หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ฟองสบู่ต่อไป

บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงนี้ความสนใจของหลายวงการมุ่งไปที่ปัญหา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแตกของฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ของสหรัฐอเมริกา อันที่จริงฟองสบู่นั้นแตกมานานแล้ว แต่ผลกระทบของมันไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดแก่คนทั่วไป และผู้กุมนโยบายเศรษฐกิจ จนกระทั่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐและยุโรปเริ่มประสบปัญหาร้ายแรงถึงขั้นล้มละลาย ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตกฮวบเมื่อตอนกลางเดือน

หลังผลกระทบของมันส่อเค้าว่าจะร้ายแรงถึงขนาดทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกฟุบลงไปกองกับพื้น รัฐบาลจึงเริ่มตื่นและพากันเร่งหามาตรการป้องกัน มาตรการหลัก ได้แก่ การอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาล ของบรรดาธนาคารกลางใหญ่ๆ เข้าไปในระบบการเงิน นำโดยสหภาพยุโรป สหรัฐและญี่ปุ่น มาตรการดังกล่าวจะเพียงพอหรือไม่คงต้องดูกันต่อไปอีกหลายเดือน

ฟองสบู่เป็นของคู่กับสหรัฐและเกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เช่น เทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่ นโยบายของรัฐบาล การลงทุนมากจนเกินไปเพราะแรงจูงใจอันเกิดจากความโลภและความฉ้อฉล นอกจากนั้น ยังว่ากันว่าคนอเมริกันมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ ซึ่งกล้าเผชิญกับความเสี่ยงและลืมง่ายอีกด้วย แม้ทุกครั้งที่ฟองสบู่แตกนักลงทุนจำนวนมาก จะกลายเป็นแมลงเม่าที่ถูกเผาจนย่อยยับ และผู้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้วยความฉ้อฉลจะถูกลงโทษอย่างหนัก แต่ชาวอเมริกันก็ไม่เคยเข็ด

ตามประวัติศาสตร์ของสหรัฐฟองสบู่ในภาคโทรคมนาคมเกิดขึ้นหลังมีการประดิษฐ์โทรเลข และฟองสบู่ในภาคการขนส่งเกิดขึ้นหลัง จากมีการสร้างหัวจักรรถไฟ ในทั้งสองกรณีรัฐบาลมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมือง เนื่องจากฟองสบู่ทั้งสองเกิดขึ้นมานานเกิน 150 ปีแล้ว ในปัจจุบันนี้จึงแทบไม่มีใครจำได้ว่า แมลงเม่าถูกเผาไปเท่าไรและใครถูกจำคุกบ้าง

อย่างไรก็ตาม หากเอ่ยถึงฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี ซึ่งเพิ่งแตกไปเมื่อปี ค.ศ.2000 แล้ว ชาวอเมริกันยังมักจำได้ว่าใครเป็นแมลงเม่าและใครถูกจำคุก หรือถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก เพราะชาวอเมริกันส่วนใหญ่มีเงินอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และผู้ถูกจำคุกและปรับเป็นผู้บริหารของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น WorldCom, Tyco, Adelphia และ Global Crossing

ชาวอเมริกันไม่เข็ดเพราะเกือบจะทันทีหลังจากที่ฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มก่อตัว ผู้อยู่ในวงการยอมรับกันว่า ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของธนาคารกลางอเมริกัน ซึ่งลดดอกเบี้ยลงมาเหลือเพียง 1% หลังจากฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีแตก การลดดอกเบี้ยลงมาต่ำถึงขนาดนั้น ก็เพื่อป้องกันมิให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างร้ายแรง

ส่วนแนวคิดใหม่ที่กระตุ้นให้เกิดฟองสบู่ ได้แก่ การให้กู้เงินซื้อบ้านโดยการจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ และไม่ต้องจ่ายเงินต้นในปีแรกๆ หลังจากให้กู้เงินไปแล้ว บริษัทที่ให้กู้ก็นำหนี้นั้นไปรวมกันเป็นตะกร้าๆ ตามกระบวนการที่เรียกว่า Securitization แล้วขายต่อไปให้สถาบันการเงินอื่นๆ เช่น วาณิชธนกิจ ธนาคาร กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัยและกองทุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งอาจขายให้ผู้อื่นต่อไปอีกหลายทอด

สำหรับในด้านความฉ้อฉล บริษัทที่ให้เงินกู้เพื่อซื้อบ้านบางแห่งใช้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้กู้ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ ปัจจัยที่กระตุ้นให้เจ้าหนี้กล้าทำเช่นนั้น เพราะพวกเขาสามารถนำหนี้ไปขายให้แก่สถาบันการเงินอื่นๆ ได้ โดยใช้กระบวนการ Securitization ดังกล่าว การกระทำเช่นนั้นมีผลเท่ากับการปลดเปลื้องความความเสี่ยงของพวกเจ้าหนี้โดยสิ้นเชิง

ส่วนแมลงเม่าได้แก่ พวกที่เข้าไปลงทุนสร้างบ้าน สถาบันที่ซื้อหนี้โดยไม่มีความเข้าใจในความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ และผู้ที่ซื้อบ้านเพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงใกล้ๆ ฟองสบู่แตก ณ วันนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า มาตรการป้องกันผลกระทบของบรรดาธนาคารกลางดังที่กล่าวถึงจะเพียงพอหรือไม่ และจะมีใครเป็นแมลงเม่าเพิ่มขึ้นหรือติดคุกบ้าง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกครั้งที่ฟองสบู่แตก ธุรกิจจำนวนมากล้มละลาย ทำให้เกิดการตกงานอย่างกว้างขวาง ในบางกรณีการแตกของฟองสบู่อาจมีผลร้ายแรงถึงขนาดทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยพร้อมกันขนานใหญ่ เช่น หลังฟองสบู่ในภาคตลาดหลักทรัพย์แตกเมื่อปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) บรรดาธนาคารกลางใหญ่ๆ อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบการเงินเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเกรงว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น เศรษฐกิจทั่วโลกจะตกไปกองกับพื้นแบบหลังปี 1929 อีกครั้ง

แม้ผลร้ายเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ในขณะนี้ มีผู้แย้งว่าฟองสบู่มีผลดี เพียงแต่ไม่ค่อยมีผู้มองเห็นเท่านั้น ผู้แย้งคนสำคัญ ได้แก่ Daniel Gross ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Pop! Why Bubbles Are Good for the Economy ซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม ในหนังสือเล่มนี้ ผู้แต่งชี้ว่า ทุกครั้งที่ฟองสบู่แตก จะมีปัจจัยพื้นฐานเหลือไว้จำนวนมาก ปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้นมีความสำคัญต่อการก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ เช่น

การแตกของฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยีทิ้งสายโทรศัพท์ขนาดใหญ่ที่ทำด้วยใยแก้วไว้ทั่วโลก สายโทรศัพท์นั้นมีความสำคัญยิ่งต่อการขยายตัวแบบก้าวกระโดดในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาของระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนั้น มันยังทำให้ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศถูกลงมากอีกด้วย เช่น ค่าโทรศัพท์จากอเมริกามาถึงเมืองไทยแทบไม่ต่างกับค่าโทรศัพท์ภายในประเทศไทยแล้ว

ผู้แต่งหนังสืออ้างถึงเหตุปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ฟองสบู่แตกเกิดผลดี โดยเฉพาะการมีและการบังคับใช้ระบบกฎหมายในด้านการทำธุรกิจที่เหมาะสมและอย่างเคร่งครัด การมีกฎหมายล้มละลายและการติดคุกของผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆ ดังที่กล่าวถึงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างแจ้งชัด ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนทำนายไว้ด้วยว่า ฟองสบู่ต่อไปจะเกิดขึ้นในภาคพลังงาน

ฉะนั้นผู้ต้องการเก็งกำไรอาจหันไปมองภาคนี้มากขึ้น ส่วนผู้ไม่อยากเป็นแมลงเม่าก็ควรระวัง ถ้าจะเข้าไปลงทุนในภาคนี้ด้วยการพิจารณาให้ดีเสียก่อนว่า มันสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือมันเป็นเพียงการฝันหวานกันแน่ เพราะต่อไปนี้ อาจจะมีแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นในภาคนี้อย่างต่อเนื่อง