|
||||||||||||||
|
เจ้านาย :
สาเหตุสำคัญของพิษในที่ทำงาน
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ซื้อไว้หลายปี แต่ยังไม่ได้อ่านชื่อ Toxic Emotions at Work โดย Peter J. Frost มาอ่านครับ และคิดว่าน่าสนใจและน่าจะตรงกับสิ่งที่หลายๆ ท่าน กำลังประสบในปัจจุบันนะครับ เลยขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาเสนอครับ ในหนังสือเล่มนี้ เขาเปิดประเด็นว่าในชีวิตการทำงานของทุกคนนั้น ย่อมประสบกับความเจ็บปวด หรือความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากที่ทำงานนั้น อาจจะมาจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในองค์กรในด้านต่างๆ หรือการกระทำของผู้บริหารต่อลูกน้อง และความเจ็บปวดหรือความไม่สบายใจดังกล่าว ก็อาจจะพัฒนาสู่พิษร้ายที่ฝังลึกในองค์กร มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า องค์กรที่เป็นพิษ (Toxicity) นั้น ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการทำงานของบุคลากร และสุดท้ายแล้ว ย่อมส่งผลเสียต่อตัวองค์กรเอง บุคลากรที่เผชิญกับความเจ็บปวดในการทำงาน มักจะสูญเสียกำลังใจในการทำงาน ความเชื่อมั่น และความมุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการทำงาน และสุดท้ายแล้ว ย่อมนำไปสู่ผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานที่ลดลงและกำไรขององค์กรที่ลดลง นอกจากนี้ ถ้าบุคลากรมีความรู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือ ไม่ได้รับเกียรติจากเจ้านาย บุคลากรมักจะหาทางเอาคืนกับตัวเจ้านายและองค์กร นับตั้งแต่การปล่อยเกียร์ว่างในการทำงาน หรือการทำงานอย่างไม่เต็มความสามารถ การปล่อยข่าวลือ ข่าวไม่ดีต่างๆ เกี่ยวกับองค์กร การสูญเสียความภักดีที่มีต่อองค์กร หรือแม้กระทั่งการทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กร ทีนี้ในเมื่อเรารู้แล้วว่า องค์กรที่มีลักษณะเป็นพิษนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี และต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน เรามาดูกันต่อซิครับว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นพิษภายในองค์กร เชื่อว่าสาเหตุหลักๆ ท่านผู้อ่านก็คงพอเดาได้นะครับว่า องค์กรที่เป็นพิษมักจะมาจากผู้บริหารที่เป็นพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติและพฤติกรรมของคนที่เป็นผู้บังคับบัญชา เราลองมาดูตัวอย่างของบางพฤติกรรมของผู้บังคับบัญชาที่นำไปสู่องค์กรที่เป็นพิษกันนะครับ ที่พบเจอกันบ่อยมาก คือเจ้านายที่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะชอบทำร้ายจิตใจของลูกน้องครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้ลูกน้องต้องอับอาย เสียหน้า สูญเสียความมั่นใจ ความเชื่อมั่นของตนเอง อาจจะบอกได้ว่าเจ้านายพวกนี้ชอบทำให้ผู้อื่นได้รู้สึกอับอายหรือเจ็บปวดทางจิตใจ และส่วนใหญ่ลูกน้องก็ไม่มีสิทธิหรือโอกาสตอบโต้ เนื่องจากสายบังคับบัญชาที่มีอยู่ เจ้านายเหล่านี้จะชอบค่อนขอด เหน็บ กัด ทำให้ลูกน้องได้รู้สึกอับอาย หรือดูไม่ฉลาด ต่อหน้าผู้อื่น ถ้าเจ้านายเหล่านี้ไม่ชอบหน้าใครแล้ว ก็จะคอยจองล้างจองผลาญลูกน้องคนนั้นตลอดเวลา จนเรียกได้ว่าไม่ได้ผุดได้เกิด ในบางครั้งเจ้านายประเภทนี้ก็จะโจมตีทุกๆ คนโดยไม่เลือกหน้าครับ เรียกได้ว่าใครขวางหน้าหรืออยู่ในรัศมี ก็จะโดนโจมตีทำลายล้างหมด และที่แย่ไปกว่านั้นคือเดาไม่ได้ด้วยครับว่า ลูกน้องคนไหน หรือเมื่อไรที่จะโดนเจ้านายตนเองโจมตี ทำให้เวลาบุคลากรต้องประชุมกับเจ้านายที่มีลักษณะดังกล่าวจะไม่มีความสุขในการประชุมเลย เนื่องจากไม่สามารถเดาอารมณ์เจ้านายได้เลยว่าจะขึ้นหรือจะลง และใครจะเป็นผู้ถูกโจมตีเป็นรายต่อไป ถ้าจะมาวิเคราะห์สาเหตุว่า ทำไมเจ้านายถึงได้มีพฤติกรรมที่จ้องจะโจมตีผู้อื่นนั้น ก็จะมีสาเหตุของพฤติกรรมที่หลากหลายออกไปครับ เช่น มีความต้องการที่จะควบคุมหรือชี้นำผู้อื่น หรืออคติส่วนตัวต่อผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ หรือความไม่เชื่อใจในลูกน้อง หรือความรู้สึกที่ปลูกฝังอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกน้องทำงานไม่เคยถูกใจ ฯลฯ และเจ้านายเหล่านี้ก็เชื่อว่าการจิก กัด หรือโจมตีลูกน้อง นั้นเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการกระตุ้นและจูงใจลูกน้อง เพื่อให้ได้งานออกมาดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตามนะครับฝ่ายถูกกระทำหรือลูกน้องนั้นก็มักจะมีความรู้สึกหวาดกลัว สับสน โกรธ หรือท้อแท้ สุดท้ายทุกคนก็พยายามทำตัวให้ปลอดภัยที่สุด เพื่อลดโอกาสในการถูกโจมตีจากเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็นการลดความพยายามในการทำงาน การไม่พยายามเข้าร่วมประชุมกับเจ้านาย หรือการไม่นำเสนองานที่ตัวเองทำให้เจ้านายได้ประจักษ์ ประเด็นที่น่าสนใจ คือพฤติกรรมที่เป็นพิษของเจ้านายประเภทนี้ ถ้าไม่ดูโดยละเอียด อาจจะไม่พบความเสียหายต่อองค์กรอย่างชัดเจนเท่าไร เจ้านายหลายคนที่มีลักษณะดังกล่าว ก็ยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานต่อไปได้ แต่สิ่งที่ลืมดูกันคือขวัญกำลังใจของบุคลากร ที่ทำงานร่วมกับเจ้านายประเภทนี้ครับ รวมทั้งบรรยากาศในการทำงานที่เป็นพิษ ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อจิตใจที่ลูกน้องได้รับจากเจ้านายประเภทนี้ ก็จะอยู่ไปนานพอสมควรครับ ทั้งส่งผลต่อสุขภาพด้วยครับ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ระดับความดันโลหิตของลูกน้องจะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อต้องพบปะ ทำงาน หรือประชุม ร่วมกับเจ้านายที่ตนเองไม่ชอบหน้า ซึ่งย่อมจะส่งผลในระยะยาวต่อสุขภาพของบุคคลผู้นั้นด้วยนะครับ ท่านผู้อ่านที่เป็นเจ้านายทั้งหลายก็ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า มีลักษณะตามที่ผมนำเสนอมาหรือไม่? ถ้าใช่ ก็อาจจะต้องเร่งปรับตัวครับ ก่อนที่จะทำให้บรรยากาศในการทำงานของหน่วยงานท่านเป็นพิษมากกว่านี้ และนี่ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมเดียวของเจ้านายที่ทำให้เกิดพิษในที่ทำงานนะครับ สัปดาห์หน้าเราลองมาดูพฤติกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมครับ บรรยากาศที่เป็นพิษในที่ทำงานเกิดจากใคร? มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2550 เนื้อหาในสัปดาห์นี้ยังคงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ในเรื่องของบรรยากาศในการทำงานที่เป็นพิษนะครับ ซึ่งสาเหตุสำคัญประการแรกที่ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานเป็นพิษ ก็มาจากตัวเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชานั้นแหละครับ ซึ่งถ้าองค์กรไหนมีบรรยากาศในการทำงานที่เป็นพิษแล้ว ตัวบุคลากรในองค์กรก็มักจะขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ย่อมส่งผลเสียต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กรเอง สัปดาห์ที่แล้ว เราได้เริ่มต้นจากคุณลักษณะบางประการของผู้นำที่จะทำให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษในการทำงาน สัปดาห์นี้ เรามาดูคุณลักษณะอื่นๆ นะครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ผู้นำที่ชอบสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษนั้น อาจจะเป็นตัวท่านเองก็ได้ครับ ปัญหาของผู้นำที่ชอบสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษนั้น อาจจะเกิดขึ้นจากการที่ตัวผู้นำหลายๆ ท่าน ขาดทักษะ หรือขาดการพัฒนาทักษะในด้านเกี่ยวกับการบริหารคน ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของคนที่เป็นผู้นำทุกคนนะครับ เราจะพบผู้นำหลายๆ ท่าน ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากการเป็นนายช่าง วิศวกร แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ทหาร นักวิชาการ ครู ฯลฯ โดยที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้รับการพัฒนาในเรื่องของทักษะการบริหารแต่เพียงใด โดยเฉพาะทักษะในการบริหารคน ถึงแม้ทักษะของความเป็นผู้นำหลายๆ อย่าง จะสามารถได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือการอ่านหนังสือ แต่เราจะพบเลยครับว่า ทักษะที่สำคัญที่สุด คือทักษะเรื่องของคนนั้นต้องได้รับการพัฒนาทั้งหลักการ และประสบการณ์ควบคู่กันไป ผู้บริหารบางท่านมีความสามารถที่เชี่ยวชาญและเอกอุในวิชาชีพของท่าน แต่พอขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ก็เนื่องจากการขาดความสามารถ หรือการไม่สนใจต่อทักษะในการบริหารคนนั้นเองครับ ผู้บริหารเหล่านี้มักจะสร้างความปวดหัวและปั่นป่วนให้กับลูกน้องได้เสมอครับ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถที่จะตัดสินใจในสิ่งที่สำคัญ หรือความใจโลเล ในการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของสิ่งที่ได้ตัดสินใจไป หรือการให้ลูกน้องวิเคราะห์และหาข้อมูลมาให้อย่างดีแล้ว แต่กลับไม่เคยใช้ข้อมูลที่ลูกน้องเสนอมา ในขณะเดียวกัน ผู้นำเหล่านี้บางท่านก็ชอบเข้าไปจู้จี้จุกจิก ดูแลลูกน้องอย่างใกล้ชิดเกินเหตุ ในแบบที่ฝรั่งเรียกว่า micro management หรือผู้นำที่ชอบที่จะเป็นจุดศูนย์รวมของทุกอย่าง การตัดสินใจในทุกๆ สิ่งต้องผ่านตัวผู้นำ สุดท้ายงานก็ไม่เสร็จ ผู้นำก็เหนื่อย และลูกน้องก็ขาดความมั่นใจในการเสนอสิ่งใหม่ๆ หรือการตัดสินใจด้วยตัวเอง ผู้นำอีกประเภทที่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษ ก็คือผู้นำที่ชอบทรยศครับ ซึ่งผู้นำประเภทนี้ ทั้งทำให้ลูกน้องขาดความไว้วางใจ และทำให้ลูกน้องต้องเจ็บปวดใจ การทรยศของผู้นำนั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบครับ ที่พบบ่อยๆ ก็คือ ผู้นำที่ความประพฤติไม่ตรงกับสิ่งที่พูดครับ ผู้นำบางท่านจะชอบบอกลูกน้องว่า ตัวเองใช้นโยบายเปิดประตู พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกคน ลูกน้องทุกคนสามารถเข้ามาพูดคุยได้อย่างเปิดอก แต่พอลูกน้องเข้าไปคุยแล้วกลับนำเอาสิ่งที่ลูกน้องไประบาย (โดยเฉพาะการระบายความคับข้องใจในการทำงานกับผู้อื่น) ไปบอกเล่าบุคคลอื่น ซึ่งก็ทำให้ลูกน้องเสียไปเลยครับ นอกจากนี้ การทรยศของผู้นำยังครอบคลุมการไม่ทำตามสิ่งที่ตนเองรับปากไว้ เช่น รับปากว่าจะเลื่อนตำแหน่งลูกน้อง แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ทำตามที่รับปากไว้ ก็ถือเป็นการทรยศชนิดหนึ่งนะครับ หรือที่เราพบบ่อยๆ คือผู้นำที่ชอบเอาความคิดลูกน้องไปนำเสนอและบอกว่าเป็นความคิดตัวเอง โดยไม่ให้เครดิตลูกน้อง ก็ถือเป็นการทรยศทางความคิดต่อลูกน้องอีกเช่นเดียวกันครับ พวกผู้นำที่ชอบทรยศนั้น นอกจากจะทำให้บรรยากาศเป็นพิษแล้ว ความไว้วางใจที่ลูกน้องมีต่อผู้นำก็ลดน้อยลง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ดีด้วยครับ และแถมความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยากที่จะสมานแล้วด้วยครับ ผู้นำประเภทสุดท้าย คือผู้นำที่ขาดความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligent ครับ นั้นคือพวกที่ไม่เข้าใจอารมณ์ หรือความรู้สึกของลูกน้องครับ เป็นพวกที่จะมองแต่อารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ แต่ไม่ค่อยสนว่าลูกน้องคิดอะไรอยู่ เนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นเจ้านาย ทำไมต้องตามอารมณ์ลูกน้อง? ความเสียหายที่เกิดขึ้น มักจะเป็นความเสียหาย ที่เกิดจากการที่ไม่ยอมรับรู้ และตระหนักว่าอารมณ์ และการกระทำของตนเองจะส่งผลต่อลูกน้องอย่างไร ตามตำราวิชาการแล้ว เขาบอกว่าผู้นำประเภทนี้ ไม่สามารถแยกระหว่างงาน กับชีวิตส่วนตัวได้ครับ ผู้นำเหล่านี้จะไม่เข้าใจว่า ทำงาน ภาระทางครอบครัว หรือชีวิตส่วนตัวของลูกน้อง ถึงมีความสำคัญต่อลูกน้องมากกว่าการเข้ามาทำงานในวันหยุด ซึ่งถ้าเราเจอผู้นำประเภทนี้แล้ว ก็จะทำให้ความภักดีของลูกน้องลดลง รวมทั้งการลดความพยายามในการทำงานต่อผู้นำและองค์กร ท่านผู้อ่านก็อย่าลืมสำรวจตนเองนะครับว่า เป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษในที่ทำงานหรือไม่? และต้องเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า เนื้อหาในช่วงสองสัปดาห์นี้นำมาจากหนังสือขายดีเมื่อหลายปีก่อนของ Peter Frost ชื่อ Toxic Emotions at Work นะครับ
|