|
||||||||||||||
|
คนรวยซวยแน่
ภาษีมรดก : ดร.สมชัย สัจจพงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2550 หากถามว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยหรือไม่นั้น ผมขอตอบแบบฟันธงว่า ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอนและเป็นปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว แม้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศพยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่ผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และหลังช่วงวิกฤติจนถึงปัจจุบัน ผมขออธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจก่อนนะครับว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนกับการแก้ไข ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้นั้นเป็นคนละเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกันบ้าง และอย่าเข้าใจผิดนะครับว่าหากเราสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดไปจากประเทศไทยแล้ว จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้หมดไปหรือลดลงอัตโนมัติ การวัดว่าใครเป็นคนยากจนบ้างนั้น เขาวัดกันที่รายได้ต่อเดือน ในกรณีของประเทศไทย หากใครมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าประมาณ 1,230 บาท ถือว่าคนนั้นมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (poverty line) ดังนั้นคนคนนั้นถือว่าเป็นคนยากจน ซึ่งในเมืองไทยมีคนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 7-8 ล้านคน หากใช้กลยุทธ์แบบศรีธนญชัยและต้องการให้คน 7-8 ล้านคนนี้ รอดพ้นจากชนักติดหลังที่ถูกเรียกว่าคนจน รัฐบาลสามารถนำเงินจากงบกลางไปแจกคนกลุ่มนี้อย่างน้อยให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่าคนละ 1,230 บาท เพียงแค่การดำเนินมาตรการแบบศรีธนญชัยเช่นนี้ก็สามารถทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยแล้วครับ เห็นหรือเปล่าครับว่าการขจัดคนจนให้หมดไปจากประเทศไทยนั้นง่ายมากกว่าปอกกล้วยเข้าปากช้างซะอีก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักประกันนะครับว่า เมื่อไม่มีคนจนแล้วความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนและคนรวยจะแคบลง การวัดความยากจนเป็นเรื่องของการวัดเชิงสัมบูรณ์ (absolute) ในกลุ่มคนจนด้วยกันโดยเปรียบเทียบกับเส้นความยากจน แต่การวัดปัญหาการกระจายรายได้เป็นเรื่องของการวัดเชิงเปรียบเทียบ (relative) ระหว่างรายได้ของกลุ่มคนจน และรายได้ของกลุ่มคนรวย ถึงแม้ว่าคนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึง 1,230 บาท และไม่ถูกจัดว่ามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอีกแล้ว แต่หากในขณะเดียวกันกลุ่มคนรวยมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คนจนได้เพิ่ม ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้ถือว่า คนจนหมดจากประเทศไทยหรือไม่ คำตอบก็คือใช่ และหากถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้ถือว่า ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ดีขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ มิหนำซ้ำปัญหากลับรุนแรงขึ้นอีกครับ การแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้สามารถทำได้ 5 แนวทางดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง ได้แก่ การทำให้รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่รายได้ของกลุ่มคนจนมีเท่าเดิม แนวทางที่สอง การทำให้ รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนเพิ่มขึ้น แนวทางที่สาม การทำให้รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนลดลงในอัตราน้อยกว่าอัตรารายได้ที่ลดลงของกลุ่มคนรวย แนวทางที่สี่ การปล่อยให้คนรวยมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตรารายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรวย และแนวทางที่ห้า การทำให้รายได้ของกลุ่มคนรวยเท่าเดิมแต่กลุ่มคนจนรวยขึ้นฝ่ายเดียว หากรัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหากระจายรายได้ รัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้โดยเลือกกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวทางต่างๆ ข้างต้น ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายและยากกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนครับ วันนี้ผมขอแตะเฉพาะส่วนของการทำให้รายได้ของกลุ่มคนรวยลดลง ซึ่งมีหลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีความอ่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากมาตรการอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีผลกระทบต่อรายได้ของคนรวยซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติในทุกประเทศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย มาตรการที่ผมจะแตะในวันนี้ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย เมื่อพูดถึงภาษีมรดก ผมขอใช้คำว่าระบบภาษีมรดก น่าจะเหมาะสมกว่า โดยระบบภาษีมรดกที่สมบูรณ์จะต้องมีภาษี 3 ประเภทได้แก่ ภาษีกองมรดก (estate tax) ภาษีการรับมรดก (inheritance tax) และภาษีการให้ (gift tax) ผมขอเรียนว่าในประเทศต่างๆ ที่มีการนำระบบภาษีมรดกมาใช้ ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่มีการนำภาษี ทั้ง 3 ประเภทมาใช้พร้อมกันทั้ง 3 ประเภท อย่างมากก็มีเพียง 2 ประเภทเช่น สหรัฐอเมริกาที่มีการจัดเก็บภาษีกองมรดก ในระดับรัฐบาลกลาง (federal government) และภาษีการรับมรดกในระดับมลรัฐ (state government) ภาษีกองมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากกองมรดกสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น หนี้ภาษี และค่าจัดงานศพเป็นต้น อัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้ากล่าวคือ กองมรดกสุทธิมูลค่ามาก(น้อย)เสียภาษีในอัตราสูง (ต่ำ) นอกจากนี้ จะมีการกำหนดมูลค่าของกองมรดกขั้นต่ำ ที่จะต้องเสียภาษีกองมรดก (เช่นกองมรดกมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี) สำหรับภาษีการรับมรดกนั้นเป็นภาษีที่เก็บจากมูลค่าของมรดกที่ทายาทได้รับจากพินัยกรรม อัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้าเช่นกัน แถมยังมีมิติของความใกล้ชิดระหว่างทายาทกับผู้ตายมาประกอบการพิจารณากำหนดอัตราภาษีอีกด้วยเช่น หากผู้ตายกับทายาทผู้รับมรดกมีความใกล้ชิดกันมากเช่น ผู้ตาย และทายาทที่เป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ อัตราภาษีจะต่ำกว่า กรณีผู้ตายและผู้รับมรดกมีความสัมพันธ์ห่างกัน เช่น ผู้ตาย และทายาทที่เป็นเหลน โหลน ลื้อ เป็นต้น ในส่วนของภาษีการให้นั้นเป็นการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มีการให้ด้วยความสิเน่หาแก่บุคคลต่างๆ ก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมาย เช่นก่อนเสียชีวิต 1 ปีเป็นต้น คราวนี้ผมขอถามท่านผู้อ่านว่าหากประเทศไทยนำภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดกมาใช้ รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีดังกล่าวจากคนรวยทั้งหลายได้หรือไม่ และหากเก็บได้จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ คำตอบก็คืออาจจะเก็บได้บ้างและไม่มีทางที่จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ยกตัวอย่างเช่น หากผมรู้ว่าผมจะเสียชีวิตแน่นอน จากโรคร้ายภายใน 3 เดือน ผมอาจจะโอนหรือยกทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งเงินสดให้ทายาท และผู้ใกล้ชิดผม จนไม่เหลือกองมรดกที่จะนำมาทำเป็นพินัยกรรมมาแจกจ่ายใครหลังผมเสียชีวิตเลย เป็นอันว่าผมไม่เสียภาษีกองมรดกเมื่อผมเสียชีวิตรวมทั้งทายาทผมก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดกให้แก่รัฐบาลเลย หากประเทศเราไม่มีการเก็บภาษีการให้ด้วย นอกจากนี้ผมยังมีวิธีหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีกองมรดกได้อีก โดยพยายามทำให้กองมรดกสุทธิของผมมีมูลค่าเพียง 9,999,999.99 บาท หากกฎหมายภาษีกองมรดกกำหนดว่า กองมรดกสุทธิที่มีมูลค่าน้อยกว่า 10 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี จากประสบการณ์ในประเทศที่มีระบบภาษีมรดกพบว่า รัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้จากภาษีนี้ ได้มากเพียงพอจนเป็นรายได้หลักที่รัฐบาลจะนำรายได้ไปพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาด้านการบริหารจัดเก็บภาษีและจิตสำนึกของการเสียภาษีของคนรวยตามตัวอย่างเล็กๆ ที่ผมได้ยกมาข้างต้น ดังนั้นเราโดยเฉพาะคนจนคงไม่ต้องตั้งความหวังไว้สูงนะครับว่า เมื่อประเทศไทยมีการนำระบบภาษีมรดกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีประเภทใดก็ตาม แล้วคนรวยจะเข้าแถวยาวเหยียดมายื่นภาษีและหวังว่ารายได้ของคนกลุ่มนี้จะลดลง เพื่อให้ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนและคนรวย แคบลง เราคงหวังได้แต่เพียงว่า การมีระบบภาษีมรดกในประเทศไทยก็เพื่อความสะใจของคนจน เท่านั้นที่อยากจะเห็นคนร่ำรวยล้นฟ้าในประเทศนี้ ต้องเสียภาษีความรวยบ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติตามที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น มันไม่เป็นตามนั้นหรอกครับ
|