|
||||||||||||||
|
ธปท.กับการพยุงค่าเงินบาท
และ FIDF
กับกรรมเก่าที่ยังใช้ไม่หมด
(ภาค 1)
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรถการ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3927 (3127) หลังจากที่รัฐบาลสั่งปิด 56 สถาบัน การเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สินทรัพย์และความเสียหายทั้งหมดได้ถูกโอนให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้จัดการ ความเสียหายที่ ธปท.ประมาณการไว้เมื่อ 21 มิ.ย.2545 เป็นจำนวนทั้งสิ้น ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท (1,401,450 ล้านบาท) (ดูภาพประกอบ 1) ทำไมวันนี้ผมถึงต้องเอาเรื่องเก่ามาเล่ากันใหม่หรือครับ ทั้งๆ ที่เรื่องมันก็ผ่านไปนานมากแล้ว ก็เพราะนานมากนี่แหละครับ นานจนปัญหานี้ ต้องใช้เวลาแก้ไขถึง 3 รัฐบาล (รัฐบาล ประชาธิปัตย์ และรัฐบาล ไทยรักไทย 1 และ 2) และนี่ก็เป็นรัฐบาล ที่ 4 แล้วนับตั้งแต่เกิดปัญหา ผมก็เกรงว่าเรื่องนี้จะถูกลืมเลือนกันไปจนไม่ได้นำมาพิจารณาใน การแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทในปัจจุบัน มาดูความเดิมกันหน่อยนะครับ ความเสียหาย FIDF จำนวนรวมทั้งสิ้น 1.4 ล้านล้านบาทนั้น เดิม (ก่อนปี พ.ศ.2545) มีเพียงบางส่วน (FIDF1 จำนวน 5 แสนล้านบาท) แม้จะได้มีการระบุการชำระคืนต้นไว้ชัดเจน คือ การชำระคืนต้นนำมาจากร้อยละ 90 ของกำไร ธปท. บวกกับรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่หากยังมีอีกจำนวนมาก (ประมาณ 9 แสนล้านบาทที่เหลือ ซึ่งแบ่งเป็น FIDF2 จำนวน 112,000 ล้านบาท และ FIDF3 จำนวน 774,000 ล้านบาท) จนถึงปี 2545 ยังไม่มีแผนการชดเชยความเสียหายที่ชัดเจน นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ธปท.มีขาดทุนสะสมจากการรับมือการโจมตีค่าเงินบาท ในช่วงวิกฤตปี 2540 กว่าแสนล้านบาท (131,765 ล้านบาท) โอกาสที่ ธปท.จะมีกำไรในระยะ ปานกลาง-ยาวจึงเป็นไปได้ยาก ประกอบกับขบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจยังติดขัดอยู่มาก จึงทำให้การใช้คืนหนี้ในส่วนที่มีแผนรองรับแล้ว (FIDF1) ก็ยังเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพื่อให้การชดเชยความเสียหาย FIDF มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2545 รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด 3 ฉบับ คือ 1.พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะ ที่สอง พ.ศ.2545 2.พระราชกำหนดโอนสินทรัพย์บางส่วน ในบัญชีสำรองพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา พ.ศ.2545 และ 3.พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ.2501 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 โดยสาระสำคัญเพื่อให้ ธปท.สามารถมีศักยภาพในการใช้คืนต้นเงินกู้ ทั้งหมดสำหรับความเสียหาย FIDF และกระทรวงการคลังรับภาระจ่ายดอกเบี้ยการกู้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายดังกล่าว ฟังอย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านอาจดูว่ายากต่อการเข้าใจ ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ก่อนที่จะทำความเข้าใจในพระราชกำหนดทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังฐานะของ ธปท.ในปัจจุบัน คงจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างทาง การเงินของ ธปท.เสียก่อนนะครับ บัญชีของ ธปท.สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.บัญชีของฝ่ายกิจการธนาคาร 2.บัญชี ของฝ่ายออกบัตร และ 3.ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน (ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น แท้จริงแล้วมิได้มีการทำบัญชีอยู่ในส่วนใดของ ธปท.เลย แต่หากทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นผลรวมของสินทรัพย์ต่างประเทศในทุกบัญชีที่ ธปท.มีอยู่ สำหรับฝ่ายกิจการธนาคารนั้น มีบัญชีอยู่ 1 บัญชี ชื่อบัญชีทั่วไปของ ธปท. (General Account) ซึ่งบัญชีนี้ก่อนปี พ.ศ.2545 มีขาดทุนสะสมอยู่ 131,765 ล้านบาท โดยการขาดทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกราวปีละ 1.7 พันล้านบาทต่อปี ดังนั้นการใช้หนี้ FIDF ในลอตแรกจำนวน 5 แสนล้านบาทที่กำหนดให้นำมาจากร้อยละ 90 ของกำไร ธปท. บวกกับรายได้จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ท่านผู้อ่านจึงพอนึกออกว่า ไม่มี ความเป็นไปได้ ตราบใดที่ ธปท.ยังมีขาดทุนสะสมมากมายขนาดนี้ ในส่วนของฝ่ายออกบัตร (Banknote Issuing Department) มีบัญชีอยู่ 3 บัญชี คือ 1.บัญชีทุนสำรองเงินตรา 2.บัญชีผลประโยชน์ประจำปี และ 3.บัญชีทุนสำรองพิเศษ โดย ณ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2545 (ก่อนที่จะทำการออก พระราชกำหนด 3 ฉบับ) ธปท.เปิดเผยว่า ทั้ง 3 บัญชีของฝ่ายออกบัตรมีสินทรัพย์รวมกัน ถึง 1,378,974 ล้านบาท มีหนี้สิน 488,388 ล้านบาท รวมแล้วมีทุนสุทธิ (สินทรัพย์หักลบ ด้วยหนี้สิน) 890,586 ล้านบาท วันนี้เราพอเข้าใจกันแล้วว่า โครงสร้างบัญชี ธปท. เป็นอย่างไร สถานะทางการเงินของ ธปท. ก่อนการแก้ไขปัญหา FIDF เมื่อปี 2545 เป็นอย่างไร ไว้ครั้งหน้าเราจะมาคุยกันต่อ นะครับว่า เราได้แก้ไขปัญหา FIDF กันไว้ อย่างไร และกรรมเก่าดังกล่าวส่งผลต่อความสามารถ ในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ในปัจจุบันอย่างไร รวมถึงสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ อะไรนะครับ สำหรับวันนี้พื้นที่คอลัมน์ของผม หมดแล้ว สวัสดีครับ หน้า 45
|