคลัง ที่มีประสิทธิภาพโดยอยู่บนพื้นฐานของการรักษาฐานะการคลัง และวินัยการคลังมาโดยตลอด ทำให้มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นปัจจัยและเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ของประเทศ สามารถพูดได้เลยว่า หากฐานะการคลังของประเทศในขณะนั้นมีความอ่อนแอ การแก้ไขปัญหาของประเทศ จะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าเป็นทวีคูณ

หากในปี 2540 ฐานะการคลังของประเทศมีการขาดดุลงบประมาณมาก มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ฐานะการคลังจะไม่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาในระบบการเงินของประเทศที่ขาดความมั่นใจจากผู้ออม และความไม่เพียงพอของทุนที่จะรองรับความเสียหายจากระบบเครดิตของประเทศ ในการที่จะใช้นโยบายการคลัง เพื่อรองรับและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่อัตราการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจติดลบก็จะหมดไป

เพราะฉะนั้นการรักษาวินัยทางการคลัง ระบบงบประมาณที่โปร่งใส และไม่กดดัน ฐานะการคลัง รวมทั้งการควบคุมหนี้สาธารณะทั้งของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ไม่ให้เป็นปัญหาต่อความเชื่อมั่น จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ

ในขณะเดียวกัน การประสานนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินในลักษณะที่มีความสมดุลกัน เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เกิดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มีความเข้มแข็ง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน

ในช่วงการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลได้พยายามยึดมั่นวินัยการคลัง และควบคุมหนี้สาธารณะ ถึงแม้ว่ามีความจำเป็นในการใช้ฐานะการคลัง รองรับการแก้ไขปัญหาของระบบการเงิน และมีการใช้ฐานะการคลังในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

5. สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างในกรณีของประเทศไทย นอกจากจำเป็นที่จะต้องดำเนินการสร้าง ความเข้มแข็งในทิศทางดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ใน 4 ประเด็นหลัก ยังคงต้องให้ความสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจ พื้นฐานที่ต้องยึดหลักการไม่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดการเก็งกำไร เพื่อการเติบโตในระยะสั้น มาเป็นแนวนโยบายเศรษฐกิจแบบยั่งยืน มีคุณภาพในระยะยาว

ในส่วนของภาคเศรษฐกิจที่ทันสมัย (Modern Sector) อาทิเช่น ภาคการผลิต, อุตสาหกรรม และภาคบริการ ควรที่จะได้รับการส่งเสริมในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน การสร้างผลผลิตและความมีประสิทธิภาพ ความมั่นใจในการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การจ้างงานเป็นการทั่วไป ย่อมจะอยู่บนพื้นฐานของการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ ผ่านระบบการศึกษาที่ทั่วถึงมีคุณภาพ และสร้างธรรมาภิบาล ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

สภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศและแหล่งการลงทุนจากต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนและมีธุรกรรมทางการค้ากับประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงเวลาไม่นานมานี้ (paradigm shift) จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยผูกติดกับญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศอาเซียนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกสองประเทศคือ จีน และอินเดีย การวางแผนให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม จากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็น่าที่จะเป็นเรื่องที่ควรต่อ การพิจารณาต่อไป

6. ปัญหาความยากจนภายในประเทศ ถึงแม้ประเทศไทยในปัจจุบันจะมีอัตราการเจริญเติบโตในระดับหนึ่ง แต่ช่องว่างของรายได้ประชาชนกลับมีมากขึ้น ระหว่างกลุ่มที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจทันสมัย (Modern Sector) และกลุ่มที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม อย่างภาคชนบท และภาคการเกษตร ช่องว่างนี้ ขณะนี้ มีแนวโน้มที่จะถ่างกว้างขึ้นโดยตลอด

***(ติดตามการสรุปบทเรียนและการเสนอแนะทางออกเศรษฐกิจไทยในอนาคตตอนจบในวันพรุ่งนี้)


ประเทศไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 (จบ)

ธารินทร์ นิมมานเหมินท์  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

6.ปัญหาความยากจนภายในประเทศ ถึงแม้ประเทศไทยในปัจจุบันจะมีอัตราการเจริญเติบโตในระดับหนึ่ง แต่ช่องว่างของรายได้ประชาชนกลับมีมากขึ้น ระหว่างกลุ่มที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจทันสมัย (Modern Sector) และกลุ่มที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม อย่างภาคชนบท และภาคการเกษตร ช่องว่างนี้ ขณะนี้ มีแนวโน้มที่จะถ่างกว้างขึ้นโดยตลอด

อยากจะชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ประชาชนที่มีรายได้น้อย จะมีผลกระทบส่วนตัวมากกว่าคนอื่น แต่ภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม ได้มีบทบาทอย่างมากที่สุด ในการรองรับปัญหาการว่างงานจากภาคแรงงาน ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด รายได้เงินตราต่างประเทศจากการส่งออกสินค้าภาคการเกษตร มีส่วนสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวจากวิกฤติได้รวดเร็วขึ้น

ในขณะเดียวกันภาคเกษตร ยังช่วยรองรับไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤติทางสังคม ที่เป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจ เหมือนกับประเทศอื่นที่ต้องเผชิญทั้งวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติทางสังคมในคราวเดียวกัน

จากบทเรียนที่เราได้รับจากวิกฤติเศรษฐกิจใน 6 ประเด็นหลัก สิ่งที่เราต้องนำมาใช้ในการกำหนดนโยบาย และทิศทางของประเทศไทยต่อไปในอนาคต เพื่อรองรับกับปัญหา และความท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก คือ เราต้องยอมรับก่อนว่า เศรษฐกิจไทย ยังคงต้องเป็นเศรษฐกิจเสรี มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเปลี่ยนแปลงไปจากทิศทางนี้

แต่ความท้าทายในการดำเนินการต่างๆ ในด้านที่จะได้มาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันความเสี่ยง และส่วนที่ไม่ดีจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูแลตลอดไป

การบริหารนโยบายการเงินและนโยบายสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน ได้มีการปรับปรุงดีขึ้น ระบบการเงินของประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น มีการนำการบริหารความเสี่ยงเข้ามาใช้ กฎระเบียบด้านการสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานสากลมากกว่าเดิม การตรวจสอบดูแลทั้งตลาดเงินและตลาดทุนเข้มงวดขึ้น ได้รับการยอมรับจากระบบการเงินสากล ซึ่งสะท้อนจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้นตามลำดับ ในด้านการส่งเสริมธรรมาภิบาลก็ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ยังคงต้องดูแล ต่อเนื่องต่อไป

อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในด้านนโยบายการเงิน เมื่อไม่นานมานี้ อาทิเช่น การให้กันสำรอง 30% สำหรับการไหลเข้าของทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ในส่วนนี้หากต่อไปในอนาคต หากมีการแก้ไข กฎหมายให้การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ก็ไม่น่าที่จะเป็นเรื่องหนักใจอะไร เกี่ยวกับการบริหารนโยบายการเงินในอนาคต

ปัจจุบันต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดี และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ในการที่จะเร่งแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาในด้านการคลัง ที่เกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาลประชานิยม คือ การบริหารระบบงบประมาณควรจะหันกลับไปยึดอยู่บนงาน หรือโครงการซึ่งผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา การใช้งบกลางโดยฝ่ายบริหารที่ไม่มีการตรวจสอบไม่ควรที่จะให้เกิดขึ้นอีก การใช้เงินนอกงบประมาณก็ควรที่จะต้องเข้มงวดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดมีระบบการตรวจสอบ และประเมินผลควบคุมอยู่

เท่าที่เห็นอยู่ต่อไปในอนาคต จะมีความท้าทายและความจำเป็นต้องใช้ฐานะการคลังมาก ในเรื่องการลงทุนภาครัฐ ในโครงการพื้นฐานเพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว เช่น การลงทุนในภาคการศึกษาทั้งของรัฐ และอุดหนุนเอกชนในการลงทุนในภาคการศึกษาที่มีคุณภาพ และกระจายอย่างทั่วถึง คงจะไม่มีใครคัดค้านว่า ในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาตินั้น จะบังเกิดอรรถประโยชน์ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในอนาคต

นอกจากด้านการศึกษา การปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น การลงทุนของภาครัฐในด้านระบบขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ ระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ ซึ่งปัจจุบัน ยังขาดอยู่มาก ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน

และหากจะดูในด้านระบบภาษีอากร ทั่วไป ก็จะเห็นได้ว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ต่างมีนโยบาย ที่จะเร่งลดอัตราภาษี เพื่อชักจูงการลงทุน และการค้าระหว่างประเทศเป็นการทั่วไป ประเทศไทยเองก็คงต้องให้ความสำคัญ และพิจารณาในเรื่องนี้ เช่นเดียวกันเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารงานภาครัฐ เพื่อให้ติดตามความก้าวหน้า ของภาคเอกชน มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มีวิสัยทัศน์ ปราศจากคอร์รัปชัน การพัฒนาองค์กรการบริหาร คือ ระบบราชการ และพนักงานของส่วนการปกครองท้องถิ่น คงจะต้องดำเนินต่อไป ไม่ใช่เพียงเขียนผังองค์กรขึ้นใหม่ และถือว่าเป็นการปฏิรูปที่สมบูรณ์แล้ว

ในส่วนนี้เรื่องการดูแลผลตอบแทนต่อข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง มีความจำเป็นที่ต้องปรับปรุง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของรายได้ เมื่อเทียบกับของภาคเอกชนเหมือนเช่นปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีหลายประเทศในภูมิภาคได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้มาก และเริ่มปรับระดับรายได้ของคนภาครัฐให้สูงขึ้น ซึ่งแน่นอนก็ควรอยู่บนพื้นฐานของการปฏิรูปองค์กรอย่างจริงจังควบคู่กันไปด้วย

และความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่เห็นอยู่ในขณะนี้ คือ แก้ไขปัญหาความยากจนของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ

เท่าที่ผ่านมา แนวความคิดที่จะใช้การพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ทันสมัยขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาผ่านโอกาสในการจ้างงาน หรือผ่านระบบกระจายการผลิต กิจกรรมทางธุรกิจสู่ภูมิภาค และชนบท ถึงแม้ว่า จะไม่มีอะไรที่ผิดในเชิงของทิศทาง แต่หากถามว่าจะเป็นการเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่เพียงพอ

การใช้นโยบายประชานิยม เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเร่งรัด ให้เห็นผลอย่างทันตาเห็น ก็ไม่ใช่คำตอบอีกเช่นกัน อีกไม่นานเมื่อมีการสรุปและประเมินผล ของมาตรการต่างๆ ภายใต้แนวนโยบายเศรษฐกิจนี้ ผลสรุปจะชัดเจนขึ้นว่า ผลของการสร้างการบริโภคและอุปโภค โดยการเพิ่มหนี้ประชาชน ย่อมจะส่งให้เกิด ภาวะหนี้สินในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาก

การประกอบธุรกิจอย่างเร่งรัดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาค โดยไม่มีองค์ประกอบสนับสนุน ความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ ก็จะทำให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ คงเหลือแต่ความเสียหาย ค่านิยมพื้นฐานถูกเปลี่ยนไปจากการทำงานเพื่อรายได้ ไปเป็นการพึ่งพาภาครัฐ และขาดวินัย ในการใช้จ่าย โดยรวมแล้ว ปัญหาความยากจน แทนที่จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง กลับเป็นการผูกปมให้น่าจะกลายเป็นปัญหามากขึ้นในระยะยาว

ที่ผ่านมาโดยตลอด การสนับสนุนภาคเศรษฐกิจทันสมัยให้มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ได้รับการดูแลจากรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่ที่อยากจะเห็นจริงๆ คือ การระดมมาตรการ และสร้างทิศทางการแก้ไขปัญหาช่องว่างรายได้ และความยากจน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญลำดับแรกในนโยบายเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ และเมื่อเริ่มได้เลยตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และความสำคัญต่อเนื่อง ในอนาคตเราจะมีโอกาสเห็นประเทศไทยอย่างที่อยากเห็น คือ เศรษฐกิจสังคมเจริญยั่งยืน และผลประโยชน์กระจายต่อประชาชนอย่างทั่วถึง