หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
The Age of Fallibility ยุคแห่งความคลาดเคลื่อน (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3927 (3127)

เมื่อเอ่ยชื่อของ จอร์จ โซรอส (George Soros) คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเคยได้ยิน ชื่อของเขาคงนึกถึง "พ่อมดการเงิน" ผู้โจมตีค่าเงินบาทจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ส่วนเขาจะได้โจมตีค่าเงินบาทจนถึงขนาดก่อให้เกิดวิกฤตจริงหรือไม่ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างไรและได้ทำอะไรอีกบ้างคงไม่มีผู้ใส่ใจเท่าไรนัก จริงอยู่จอร์จ โซรอส เป็นผู้หนึ่ง ซึ่งบุกเบิกกิจการด้านกองทุนเก็งกำไร (hedge funds) และได้โจมตีค่าเงินของหลายประเทศ แต่เขายังทำกิจกรรมอื่นอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการสร้างเสริมระบอบประชาธิปไตยในหลายส่วนของโลก ยิ่งกว่านั้นเขายังได้ศึกษาวิชาปรัชญาอย่างแตกฉานจนสามารถสร้างฐานของการอ่านกระแสโลกเป็นของตัวเองได้ เขาอ้างว่าหลักปรัชญาและการอ่านกระแสโลกอย่างถูกต้องของเขาเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในกิจการเก็งกำไร ซึ่งเขาได้เล่าไว้ในที่ต่างๆ รวมทั้งในหนังสือ 9 เล่มของเขาด้วย ในหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ The Age of Fallibility: The Consequences of the War on Terror ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อปีที่แล้ว เขารวบรวมแนวคิด และการอ่านกระแสโลกปัจจุบันอันน่าสนใจไว้อีกครั้งหนึ่ง โดยการแยกนำเสนอหนังสือขนาด 250 หน้าเล่มนี้ออกเป็น 2 ภาคด้วยกัน ภาคแรกพูดถึงกรอบความคิดและภาคหลังเป็นการอ่านกระแสโลก

ในภาคกรอบความคิด จอร์จ โซรอส เริ่มต้นด้วยการพูดถึงคำว่า "ความเป็นจริง" (reality) และ "ความเข้าใจไม่สมบูรณ์" (fallibility) ซึ่งเป็นคำหลักในชื่อของหนังสือ เขาอธิบายว่า "ความเป็นจริง" หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่และเกิดขึ้นซึ่งรวมทั้งการกระทำ ความคิดและความเข้าใจในความเป็นจริงของเราด้วย แต่โดยธรรมชาติเราจะไม่มีวันเข้าใจ ในความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์เพราะความเป็นจริงนั้นสะท้อนความคิด และการกระทำของเรา ซึ่งเปลี่ยนไปตลอดเวลายังผลให้ความเป็นจริงเปลี่ยนไปด้วย บทบาทของเราที่มีต่อความเป็นจริง และบทบาทของความเข้าใจในความ เป็นจริงที่มีต่อความคิดและการกระทำของเรา มีลักษณะของการสะท้อนกลับไปกลับมา กระบวนการสะท้อนกลับไปกลับมานี้จอร์จ โซรอส เรียกว่า Reflexivity

ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของความเป็นจริง และบทบาทของเราที่ทำให้ความเป็นจริง เปลี่ยนไปเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกตกอยู่ในภาวะของความไม่แน่นอนและความไม่สมดุลอย่าง ต่อเนื่อง นอกจากนั้นการกระทำของเรายังอาจ มีผลที่เรามิได้ตั้งใจอีกด้วย ประเด็นสำคัญในการดำเนินชีวิตคือ การลดความคลาดเคลื่อนระหว่างความเข้าใจของเรากับความเป็นจริง และผลกระทบที่เราไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น

การแสวงหาความรู้เพื่อให้เข้าใจโลกรอบด้าน ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญของมวลมนุษย์ มาตลอดประวัติศาสตร์ ก็เพื่อต้องการลดความคลาดเคลื่อนนั้น แต่โดยทั่วไปผู้คนก็ ยังไม่ค่อยตระหนักในความคลาดเคลื่อนอยู่ดี นอกจากจะไม่ตระหนักในความคลาดเคลื่อนนี้แล้ว บางคนยังคิดว่าตนเองเข้าใจความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์อีกด้วย เช่น ผู้ที่เชื่อในระบบ คอมมิวนิสต์และระบบเผด็จการนาซี เนื่องจากคนเหล่านั้นเชื่อในความถูกต้องของตน พวกเขาจึงพยายามบังคับให้คนอื่นเชื่อตามด้วย ความสำคัญผิดเช่นนี้มีอยู่ตลอดประวัติศาสตร์ และเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์ด้วย บางครั้งความสำคัญผิด เป็นตัวขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนส่วนใหญ่มักไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น จอร์จ โซรอส มีความเข้าใจมากกว่าจึงสามารถแสวงหาเงินได้จากการเก็งกำไรที่ ไม่มีผู้ใดคาดคิด ตรงข้ามกับความเชื่อของคนเหล่านั้น มีปราชญ์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเชื่อในเรื่องความไม่สมบูรณ์และความคลาดเคลื่อนดังกล่าว โดยเฉพาะคาร์ล พอพเพอร์ (Karl Popper) ซึ่งใช้ความเชื่อนั้นวางรากฐานเรื่อง "สังคมเปิด" (open society) ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของจอร์จ โซโรสมาก และเขาได้อธิบายรายละเอียดไว้ในบทที่ 2 และภาคผนวก

แม้จอร์จ โซรอส จะรับว่าคาร์ล พอพเพอร์ มีอิทธิพลต่อแนวคิดของเขาซึ่งมีลักษณะเป็นเสมือนตะเกียบ 2 ขาคือ "ความเข้าใจไม่สมบูรณ์" (fallibility) และ "การสะท้อนกลับไปกลับมา" (reflexivity) ระหว่างความคิดและการกระทำ กับความเป็นจริง แต่เขาไม่เห็นด้วยกับความเชื่อของพอพเพอร์ที่ว่ากฎเกณฑ์ และวิธีที่ใช้ในการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำมาใช้กับวิชาสังคมศาสตร์ได้ เพราะธรรมชาติมีกฎที่แน่นอนแต่สังคมมนุษย์มีความไม่แน่นอน ในด้านวิทยาศาสตร์ทฤษฎี จะมีค่าและนำมาใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อ มันมีความถูกต้อง แต่ในด้านสังคมศาสตร์ซึ่งรวมทั้งด้านการเมืองด้วย แนวคิดหรือทฤษฎีผิดๆ อาจถูกนำมาใช้ได้ผลจนทำให้ผู้ใช้เป็นฝ่ายชนะ จอร์จ โซรอส ยอมรับว่าแนวคิดของเขาอาจไม่ใช่ของใหม่ในแง่ที่อาจมีผู้อื่นคิดได้ก่อนแล้ว แต่เขาเชื่อว่ามันอาจมีบางแง่ที่ใหม่โดยเฉพาะการนำมาประยุกต์ใช้ในด้านที่ไม่มีใครเคยคิดทำมาก่อน การเก็งกำไรที่ได้ผลดีจนสร้างความเป็นมหาเศรษฐีให้แก่เขาอาจเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง

เกี่ยวกับ "สังคมเปิด" จอร์จ โซรอส ยอมรับว่ามันเป็นแนวคิดที่ยากแก่การอธิบาย ในความเห็นของเขา มันไม่ใช่แนวคิดหรือทฤษฎีทางการเมือง หากเป็นแนวคิดที่วาง อยู่บนฐานของปรัชญาด้านการแสวงหา และขอบเขตของความรู้และความตระหนักว่า เราไม่สามารถเข้าใจความเป็นจริงได้ทั้งหมด มันมีความคล้ายกับหลักประชาธิปไตยแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เช่น สหรัฐอเมริกาเป็นสังคมเปิด แต่คนอเมริกันไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรอย่างถ่องแท้และไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมันอย่างสมบูรณ์ สังคมเปิดต้องเปิดทั้งต่อภายนอกและภายใน นั่นคือ เปิดรับสินค้า แนวคิดและบุคคลจากภายนอกพร้อมๆ กับเปิดให้ผู้ที่อยู่ภายในแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวางและมีโอกาสอย่างทัดเทียมกัน

คำว่า "สังคมเปิด" ถูกเอ่ยถึงเป็นครั้งแรกโดยนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ อองรี เบอร์กซอน (Henri Bergson) ในหนังสือชื่อ Two Sources of Morality and Religion ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2475 เบอร์กซอนเสนอว่า คุณธรรมและศาสนาอาจมาจากฐานความคิด 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ แนวคิดที่ใช้กันเฉพาะในเผ่าใดเผ่าหนึ่งและแนวคิดที่ใช้ได้กับสังคมมนุษย์ทั่วไป แนวคิดที่ใช้เฉพาะในเผ่านำไป สู่การสร้างสังคมปิด ในขณะที่แนวคิดที่ใช้ได้กับสังคมมนุษย์ทั่วไปโดยไม่จำกัดเผ่า ชาติพันธุ์และศาสนานำไปสู่สังคมเปิด คาร์ล พอพเพอร์ เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และต่อยอดมันออกไปด้วยการให้เพิ่มความระมัดระวังเพราะความเชื่อบางอย่าง เช่น ระบบคอมมิวนิสต์ซึ่งใช้ได้กับมนุษย์ทั่วไป อาจวางอยู่บนฐานของการคิดว่าผู้ปฏิบัติรู้ความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ความเชื่อเช่นนั้นนำไปสู่การสร้างสังคมปิด ที่บังคับกดขี่ให้ผู้อื่นทำตาม แต่พอพเพอร์เองไม่ได้ให้นิยามของสังคมเปิดว่าคืออะไร ส่วนจอร์จ โซรอส เองก็ไม่ได้ให้คำนิยามสั้นๆ เช่นกัน เพียงแต่บอกว่ากรอบความคิดของเขาวางอยู่บนฐานของความเชื่อ ที่ว่าโลกมีความเปลี่ยนแปลงชนิดที่เกิดขึ้นโดยเราไม่สามารถคาดเดาได้จากความรู้ที่เรามีอยู่ โลกนี้จึงมีความไม่แน่นอน การยอมรับเรื่องความไม่แน่นอนนำไปสู่การคิดเชิงวิเคราะห์และสังคมเปิด ส่วนการไม่ยอมรับเรื่องความไม่แน่นอนนำไปสู่การสร้างสังคมปิด

ความเชื่ออย่างแรงกล้าว่ากรอบความคิดดังกล่าวจะช่วยทำให้โลกดีขึ้น ประกอบกับความสามารถในการสร้างความร่ำรวย ทำให้จอร์จ โซรอส ก่อตั้ง "มูลนิธิสังคมเปิด" (Open Society Foundation) ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมเปิด ในประเทศที่เป็นสังคมปิด เริ่มด้วยกิจกรรม เช่น การให้ทุนการศึกษา ในประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปี 2522 ซึ่งในขณะนั้นยังมีการแบ่งแยกผิวอย่าง เด็ดขาด กิจกรรมของมูลนิธินั้นขยายต่อไป ในประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก จีนและประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 ประสบการณ์จากการส่งเสริมสังคมเปิดทำให้จอร์จ โซรอส สรุปว่าความล่มสลายของสังคมปิดไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่การสร้างสังคมเปิดโดยอัตโนมัติ มันอาจนำไปสู่ความล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ได้ การปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงยังไม่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งเคยอยู่ในเขตปกครองของระบบคอมมิวนิสต์ ยิ่งกว่านั้นสังคมเปิด ที่มีอยู่แล้วอาจไม่คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนก็ได้ เขาเล่าว่าตอนนี้แนวคิดของเขาได้รับการท้าทายอย่างคาดไม่ถึงจากรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เป็นผู้นำ เขาคาดไม่ถึงเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นสังคม ที่มีลักษณะของสังคมเปิดมากที่สุดมานาน แต่กำลังจะถอยหลังเข้าคลองเพราะวิธีบริหารประเทศของประธานาธิบดีบุชและคณะ

หน้า 46


The Age of Fallibility ยุคแห่งความคลาดเคลื่อน (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมอง ของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3928 (3128)

ในภาค 2 ของหนังสือ จอร์จ โซรอส เสนอการอ่านกระแสโลกจาก กรอบความคิดที่เขาเสนอไว้ใน ภาคแรก โดยแยกการอ่านออกเป็นส่วนที่ เกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาและส่วนที่เกี่ยวกับ สังคมโลกพร้อมกับเสนอทางแก้ไข แล้วจบหนังสือด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงาน

จอร์จ โซรอส เล่าว่า หลังจากได้ทำกิจกรรมด้านส่งเสริมสังคมเปิดและระบอบประชาธิปไตยในต่างประเทศอยู่กว่า 10 ปี มูลนิธิของเขาเริ่มทำกิจกรรมในสหรัฐอเมริกา แต่เขาไม่ได้ทำกิจกรรมด้านการเมือง หากเป็นด้านการแก้ปัญหายาเสพย์ติด และด้านการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อยู่ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเพื่อให้พวกเขาอยู่อย่างสบายก่อนที่จะจากโลกไป ในการทำกิจกรรมเหล่านั้น เขาพบแนวโน้มบางอย่างที่มีผล กระทบในทางลบต่อรากฐานของสังคมเปิดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการแสวงกำไรที่ได้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของ ทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านกฎหมาย ด้านการแพทย์ ด้านการทำสื่อ หรือด้านการค้นคว้าทางวิชาการ ในสถาบันการศึกษา การมุ่งเน้นการแสวงหา กำไร นำไปสู่ความถดถอยของคุณธรรม /จริยธรรม ยิ่งกว่านั้น การค้นคว้าทางวิชาการซึ่งวางอยู่บนฐานของความมีอิสระที่จะคิดเชิง วิพากษ์ ได้อย่างกว้างขวางยังถูกแทรกแซง จากผู้ที่ยึดมั่นในลัทธิต่างๆ อย่างตกขอบ อีกด้วย

เขากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนไปอย่าง มีนัยสำคัญหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 เมื่อผู้ก่อการร้ายใช้เครื่องบินเป็นอาวุธโจมตีสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศสงครามกับการก่อการร้ายโดยใช้วิธีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งของ คนอเมริกันเองและของชาวต่างประเทศ บิดเบือนข้อมูลและโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ เกิดความหวาดกลัวขึ้นในสังคมอเมริกัน การส่งทหารเข้าไปยึดครองอิรักของสหรัฐ อเมริกาเป็นแนวคิดที่ได้มาจากกลุ่มผู้นำ ที่มองว่าสหรัฐจะสามารถใช้อำนาจเป็น เครื่องมือเพื่อครอบงำโลกได้ กลุ่มนี้นำโดย รองประธานาธิบดีดิกค์ เชนนี และรัฐมนตรีกลาโหมโดนัลด์ รัมสเฟลด์

แต่จอร์จ โซรอส ไม่ประณามผู้นำเหล่านั้นเพียงกลุ่มเดียว หากเขาประณามชาวอเมริกันโดยทั่วไปที่ปล่อยให้คนเหล่านั้น ทำอะไรได้ตามใจชอบอีกด้วย การเลือกประธานาธิบดีบุชให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 เป็นการตอกย้ำว่าชาวอเมริกันยังถูกผู้นำจูงจมูกได้ อย่างง่ายดาย เขามองว่าวิวัฒนาการหลายอย่างในสังคมอเมริกัน เป็นต้นตอของปัญหาโดยเฉพาะการบูชาความสำเร็จที่วัดด้วยเงินโดย ไม่ใส่ใจว่าความสำเร็จและเงินนั้นจะมาจาก การทำลายคุณธรรม/จริยธรรมหรือไม่ เหนือสิ่งอื่นใดสังคมอเมริกันได้กลายเป็นสังคมบริโภคนิยมแบบสุดโต่ง รับฟังแต่สิ่งที่ระรื่นหูและไม่ยอมรับรู้อะไรหากมันไม่ใช่ข่าวดี ที่ตนต้องการได้ยิน ความต้องการบริโภค แบบเมามันซึ่งวางอยู่บนฐานของความอยากทำให้ชาวอเมริกันถูกปั่นหัวได้ง่ายจากนักการตลาด ซึ่งพยายามกระตุ้นกิเลสให้เพิ่มขึ้นอย่าง ไม่หยุดยั้ง นักการเมืองอ่านสถานการณ์เช่นนี้ออก จึงพยายามใช้การตลาดนำหน้า พยายามซุกซ่อนข่าวไม่ดีและบิดเบือนข้อมูล ให้ชี้บ่งไปในทางที่ชาวอเมริกันอยากได้ยินเท่านั้น

มองจากกรอบความคิดของเขา จอร์จ โซรอส กล่าวว่า สงครามกับผู้ก่อการร้าย ทำให้ความคิดของสังคมอเมริกันอยู่ห่างไกล จากความเป็นจริงมาก ยังผลให้เหตุการณ์วิวัฒน์ออกไปไกลแสนไกลจากภาวะของ ความสมดุล การกระทำของรัฐบาลอเมริกัน ก่อให้เกิดผลที่ไม่ได้คาดคิดหลายอย่าง เช่น สงครามกลางเมืองในอิรัก ความขัดแย้งและความเดือดร้อนในตะวันออกกลาง ขยายออกไปในวงกว้างขึ้น ศักดิ์ศรีและความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐลดลงในขณะที่ของประเทศอื่น เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของจีนและรัสเซีย และความปลอดภัยของชาวอเมริกันลดลงพร้อมๆ กับความนิยมของคนอเมริกัน ที่มีต่อตัวประธานาธิบดีบุชกับคณะ หากสงคราม กับการก่อการร้ายซึ่งไม่มีตัวตนแน่นอน ยังดำเนินต่อไปในแนวที่เป็นมา จอร์จ โซรอส ทำนายว่า ฐานทางสังคมเปิดของสหรัฐอเมริกาจะพังทลายลง

นอกจากจะประสบกับความถดถอย ทางคุณธรรม/จริยธรรม ความเป็นผู้นำ ของโลกลดลงและความไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นแล้ว สังคมอเมริกันยังกำลังจะประสบกับ ความถดถอยทางด้านความเป็นอยู่อีกด้วย เป็นเวลานานที่ชาวอเมริกัน เพิ่มการบริโภคแบบเมามันของตน ผ่านการสร้างหนี้ ทั้งหนี้ภายในและหนี้ภายนอกประเทศ การบริโภคของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากการเป็นหัวพ่อค้าและ การอดออมสูงของชาวเอเชีย ชาวอเมริกัน ใช้บัตรเครดิตและเงินจากการจำนองบ้าน เพื่อการบริโภคซึ่งนำไปสู่การขาดดุลกับประเทศในเขตเอเชีย แต่ประเทศเหล่านี้ ยินดีจะรับเงินดอลลาร์เก็บไว้ทำให้ ชาวอเมริกันบริโภคได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จอร์จ โซรอส ทำนายว่า สภาพเช่นนี้จะอยู่ต่อไป ได้อีกไม่นาน ราคาบ้านและค่าของเงินดอลลาร์จะตกและชาวอเมริกันจะประสบปัญหา จนไม่สามารถคงความเป็นอยู่ใน ระดับเดิมไว้ได้ เขาทำนายไว้เมื่อปี 2549 สิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นตรงดังที่เขาทำนาย นั่นคือทั้งค่าเงินดอลลาร์และราคาบ้าน กำลังตกในปี 2550

สำหรับด้านการอ่านกระแสโลก จอร์จ โซรอส เน้นด้านผลกระทบที่สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจอันเกิดจากพลังทางทหาร เป็นแนวการดำเนินนโยบาย แทนที่จะใช้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับใช้ความเชื่อในอำนาจ ของระบบตลาดแบบตกขอบแก้ปัญหาโดยปราศจากความเมตตาต่อผู้ที่ไม่มีโอกาส หรือในอีกนัยหนึ่งผลกระทบต่อสังคมโลก ของการทำตัวเป็นอันธพาลของอภิมหาอำนาจ ผู้มุ่งแสวงหาประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น เขามองว่าโลกกำลังตกอยู่ในภาวะไม่สมดุลอย่างร้ายแรง นั่นคือ การพัฒนาสถาบัน ของโลกตามไม่ทันวิวัฒนาการทางด้านตลาดเงิน การเคลื่อนไหวของกองทุนเอกชน มีมากจนเกินศักยภาพของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลกที่จะดูแล ประเทศด้อยพัฒนาต่างพากันแย่งชิงเงินทุนแต่ประเทศที่ดูดเงินทุนไปใช้ส่วนใหญ่กลับได้แก่สหรัฐอเมริกาเอง

ในด้านเศรษฐกิจ จอร์จ โซรอส อ่านว่า ความไม่สมดุลร้ายแรงนั้นจะไม่นำไปสู่ วิกฤตเศรษฐกิจโลกในเร็ววันนี้ แต่จะมีปัญหาในระดับประเทศซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวช้า กว่าความคาดหวังของประชาชนจนก่อให้ เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง เขายกตัวอย่างหลายประเทศ เช่น ละตินอเมริกา แอฟริกาใต้ และอินโดนีเซีย เนื่องจาก ปัญหาจำพวกนี้จะจำกัดอยู่ในระดับประเทศเท่านั้น มันจึงจะไม่มีผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตของมนุษยชาติ ส่วนปัญหาหนักหนาสาหัสซึ่งอาจทำให้มนุษยชาติล่มสลายได้แก่การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์และ ภาวะโลกร้อน

ในด้านอาวุธนิวเคลียร์ จอร์จ โซรอส มองว่าปัญหาเกิดจากการใช้มาตรฐานซ้อนและการไม่ทำตามข้อตกลงของมหาอำนาจเอง ตามข้อตกลงระหว่างประเทศมหาอำนาจไม่ต้องการให้ใครมีอาวุธมหาประลัยนี้นอกจาก 5 ประเทศเท่านั้น แต่มหาอำนาจกลับ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เมื่ออิสราเอลสร้าง อาวุธนิวเคลียร์และต่อมาอินเดียและปากีสถานก็สร้างบ้าง แต่พอมีกระแสข่าว ว่าเกาหลีเหนือและอิหร่านกำลังสนใจที่ จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ มหาอำนาจกลับ ขู่เข็ญประเทศทั้งสองนั้น ในขณะเดียวกันประเทศมหาอำนาจเองก็ไม่ยอมทำลาย อาวุธนิวเคลียร์ของตนตามข้อตกลง ทำให้ประเทศอื่นต้องการสร้างมันไว้ สำหรับใช้ป้องกันตัว

สำหรับด้านภาวะโลกร้อนซึ่งต้องการ ความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาและ ความร่วมมือระหว่างประเทศ สหรัฐกลับ มองว่าปัญหาไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดจะต้องลดการใช้พลังงาน ที่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลอเมริกันตกอยู่ในความครอบงำ ของบริษัทยักษ์ใหญ่โดยเฉพาะในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช การไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาทำให้ศักดิ์ศรีและความเป็นผู้นำของอภิมหาอำนาจนี้ถดถอยลงไปอีก ฉะนั้น จอร์จ โซรอส มองว่าชาวโลกจะต้องหาทางออกสำหรับป้องกันความล่มสลาย ซึ่งเขาเขียนไว้ในบทที่ 6

หน้า 50


The Age of Fallibility ยุคแห่งความคลาดเคลื่อน (จบ) - คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์  โดย ดร.ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3929 (3129)

จากมุมมองของแนวคิดด้านสังคมเปิด สหรัฐอเมริกาตกอยู่ในสภาพถดถอยและไม่มีความพร้อมที่จะนำสังคมโลกให้พัฒนาไปในทางที่ยั่งยืนได้ จอร์จ โซรอส จึงเสนอให้มองหาทางเลือกใหม่ เขามองว่า ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งจะเป็นผู้นำของโลกเพียงประเทศเดียวเช่นสหรัฐอเมริกาได้ จริงอยู่จีนเป็นประเทศใหญ่ กำลังพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วและแสดงทีท่าว่าสนใจในการเป็นผู้นำของโลก แต่จีนไม่เหมาะสมและจะทำไม่ได้ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การปกครองของจีนไม่ได้วางอยู่บนฐานของสังคมเปิดและการ ขยายอิทธิพลของจีนจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่จะถูกต่อต้านจากสหรัฐอเมริกา ยิ่งกว่านั้นจีนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในแง่ที่สนับสนุนบางประเทศที่มีรัฐบาลจำพวกกดขี่ประชาชน เพราะจีนต้องการน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศเหล่านั้น เช่น พม่า แองโกลา อุซเบกิสถาน ซูดานและซิมบับเว ฉะนั้นผู้นำที่จะพาสังคมโลกให้พัฒนาไปได้ อย่างยั่งยืนตามแนวคิดของสังคมเปิดจะต้องเป็นกลุ่มประเทศและกลุ่มที่เหมาะสมที่สุด ในปัจจุบัน ได้แก่ สหภาพยุโรป เพราะกลุ่มนี้ มีลักษณะของสังคมเปิดเป็นฐานเบื้องต้น อยู่แล้ว

จอร์จ โซรอส มองว่า สหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างของการสร้างสังคมเปิดที่ดี เนื่องจากมันค่อยๆ วิวัฒน์ไปทีละขั้นตามความเชื่อที่ว่า ไม่มีอะไรจะดีสมบูรณ์ไปหมดทุกอย่างและการสร้างสังคมจะต้องทำทีละขั้น โดยแต่ละขั้นมีจุดมุ่งหมายและกำหนดเวลาที่แน่นอน เมื่อทำขั้นตอนนั้นสำเร็จแล้วจึงเริ่มทำขั้นต่อไป ทั้งที่รู้ว่าขั้นต่อไปนั้นก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้จำเป็นที่จะต้องมีขั้นต่อๆ ไปอีก นอกจากนั้นในสหภาพยุโรป สมาชิกแต่ละประเทศยังเป็นเอกราชและมีอิสระที่จะทำอะไรได้ตามกฎเกณฑ์ที่ตนเห็นด้วยเท่านั้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามเขามองว่า ในขณะนี้สหภาพยุโรปมีจุดอ่อนหลายอย่าง เช่น มันมีขนาดใหญ่และทำอะไรได้ค่อนข้างเชื่องช้า และความเป็นประชาธิปไตยเป็น แบบไม่ตรง ทำให้ประชาชนไม่สามารถมองเห็นบทบาทของตนได้อย่างแจ้งชัด จุดอ่อนนี้ ทำให้ประชาชนในประเทศสมาชิกบางประเทศ ไม่พอใจ นำไปสู่การปฏิเสธของชาวฝรั่งเศสและชาวฮอลแลนด์ที่จะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญแห่งยุโรป ยิ่งกว่านั้นในช่วงนี้สมาชิกมีความเห็นไม่ตรงกันหลายอย่างซึ่งจะมีผลกระทบต่อ การก้าวขั้นต่อไป เช่น บางประเทศเริ่ม มองเห็นปัญหาที่จะตามมาเมื่อประชาชนของสมาชิกใหม่เข้าไปแย่งงานของประชาชนของตน บางประเทศต้องการให้มีแสนยานุภาพทางทหาร และหลายประเทศต้องการให้รัฐคงระดับความรับผิดชอบทางสวัสดิการสังคมไว้ แต่บางประเทศกลับต้องการให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จอร์จ โซรอสมองว่า นั่นไม่ใช่ปัญหาหนักหนาสาหัสถึงขนาดจะ แก้ไม่ได้ เขามองว่าสหภาพยุโรปสามารถทำตัวเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อย่างมีอิสระและด้วยระบอบประชาธิปไตย สหภาพยุโรปจะต้องขยายวงออกไปอีกโดยจะต้องไม่หยุดที่จะปรึกษาหารือกับตุรกีในประเด็นที่จะรับประเทศนั้นเข้าเป็นสมาชิก เนื่องจากประเทศนั้นมีความสำคัญในด้านที่จะพิสูจน์ว่า ประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมก็สามารถเข้าร่วมสังคมโลกที่วางอยู่บนฐานของสังคมเปิดได้

นอกจากการเป็นผู้นำของกลุ่มสหภาพยุโรปแล้ว จอร์จ โซรอสมองว่า ประชาคมโลกและองค์กรเอกชนจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง ที่จะผลักดันให้โลกพัฒนาไปในทางที่ยั่งยืน เขาจึงให้การสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรเอกชนเสมอมา จะเห็นว่าสนธิสัญญาเรื่องกับระเบิดและเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่เพราะความเคลื่อนไหวขององค์กรเอกชน นอกจากด้านปัญหาสำคัญๆ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว องค์กรเอกชนกำลังมีบทบาทสำคัญในด้านการต่อต้านความฉ้อฉล และปัญหาเกี่ยวกับคำสาปของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศด้อยพัฒนา ความฉ้อฉลเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาและผลงานด้านการพิมพ์ระดับความฉ้อฉล ขององค์กรความโปร่งใสสากล (transparency international) ตั้งแต่ปี 2538 มีบทบาทสำคัญในการชี้ให้ประชาชนตระหนักว่า มันจะต้องถูกกำจัดอย่างจริงจัง การพัฒนาจึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้ ส่วนในด้านของ คำสาปของทรัพยากรเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศด้อยพัฒนาที่มีทรัพยากรมาก ยากจนคล้ายกับประเทศอื่น ทั้งนี้เพราะผู้นำ มีความฉ้อฉลสูง ความฉ้อฉลได้รับการ สนับสนุนจากบริษัทข้ามชาติ ตอนนี้องค์กรเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในด้านการกดดัน ให้บริษัทเหล่านั้นเลิกติดสินบนผู้นำของ ประเทศและเริ่มได้รับความสำเร็จอย่างจริงจังบ้างแล้ว เช่น ในประเทศไนจีเรีย และประเทศเซาตูเม

ในบทสุดท้าย จอร์จ โซรอสไม่ได้สรุป ข้อเขียนในหนังสือ หากเสนอว่าปัญหาและแนวโน้มต่างๆ ซึ่งเขากล่าวถึงในภาค 2 ของหนังสือ มีที่มาจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานจนถึงขั้นวิกฤต ปัญหานี้มีความสลับซับซ้อนสูงมาก และหนักหนาสาหัสจนสามารถทำลายมนุษยชาติได้ ต้นตอของปัญหาได้แก่น้ำมันปิโตรเลียมมีไม่พอแก่ความต้องการ ของชาวโลก ในขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ปริมาณน้ำมันที่สามารถ ขุดออกมาใช้ได้ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ความไม่สมดุลนี้เป็นที่มาของปัญหาและ เหตุการณ์ใหญ่ๆ ดังที่เราเห็น เช่น สงครามกับการก่อการร้าย การโจมตีอิรัก ความขัดแย้งกับอิหร่าน การแตกแยกกับศาสนาอิสลามและภายในศาสนาอิสลามเอง ความถดถอยของอเมริกา การแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ จีนมุ่งแสวงหาแหล่งพลังงานและให้การสนับสนุนแก่ผู้นำประเทศ ที่ฉ้อฉล และรัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติของตนเพื่อแสวงหาผลทางการเมืองระหว่าง ประเทศ

เนื่องจากวิกฤตพลังงานมีความสลับ ซับซ้อนสูงเกินที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมดและ เกินความสามารถที่เราจะแก้ไขได้ทันที เราต้องยอมรับความจริงข้อนี้และพยายามศึกษาและปรับวิธีแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จอร์จ โซรอสเห็นว่าต้องใช้มาตรการหลายๆ อย่างพร้อมกันเพื่อแก้ปัญหาที่เราพอเข้าใจ ในขณะนี้แล้ว ซึ่งรวมทั้งด้านความพยายาม ลดความต้องการและด้านการเพิ่มแหล่งพลังงานจากถ่านหินที่ปราศจากคาร์บอน พลังงานนิวเคลียร์ กระแสลมและชีวมวล การใช้ระบบตลาดเพื่อแก้ปัญหาตามแนว พิธีสารเกียวโตนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง แต่เขาคิดว่ามันยังไม่พอ และมันเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สหรัฐอเมริกาคิดว่าตนจะ ทำอะไรได้แต่เพียงลำพังโดยใช้พลังอำนาจของตน การแก้ปัญหานี้ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศและสหภาพยุโรปควรจะ เป็นผู้นำ เพราะนอกจากจะมีลักษณะของสังคมเปิดแล้วยังจำเป็นต้องใช้แหล่งพลังงานจากภายนอกสูงมากด้วย เขาบอกว่ามูลนิธิของเขาจะมุ่งเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับด้านนี้ เช่น การลดปัญหาคำสาปของทรัพยากร ภาวะโลกร้อน และการขยายขอบเขตของสหภาพยุโรป ส่วนตัวเขาเองจะพยายามทำ ทุกอย่างที่จะชักนำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับบทบาทของตน

ข้อคิดเห็น - เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก แต่มีความยากตรงที่กรอบการอ่านกระแสโลกของผู้เขียน ซึ่งค่อนข้างวกวน มันจึงอาจทำให้ผู้อ่านสับสนบ้าง นอกจากนั้นการนำเสนอยังมีส่วนที่ซ้ำกันเกือบตลอดทั้งเล่ม ผู้อ่านที่มีความรู้ภาษาอังกฤษพอประมาณน่าจะอ่านได้หากไม่เบื่อเสียก่อน แม้จอร์จ โซรอส จะบอกไว้ใน ตอนต้นของหนังสือว่า เขาจะนำเสนอหนังสือในแนวประวัติส่วนตัว แต่เขาแทรกประวัติของเขาไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผู้ต้องการรู้ จึงต้องไปหาอ่านจากที่อื่น

แม้จะได้ใช้กรอบการอ่านกระแสโลกของเขาจนประสบความสำเร็จในด้านการทำธุรกิจ แต่จอร์จ โซรอสมีความถ่อมตนและยอมรับว่าแนวคิดของเขาอาจไม่ใช่ของใหม่ หากมี ผู้คิดได้ก่อนนานแล้ว อย่างไรก็ตามความรู้จักประมาณตนของเขาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงก็ได้ ผู้ที่ติดตามการทำงานของเขาอาจพอทราบแล้วว่า จอร์จ โซรอสใช้เวลาส่วนใหญ่ในระหว่างการก่อร่างสร้างตัว หมดไปกับการแสวงหาข่าวสารข้อมูล การมีข้อมูลมากของเขาทำให้เขาสามารถอ่านวิวัฒนาการของโลก ได้อย่างแจ้งชัดกว่าคนอื่น ในสมัยนี้ระบบอินเทอร์เน็ตเอื้อให้การแสวงหาข้อมูลสะดวกขึ้นมาก แต่ข้อมูลก็มีมากขึ้นด้วย ฉะนั้นผู้ที่สามารถย่อยข่าวสารข้อมูลได้มากและสามารถอ่านความเป็นไปได้ใกล้ความเป็นจริงที่สุดจะสามารถเอาชนะ คู่แข่งขันในตลาดเสรีได้

หน้า 46