หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Moral Hazard ตลาดมะนาว และพี่น้องชาวไทย

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ผลการลงมติรับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญ ซึ่งออกมาแบบคาบลูกคาบดอกคราวนี้ คงกลายเป็นหัวข้อถกเถียงกันไปได้อีกสักพักหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับการวิจารณ์บอลหลังจบการแข่งขัน สุดท้ายไม่ว่าใครจะพูดยังไงผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมบ้านเมืองเราถึงได้เป็นแบบนี้ ถามตัวเองตั้งหลายครั้งได้คำตอบเหมือนกันบ้างไม่เหมือนกันบ้าง ถามไปถามมาชักสับสนกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะว่าการเมืองแต่ละช่วงในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นซ้ำๆ บางอย่างเกิดบ้างไม่เกิดบ้าง บางอย่างเกิดแทบจะนับครั้งได้ คำตอบที่ได้ก็เลยไม่เหมือนกันสักที

พอคิดถึงความวุ่นวายในช่วงสองปีที่ผ่านมาทีไร มีสองคำผุดขึ้นในหัวผมทุกที คำแรกคือ Moral Hazard ส่วนอีกคำคือ ตลาดมะนาว

Moral Hazard มีคนแปลเป็นไทยไว้หลายความหมาย เช่น ความบิดเบือนทางจริยธรรม อันตราทางศีลธรรม ความเสี่ยงทางศีลธรรม ภัยทางจริยธรรม เป็นต้น ผมเองไม่หาญกล้าพอจะบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีกคำ เอาเป็นว่า ขอยกตัวอย่างของ Moral Hazard ขึ้นมาสักตัวอย่างหนึ่ง แล้วให้ท่านผู้อ่านไปนิยามกันเอาเอง

ตัวอย่างของ Moral Hazard ที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้คือการประกัน สมมติว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยทำประกันสุขภาพชั้นหนึ่งให้กับเรา จะปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้หรือโดนแมลงสัตว์กัดต่อย ไปหาหมอประกันรับผิดชอบหมด มีประกันแบบนี้เป็นอะไรนิดหน่อยก็อยากไปหาหมอ ทั้งๆ ที่อาการผิดปกติอาจจะหายไปเองโดยไม่ต้องเอาหยูกเอายามากิน เผลอๆ อาจจะไม่ค่อยสนใจดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะคิดว่ายังไงก็รักษาฟรีอยู่แล้ว หมอเองพอรู้ว่าคนไข้มีประกันชั้นหนึ่ง ก็สั่งยาให้เสียชุดใหญ่เกินกว่าความจำเป็น ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็เลยสูงกว่าที่ควร ทำไปทำมาคนที่อ่วม คือบริษัทประกัน

แล้วเจ้า Moral Hazard มาเกี่ยวกับการเมืองอย่างไร?

เราเห็นนักการเมืองหาเรื่องทะเลาะกันได้ทุกวัน แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจน เลยทำให้คิดว่าคงยากที่แต่ละฝ่ายจะจับมือกันได้ ในความเป็นจริงแล้ว พรรคการเมืองเหล่านี้ฮั้วกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ในระบบการเมืองไทยนั้น ก่อนฤดูเลือกตั้งพรรคเป็นของทุกคน ช่วงเลือกตั้งประชาชนเป็นคนของพรรค หลังเลือกตั้งพรรคไม่ใช่ของประชาชน พรรคเป็นของคนในพรรคเท่านั้น

ภายใต้เงื่อนไขนี้ ประชาชนแทบไม่มีอำนาจในการควบคุมพฤติกรรมหลังเลือกตั้งของนักการเมือง พรรคการเมืองเองก็ไม่ค่อยจะเอาจริงเอาจัง ทุกพรรคมีทั้งคนดีและคนไม่ดีในสัดส่วนแตกต่างกันไป ปัญหาคือ เมื่อมีสมาชิกพรรคทำเรื่องไม่ดีไม่งาม ถ้าไม่มีใบเสร็จ จับไม่ได้คาหนังคาเขา อย่างดีก็เป็นข่าวสักพักเดี๋ยวก็เงียบไปเอง ไม่มีการลงโทษ พูดได้เลยว่า ไม่มีพรรคไหนตั้งใจจะสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมอย่างจริงจัง การเพิกเฉยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง "กินได้แต่ต้องกินให้เนียน แบ่งให้คนอื่นกินบ้าง กินให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอย"

การมีรัฐธรรมนูญใหม่ต่อให้ดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเรายังมีอีกปัญหา "ตลาดมะนาว" ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

คำว่า "ตลาดมะนาว" หรือ Lemon Market ในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันแปลเป็นไทยคือ "การย้อมแมวขาย" คนขายรู้ว่าแมวตัวนี้เป็นแมวสีเทาคงขายไม่ออก เลยเอาไปย้อมสีทำไฮไลต์จนกลายเป็นแมวสีสวาท คนซื้อเห็นว่าแมวสีสวาทเป็นแมวดีเลยซื้อ เลี้ยงไปสักพักสีเริ่มตกกลายเป็นแมวธรรมดา ถ้าไม่ได้ทำสัญญาซื้อขาย ไม่มีใบรับประกันจากร้านว่าเป็นแมวสีสวาทจริง จะกลับไปร้องแรกแหกกระเชอยังไงก็คงไม่ได้เงินคืน

ย้อนกลับมาเรื่องการเมือง ถามว่าชาวบ้านชาวช่องรู้ไหมว่าต้องเลือกคนดี เกือบร้อยทั้งร้อยรู้อยู่เต็มอกว่าต้องทำอย่างไร แต่จากตัวเลือกที่มี บอกไม่ได้ว่าใครดีไม่ดี ทุกคนก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าตัวเองเป็นคนดีเป็นเทวดาในหมู่โจร พอทำแบบนี้เหมือนกันทุกคน คนเลือกก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นโจรใครเป็นเทวดากันแน่ ถึงเลือกเทวดาไปจริงๆ พอไปอยู่ในหมู่โจรก็ทำอะไรไม่ได้อีก สุดท้ายถ้าต้องเลือกระหว่างเทวดาที่ทำอะไรไม่ได้กับโจรที่ให้เงินแล้วเข้าไปโกงกิน

กล้าเชื่อขนมกินได้เลยว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็มีจุดอ่อนทั้งนั้น ต่อให้ร่างกันสักกี่ร้อยกี่พันรอบเราก็ไม่มีทางจะได้รัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ สิ่งที่ทำได้คือ หาทางรับมือกับจุดอ่อน การแก้ปัญหาด้วยตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป ปัญหาเกิดขึ้นจากการกระทำ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ด้วยการกระทำ

เลือกตั้งเสร็จแล้วก็ใช่ว่าจะเสร็จเลย ต้องคอยควบคุมคนของเราให้อยู่กับร่องกับรอย อย่าลืมว่าเขาเข้าไปในสภาได้เพราะเราไม่ต้องหงอให้เขา เขาต่างห่างที่ต้องสำนึกในบุญคุณของเราและรับใช้เราให้ดีที่สุด

ลำพังประชาชนเองจะให้ติดตามหาข่าวคงจะลำบาก สื่อมวลชนควรรับภาระหน้าที่ด้านการรวบรวมข่าวสาร เพราะมีกำลังคน เครือข่าย ความรู้ความชำนาญสูง และมีต้นทุนในการหาข้อมูลข่าวสารสำหรับสังคมต่ำกว่าต้นทุนรวมของการปล่อยให้ประชาชนแต่ละคนหาข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การจะให้ประชาชนออกมาแสดงพลังตามท้องสนามหลวงบ่อยๆ ก็คงไม่สะดวกนัก องค์กรภาคประชาชนจึงต้องเข้ามาเป็นตัวกลางคอยรับเอาความคิดเห็นของประชาชนส่งผ่านไปยังฝ่ายการเมือง โดยมีหลักฐานยืนยันถึงความเห็นความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ใช่กล่าวอ้างลอยๆ ว่าสังคมต้องการอย่างโน้น ประชาชนต้องการอย่างนี้ เหมือนหลายครั้งในอดีต

จากนี้ไปประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรภาคประชาชน ซึ่งเป็นเสาหลักสามต้นในยุคตามหาประชาธิปไตย คงต้องเล่นบทโหดให้มากขึ้น ยิ่งเบื่อการเมืองยิ่งต้องเข้มงวดกับนักการเมือง นักการเมืองจะได้เลิกทำเรื่องน่าเบื่อเสียที อย่าคิดว่าคนที่นั่งอยู่ในสภา คนที่คอยชี้นิ้วสั่งการในกระทรวงเป็นคนกุมบังเหียนของประเทศ พี่น้องชาวไทยทุกคนต่างหากที่กุมชะตาของบ้านเมืองเอาไว้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา