หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สินค้าที่เหมาะสมสำหรับนำเข้าซื้อขาย ในตลาดสินค้าล่วงหน้า

In Step with AFET Futurew : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจได้อิ่มอร่อยกับผลไม้ไทยที่ออกสู่ตลาดมาอย่างมากมายนะครับ เริ่มด้วยผลไม้ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็น "ราชินีผลไม้" คือ มังคุด ซึ่งปกติแล้วราคาขายปลีกในท้องตลาดราคากิโลกรัมละ 40 - 50 บาท/กก. ด้วยต้นทุนการผลิตในสวนซึ่งรวมถึง ค่าเมล็ด ค่าปุ๋ย ค่าจ้างเก็บ รวมกันแล้วก็กว่า 10 บาท แต่มาในช่วงนี้ราคารับซื้อในสวนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 3 - 5 บาท และราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภคอย่างพวกเราซื้อรับประทานกันก็ตกเหลือประมาณ 10 - 20 บาท/กก. เท่านั้น

ตามมาด้วย "ลองกอง" ผลไม้ซึ่งถือว่าเป็นสินค้า Premium อีกชนิดหนึ่ง ปกติราคากิโลกรัมละกว่าร้อยบาท มาตอนนี้ราคาขายปลีกในท้องตลาดตกลงมาเหลือเพียง 25 - 40 บาท/กก. ซึ่งว่ากันว่าราคาลองกองตกต่ำลงมาได้ขนาดนี้ เนื่องมาจากการที่พ่อค้าไม่ค่อยกล้าเข้าไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกเหนือจากนี้ "ลำไย" ก็อาจเป็นผลไม้ตัวถัดไปที่จ่อคิวรอการแก้ปัญหาอยู่

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลนี้ ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงทางกองทัพ เข้าช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ โดยเข้าไปรับผลไม้จากแหล่งผลิต และนำมาจัดจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ผ่าน โครงการต่างๆ เช่น เทศกาลลองกองธงฟ้าโดยกรมการค้าภายในที่ BigC ราชดำริ หรือจะเป็น มหกรรมลองกองใต้ผลไม้แห่งมิตรภาพที่ท้องสนามหลวง เป็นต้น

ปัญหาของเกษตรกรในบ้านเราเป็นปัญหาที่ซ้ำซากครับ เนื่องมาจากในการทำเกษตรกรรม หรือ กสิกรรม มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เรื่องดินฟ้าอากาศ นโยบายภาครัฐ ความไม่สงบในพื้นที่ ราคาในตลาดโลก ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของเกษตรกร อันประกอบไปด้วย ความเสี่ยงด้านผลผลิตที่เกษตรกรสามารถผลิตได้ และราคาที่สามารถขายได้ ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน โดยเครื่องมือที่เรียกว่า ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET นั้น เป็นเครื่องมือที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อมาช่วยเกษตรกร ให้มีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงด้านราคาดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ก็มีผู้สอบถามมาพอสมควรครับ ทำไม ทั่วโลกนี้ ไม่มีการซื้อขายล่วงหน้าประเภท Futures Trading ในรายสินค้าประเภทผลไม้ ซึ่งเป็นพืชสวนที่มีผลผลิตออกตามฤดูกาล เช่น มังคุด ลำไย ลองกอง ทุเรียน ฯลฯ บ้าง ขณะเดียวกัน AFET มีแผนที่จะนำผลไม้ต่างๆ ดังกล่าวเข้ามาซื้อขายล่วงหน้าใน AFET บ้างหรือไม่

การตอบข้อสงสัยดังกล่าว ต้องย้อนกลับมาหลักวิชาการเกี่ยวกับการซื้อขายล่วงหน้า ประเภท Futures Trading ครับ โดยตามหลักทฤษฎีแล้ว สินค้าที่จะนำมาซื้อขายใน Futures Exchange ได้นั้น สมควรต้องอย่างน้อยมีคุณสมบัติอันได้แก่ ราคาต้องมีความผันผวน มีเกณฑ์และสามารถจัดชั้นคุณภาพได้ชัดเจน มีปริมาณการผลิตและการค้าที่มากพอสมควร มีจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสินค้าชนิดดังกล่าวมากพอสมควร

ประเด็นเรื่องราคาต้องมีความผันผวนนั้น เป็นที่ชัดเจนครับว่า ความเสี่ยงด้านราคาเกิดขึ้นมาจากราคาของสินค้าชนิดนั้นๆ มีความผันผวน ฉะนั้นหากในรายสินค้าชนิดใด ราคาถูกตรึงไว้อยู่กับที่ หรือ ราคาไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เช่น น้ำตาลทรายที่จำหน่ายในประเทศ สินค้าดังกล่าวย่อมไม่มีความเสี่ยงด้านราคา และไม่มีความจำเป็นใดและไม่เหมาะสมที่จะนำเข้ามาซื้อขายล่วงหน้า

คุณสมบัติเรื่องเกณฑ์และความสามารถในการจัดชั้นคุณภาพได้นั้นก็มีความสำคัญ แน่นอนว่า การซื้อขายล่วงหน้าเป็นการซื้อขายสินค้าเพื่อส่งมอบรับมอบสินค้าในอนาคต ฉะนั้น หากสินค้าใดมีคุณภาพ หรือมีมาตรฐานที่ไม่ชัดเจน เมื่อถึงวันครบกำหนด ย่อมเกิดปัญหาในการรับมอบและส่งมอบสินค้า เพราะไม่รู้ที่จะตัดสินกันอย่างไรว่าสินค้าที่นำมาส่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ เพราะว่า มาตรฐานไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นสินค้าใดๆ ที่ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจน หรือ สามารถจัดชั้นคุณภาพได้ยาก ย่อมไม่เหมาะสมที่จะนำเข้ามาซื้อขายล่วงหน้า ดังตัวอย่างเช่น ผลไม้ประเภทต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ประเด็นเรื่องการมีปริมาณการผลิตและการค้า รวมถึงจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสินค้ามากพอสมควรนั้น ก็เป็นคุณสมบัติที่จำเป็น เนื่องจากเงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้การซื้อขายล่วงหน้าประสบความสำเร็จได้ คือ สภาพคล่อง หรือ Liquidity ซึ่งในรายสินค้าที่มีการผลิตและการค้ารวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มากนั้น แน่นอนว่าจะมีผู้เข้ามาสนใจซื้อขายน้อย ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าการซื้อขายสินค้าดังกล่าวจะไม่มีสภาพคล่องและจะไม่เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน ทำให้มีโอกาสในการประสบความสำเร็จที่ต่ำ จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาซื้อขายล่วงหน้า

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ สินค้าที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักวิชาการดังที่ได้กล่าวมา ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆ เลยว่า การซื้อขายล่วงหน้าในรายสินค้าชนิดนั้นจะประสบความสำเร็จ (มีโอกาสสำเร็จเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้น) แต่เป็นที่มั่นใจได้เลยครับว่า สินค้าที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่ได้กล่าวมาจะล้มเหลวแน่นอน ฉะนั้นกระบวนการคัดเลือกและออกแบบข้อกำหนดซื้อขายล่วงหน้าจึงต้องกระทำอย่างรอบคอบ เพราะว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจซื้อขายล่วงหน้าของทุกตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างๆ ทั่วโลก