หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

คงเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า "ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ ผู้มีอำนาจวางกฎเกณฑ์" เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ หรือ Axiom ยิ่งย้อนไปในยุคที่ภาษาเขียนยังไม่แพร่หลายดังเช่นในปัจจุบัน โอกาสที่ผู้แพ้จะบันทึกเหตุการณ์จากมุมมองของเขาไว้ให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ไม่มีเลย ฉะนั้นเหตุการณ์ที่จะกล่าวถึงจึงมาจากหนังสือประวัติศาสตร์ของผู้ชนะ เพราะผู้แพ้ไม่มีแม้แต่ภาษาเขียนตามแบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2075 บนที่ราบสูงแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเปรู เหตุการณ์นั้นมักถูกยกมาเป็นตัวอย่างว่า ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรและเทคโนโลยีเป็นตัวชี้ขาดในการแข่งขันและการต่อสู้กันของมนุษยชาติ

ในวันนั้น ทหารสเปนเพียง 168 คนสามารถเอาชนะกองทัพอินคา ซึ่งมีทหารกว่า 80,000 คนได้ เพราะทหารสเปนมีม้าศึก ปืนและอาวุธอื่นๆ ที่ทำด้วยเหล็กกล้า และมีความสามารถในการใช้กลยุทธ์ที่แยบยล ส่วนกองทัพอินคาประกอบด้วย ทหารเดินเท้าที่มีอาวุธทำด้วยไม้และไม่เคยเห็นม้ามาก่อน เมื่อทหารอินคาเห็นม้าศึกต่างก็ตกใจ ควบคุมกันไม่ติดและพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

ต่อมาชาวยุโรปเอาชนะชาวพื้นเมืองได้ทั้งในทวีปอเมริกาใต้และในทวีปอเมริกาเหนือ พัฒนามาเป็นอภิมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าผู้อื่นอยู่ในปัจจุบัน และกำลังใช้เทคโนโลยีนั้นรุกรานผู้อื่น จริงอยู่ในช่วงที่ชาวยุโรปไปรุกรานชาวพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ชาวยุโรปมีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการองค์กรเหนือกว่าชาวพื้นเมือง แต่ปัจจัยที่ทำให้ชาวพื้นเมืองพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วอาจไม่ใช่สองปัจจัยนั้น หากเป็นโรคติดต่อซึ่งชาวยุโรปนำติดตัวไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และชาวพื้นเมืองไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน

แม้ชาวพื้นเมืองจะไม่ได้เขียนประวัติศาสตร์ไว้ แต่ข้อมูลของชาวยุโรปเองยืนยันว่า เกือบทุกแห่งที่ชาวยุโรปอพยพไปถึง ชาวพื้นเมืองจำนวนมากพากันล้มตายไปในเวลาอันสั้นจากโรคติดต่อโดยเฉพาะไข้ทรพิษ

แม้เหตุการณ์เหล่านั้นดูเหมือนจะจบลงไปหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็อาจมองได้ว่ามันยังเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน เพราะผู้ที่ส่งกองทัพไปรุกรานอัฟกานิสถานและอิรักยังเป็นชาวยุโรปหรือไม่ก็ผู้ที่มีรากเหง้ามาจากชาวยุโรป อีกร้อยปีจากนี้ไปใครจะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์เราคงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ เพราะเรายังไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

แต่ ณ วันนี้ อาจมีมุมมองว่า สงครามในอัฟกานิสถานและอิรักนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการรุกรานขนานใหญ่ ที่เรามักมองไม่ค่อยเห็นและอาวุธสำคัญยังเป็นชนิดที่ผู้รุกรานไม่ตั้งใจจะนำไปใช้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ยกเว้นความแตกต่างในด้านรายละเอียดเท่านั้น นั่นคือ อาวุธในอดีตเป็นจำพวกโรคติดต่อ ส่วนอาวุธในปัจจุบันเป็นจำพวกโรคเรื้อรัง

ในยุคนี้ไม่มีเชื้อไข้ทรพิษหลงเหลืออยู่อีก โรคติดต่อสำคัญ ได้แก่ มาลาเรีย วัณโรค และเอดส์ โรคจำพวกนี้ส่วนใหญ่เกิดกับประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนในประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีประชาชนเชื้อสายยุโรป ความเจ็บป่วยส่วนมากเกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน โรคจำพวกนี้มักมีต้นตอมาจากการบริโภคมากเกินไป และการออกกำลังกายไม่เพียงพอ

เป็นเวลาหลายทศวรรษประเทศกำลังพัฒนาพยายามเลียนแบบวิถีชีวิตของประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว โดยเฉพาะการบริโภคอาหารจำพวกมีไขมันสูงมากจนเกินไป พร้อมๆ กับลดการออกกำลังกายลง ยังผลให้ประชาชนเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ และเบาหวานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกล่าสุดบ่งว่า เมื่อประเทศกำลังพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น สัดส่วนของการป่วยและการตายด้วยโรคเรื้อรังจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปจนใกล้กับอัตราของประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว

โรคเรื้อรังจะมีบทบาทในการฆ่าประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาไม่ต่างกับที่โรคติดต่อฆ่าชาวอินคาและชาวแอสเตค ยกเว้นรูปแบบในการฆ่าอาจต่างกันบ้างเท่านั้น นั่นคือ ชาวอินคาและชาวแอสเตคขาดการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและล้มตายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาจะตายไปอย่างช้าๆ ส่วนหนึ่งเพราะการรักษาพยาบาลด้วยเทคโนโลยีร่วมสมัย แต่การตายอย่างช้าๆ และค่ารักษาพยาบาลจะเป็นตัวเจ้าปัญหาที่สร้างความอ่อนแอให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาจนล่มสลาย

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกบ่งด้วยว่า ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังในประเทศกำลังพัฒนาเริ่มป่วยเมื่ออายุต่ำกว่าผู้ป่วยในประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว นั่นหมายความว่า พวกเขาจะสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ค่ารักษาพยาบาลพวกเขาจะมีผลกระทบในอัตราที่สูงกว่า เพราะประเทศกำลังพัฒนามีรายได้ต่ำกว่าประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว

ยิ่งกว่านั้น ในยุคข่าวสารข้อมูลนี้ผู้ป่วยมักมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาจึงเรียกร้องเอาวิธีรักษาพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดซึ่งมักมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะในกรณีที่พวกเขาไม่ต้องเสียเงินเอง เพราะรัฐรับจ่ายให้ตามโครงการประชานิยม เมื่อเวลาผ่านไปสัดส่วนของค่ารักษาพยาบาลในงบประมาณของรัฐจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รัฐมีงบประมาณเพื่อการลงทุนน้อยลง ซึ่งจะนำไปสู่การชะลอตัวของความก้าวหน้า ในขณะเดียวกัน การแย่งชิงงบประมาณนับวันจะเข้มข้นยิ่งขึ้น จนนำไปสู่ความแตกแยกร้ายแรงในสังคม

ผลสุดท้าย ผู้รุกรานจะไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธที่พวกเขามีอยู่ เพราะผู้ถูกรุกรานที่ไม่มีความเข้าใจในวิวัฒนาการของโลกอย่างถ่องแท้จะล่มสลายและพ่ายแพ้ไปเอง