หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อสหรัฐจาม ทั้งโลกก็เป็นหวัด

คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3925 (3125)

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2550 อาทิตย์ ที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศ ลดดอกเบี้ยข้ามคืน (discount rate) ลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ ได้กระตุ้นให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์สหรัฐติดจรวดพุ่งขึ้นทันที 233.30 จุด หรือร้อยละ 1.82% มาปิดที่ 2505.03 ส่วนตลาดแนสแดค พุ่งขึ้น 53.96 หรือร้อยละ 2.20% และหุ้นจำนวน 500 บริษัทที่มีผู้ถือไว้มากที่สุด หรือเอสแอนด์พี 500 พุ่งขึ้น 34.67 หรือร้อยละ 2.46 มาปิดที่ 1445.94

ในรอบปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดเพื่อสกัดภาวะ ฟองสบู่ของตลาดอสังหาฯ ที่มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัวในเวลาเพียง 2-3 ปี แต่การเปลี่ยนนโยบายกะทันหันเมื่อวันศุกร์ที่แล้วเพื่ออุ้ม สถาบันการเงิน ที่ประสบปัญหาอย่างรุนแรง ที่สุดจากหนี้ที่ปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอและไม่มีประวัติการจ่ายคืนหนี้ที่ดี คือ ลูกหนี้ประเภทที่ไม่เข้าเกณฑ์การปล่อยกู้ หรือลูกหนี้ประเภทที่ไม่ได้จ่ายเงินล่วงหน้า ร้อยละ 20 ตามเกณฑ์การปล่อยกู้มาตรฐาน (subprime mortgage) ผู้ที่กู้เงิน จากสถาบันการเงินโดยใช้ส่วนต่างของราคาบ้านจากเงินกู้ก้อนแรกมาค้ำประกันก็จัดอยู่ในประเภทนี้ คือ เงินกู้หรือลูกหนี้ชั้น 2

การปล่อยเงินกู้ในอเมริกาส่วนใหญ่ใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบไม่ตายตัว (ARM-adjustable-rate mortgage) คือปรับตามเงินกู้ข้ามคืนของธนาคารกลาง ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยขึ้น เงินผ่อนก็ขึ้นตามไปด้วย

ตลาดเงิน (financial market) ของอเมริกา มีความซับซ้อนอย่างยิ่งในยุคทุนครอบโลก เพราะตัวละครมิได้มีเพียงไม่กี่ตัว อันได้แก่ ธนาคาร และสถาบันการเงินเหมือนเดิม แต่บทบาทของกองทุนเสี่ยงภัย (hedge funds) บางคน เรียกว่ากองทุนโจรสลัด ซึ่งบริหาร กองทุนที่มีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านล้านเหรียญ (400 trillion) ตามรายงานของ Bank of International Standards (BIS)

ปกติเงินกู้ที่ปล่อยให้ลูกค้าที่ไม่เข้าเกณฑ์ เหล่านี้จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ 2-3% และผู้กู้ยังต้องซื้อประกันในกรณีที่ผ่อน ไม่ไหวอีกด้วย ดังนั้นสัญญากู้เงินที่มีบ้านค้ำประกันเหล่านี้ จึงมีมูลค่าเป็นที่ต้องการสูงของบรรดากองทุนเสี่ยงภัย เพราะว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบปกติ

โดยปกติถ้าเป็นเงินกู้ชั้นดีที่เรียกว่า standard mortgage ลูกหนี้จะต้องจ่ายเงิน ล่วงหน้าร้อยละ 20 ของราคาบ้านแล้วกู้ส่วน ที่เหลือ และมีคะแนนประวัติเครดิตที่เรียกว่า fair isaac (FICO) credit score ไม่น้อยกว่า 660 คะแนน สถาบันการเงินจึงไม่มีความเสี่ยง เพราะว่าปกติราคาบ้านมีแนวโน้มจะมีราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ก็จะนำสัญญากู้เหล่านี้ไปขายต่อให้กับสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ (เหมือนกับ ธ.ก.ส.) คือ Fannie Mae (Federal National Mortgage Assn.) and Freddie Mac (Federal Home Loan Mortgage Corp.) โดย 2 สถาบันนี้จะ ซื้อสัญญาเงินกู้ที่มียอดไม่เกินจำนวน $417,000 เพราะว่าวัตถุประสงค์ของสถาบันตั้งขึ้นมาเพื่อ ช่วยเหลือให้คนอเมริกันระดับกลางและล่างมีโอกาสได้มีบ้านเป็นของตัวเอง

การที่สถาบันการเงินนำสัญญากู้ไปขาย ก็เพื่อว่าจะได้เงินมาปล่อยกู้รายต่อไปเพื่อ หากำไรต่อ

ปัญหาในภาคการเงินของเงินกู้ชั้น 2 มีสาเหตุหลักมาจากความละโมบของสถาบันการเงิน ที่ต้องการปล่อยกู้ให้ได้มากที่สุดเหมือนยุคก่อน ฟองสบู่แตกในไทยเมื่อก่อนปี 2540 เพราะว่าต้องการได้ค่านายหน้าและดอกเบี้ยที่สามารถคิดได้สูงกว่าอัตราท้องตลาด รวมทั้งเมื่อปล่อยกู้ไปแล้วก็ไม่ต้องกลัวหนี้เสีย เพราะมีกองทุนเสี่ยงภัย (hedge funds) มาซื้อหนี้ไปกินกำไรต่อ หรือมีการซื้อประกัน

บรรดากองทุนเสี่ยงภัย (hedge funds) ก็คิดว่าการลงทุนของตนก็ไร้ความเสี่ยง เพราะว่านโยบายของธนาคารกลางในยุค นายอลัน กรีนสแปน ที่ต้องการกอบกู้เศรษฐกิจ ที่ฟุบตัว ของสหรัฐด้วยการใช้การลดอัตรา ดอกเบี้ยของธนาคารกลางเป็นเครื่องมือ โดยเคยลดลงถึงร้อยละ 2 ซึ่งส่งผลให้เกิด ภาวะฟองสบู่และเงินเฟ้อ โดยเฉพาะด้าน อสังหาริมทรัพย์ คือ ราคาบ้านพุ่งทะยานใน บางเขต เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย ราคาบ้านพุ่งขึ้น เท่าตัวใน 3 ปี

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดระบบการเก็งกำไร แบบพีระมิดขึ้นในภาคอสังหาฯ คือ การซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร การซื้อบ้านโดยใช้ส่วนต่างของ ราคาบ้านแรกมากู้เงินเพื่อวางดาวน์ซื้อบ้านหลังที่ 2-3 เพื่อเก็งกำไร

เมื่อธนาคารกลางเห็นว่าถ้าปล่อยให้เป็นไป เช่นนี้ ก็จะควบคุมภาวะเงินเฟ้อไม่ได้ และคนระดับล่างจะไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของบ้านเลย การเป็นเจ้าของบ้านในอเมริกาถือว่าเป็นการ บรรลุ American dream รัฐบาลทุกรัฐบาล ถือเป็นพันธกิจในการส่งเสริมคนอเมริกันบรรลุความฝันนี้ เพราะว่าเป็นการกระตุ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย จึงเริ่มขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยมาตั้งแต่ต้นปีเพื่อสกัดผลกระทบจึงแผ่กว้างขยายไปทั่ว

เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% ก็จะส่งผลให้ ผู้กู้ต้องผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นเดือนละ 2-500 เหรียญ แล้วแต่ขนาดของเงินกู้ คนอเมริกันส่วนใหญ่ทำงานกินเงินเดือน เมื่อมีรายจ่ายเพิ่มก็ตาย อย่างเขียด

เมื่อดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นคนที่เข้าเกณฑ์ การซื้อบ้านได้ก็น้อยลง บ้านก็ขายได้น้อยลง ราคาบ้านก็เริ่มสาละวันเตี้ยลง ลูกหนี้เก่าเริ่ม ผ่อนไม่ไหว หรือทิ้งบ้าน ราคาบอนด์ก็ลดลง เมื่อดอกเบี้ยสูง

กองทุนเสี่ยงภัยก็เริ่มจุก บริษัทประกันภัย ก็จุก สถาบันการเงินก็เช่นเดียวกันเพราะต้อง หาเงินมาอุดหนี้เสียแทนลูกหนี้ หรือหาเงินมาชดเชยส่วนต่างที่ขาดทุนจากการเก็งกำไร เพราะว่าตัวชี้วัด หรือราคาของตราสารหนี้ กระเจิงไปคนละทาง จึงต้องเริ่มมีการขาย ทรัพย์สิน ขายบอนด์ที่มีราคาลดลง มีกองทุน เสี่ยงภัยหลายกองทุนปิดตัวเองไปแล้ว

นาย Ben Bernanke ผู้ว่าการ ธนาคารกลางของสหรัฐ แจ้งกับรัฐสภาสหรัฐว่า เขาประเมินความเสียหายจากการปล่อยกู้ subprime อยู่ที่ 50,000-100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับจีดีพีของสหรัฐที่ 13 ล้านล้านดอลลาร์

การประเมินตัวเลขของผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะว่า ในโลกการเงินสมัยใหม่นั้นมีการเก็งกำไรตราสารการเงินหลายร้อยรูปแบบโดยกองทุนเสี่ยงภัย โดยสัญญาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดในบัญชีกระแสหลัก เช่น การซื้อขายความเบี่ยงเบนของตัวชี้วัดต่างๆ (derivatives) ของตราสารหนี้ หรืออัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ ดังนั้น ผลกระทบจากหนี้ชั้น 2 ที่มองเห็นจึง เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็งทั้งนั้น

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา สถาบันการเงินที่ ปล่อยกู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด คือ Countrywide Financial ประสบปัญหาถึง กับต้องขอกู้เงินฉุกเฉินเป็นจำนวน 1 หมื่น 1 พัน 5 ร้อยล้านเหรียญจากธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ของโลกจำนวน 40 แห่ง

สถาบันจัดอันดับมูดีส์ฯ ประเมินว่า ก่อนสิ้นปี 2007 คนอเมริกันอีกไม่ต่ำกว่า 1.7 ล้านครอบครัวจะถูกฟ้องยึดบ้าน

เมื่ออเมริกาจาม โลกทั้งโลกก็เป็นหวัด ตัวใครตัวมันก็แล้วกันนะครับ

หน้า 45


วิกฤตซับไพรม-หนี้มะกันพุ่ง สัญญาณเตือนภัย "ส่งออก" ฟุบ

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3925 (3125)

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตสินเชื่อในสหรัฐ ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากภาวะชะลอตัวรุนแรง และปัญหาหนี้เสียในส่วนของสินเชื่อประเภทด้อยมาตรฐาน หรือ subprime ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย เริ่มส่อเค้าลางที่จะมีความเป็นไปได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะต่อการส่งออก ซึ่งสะท้อนชัดในคำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ของนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ยอมรับถึงผลกระทบของวิกฤตซับไพรมต่อการส่งออก ว่ามีแนวโน้มจะฉุดรั้งการขยายตัวของการส่งออกของไทยให้ลดลง ในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า

เป็นความเห็นที่สอดคล้องกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ดังข้อสังเกตของ ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล และผู้อำนวยการส่วนนโยบายระบบการเงิน กระทรวงการคลัง ในบทวิเคราะห์เรื่อง "ผลกระทบของปัญหา subprime ต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า หากสถานการณ์ (วิกฤตซับไพรม) ไม่ลุกลามกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ในระดับโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสามารถประเมินได้ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยของไทย 2.การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา 3.ระบบสถาบันการเงินไทย 4.นักลงทุนสถาบันของไทย 5.ต่อตลาดหลักทรัพย์และ ค่าเงินบาท

ในส่วนผลกระทบของการส่งออก ดร.โชติชัย วิเคราะห์ว่า ตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มชะลอตัวลงอยู่แล้วตั้งแต่ต้นปี โดยสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป, เครื่องรับวิทยุ, โทรทัศน์และส่วนประกอบ, อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โดยในเดือนมิถุนายนมีการส่งออกลดลงร้อยละ 5.8 ในขณะที่มูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐต่อปี มีมูลค่า 750,000 ล้านบาท คิดเป็น 15% ของส่วนแบ่งตลาด การส่งออกทั้งหมด

"อย่างไรก็ตามไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเพียงตลาดเดียว ตลาดส่งออกสำคัญอื่นๆ ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 24, 17 และ 15.5 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีตลาดใหม่ที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 25.9 ตลาดที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 74.1) ยุโรปตะวันออก (ร้อยละ 73.4) แอฟริกา (ร้อยละ 58.0) ตะวันออกกลาง (ร้อยละ 39.6) ละตินอเมริกา (ร้อยละ 30.7) จีน (ร้อยละ 29.0) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 24.8) และอินโดจีนและพม่า (ร้อยละ 18.1)"

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินบาท ดร.โชติชัยมองว่า ในระยะแรกตลาดหลักทรัพย์ไทยคงได้รับผลกระทบ เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกและทำให้มีความผันผวนมากขึ้น อีกทั้งนักลงทุนสถาบันทั่วโลก จะขายหลักทรัพย์ออกมาเพื่อเก็บเป็นเงินสดไว้มากขึ้น ทำให้ราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกรวมทั้งไทยจะปรับตัวลดลงบ้าง

แต่ในระยะต่อไปเมื่อนักลงทุนเข้าใจมากขึ้นว่า ตลาดในเอเชียไม่เกี่ยวข้องกับซับไพรม ก็จะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น และโยกย้ายเงินมาลงทุนในตลาดทางภูมิภาคนี้มากขึ้น ซึ่งไทยก็จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากต้องการหนีตลาดสหรัฐอเมริกา และไม่มั่นใจในการถือครองสินทรัพย์และตราสารการเงินในรูปดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีความต้องการลงทุนในตลาดการเงินไทย รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์และสินทรัพย์สกุลเงินบาทเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทางการจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมการบริหารจัดการเงินทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้นในอนาคต

ถึงอย่างไรสัดส่วน 15% ของส่วนแบ่งตลาดส่งออกทั้งหมด ก็สะท้อนถึงความสำคัญของสหรัฐในฐานะตลาดเป้าหมายที่ใหญ่มาก และที่สำคัญสหรัฐยังเป็นตลาดหลักของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน และอื่นๆ หากเศรษฐกิจของสหรัฐมีปัญหา ตลาดใหม่และตลาดหลักอื่นๆ ก็ย่อมจะมีปัญหาตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณเตือนภัยซึ่งสะท้อนว่า "ภาคเศรษฐกิจจริง" ของสหรัฐได้เริ่ม ซึมซับผลกระทบจากซับไพรม ได้แก่ ธนาคารกำลังคุมเข้มเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค ยอดขายรถยนต์ตกต่ำสุดในรอบ 9 ปี และธุรกิจค้าปลีกรายสำคัญๆ มียอดขายและผลกำไรไม่เป็นไปตามเป้า

ค่ายวอล-มาร์ต สโตร์ สั่งปรับลดตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรตลอดปี 2550 เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยอ้างว่าลูกค้าจำนวนมากของบริษัทเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง ขาดมือไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

ขณะที่โฮม ดีโปต์ ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีผลกำไรตกลง 15% เหลือ 1.59 พันล้านดอลลาร์ หรือ 81 เซนต์ต่อหุ้น ในไตรมาส 2 ยอดขายลดลง 1.2% เหลือ 22.18 พันล้านดอลลาร์ ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลใหม่ซึ่งมาจากผลการศึกษาเรื่อง "The Rise in U.S. Household Indebtness : Causes and Consequences" หรือ "การเพิ่มขึ้นของภาวะหนี้ครัวเรือนสหรัฐ : สาเหตุและผลกระทบ" ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จัดทำโดย "โดนัลด์ โคห์น" รองประธานบริหาร เฟด ซึ่งเป็น ผู้บริหารระดับสูง รองจาก เบน เบอร์นันเก ประธานธนาคารกลางสหรัฐเท่านั้น ร่วมกับ คาเรน อี. ดีแนน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบัน

ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า หนี้สินของผู้บริโภคอเมริกันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการพุ่งทะยานของราคาที่อยู่อาศัย ในอีกด้าน หนึ่งได้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า พวกเขามีความมั่งคั่งมากขึ้น ดังนั้นจึงเต็มใจจะก่อหนี้มาใช้จ่าย

พฤติกรรมดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและอย่างแข็งแกร่ง นับจากเผชิญภาวะถดถอยในปี 2544 อันเนื่องมาจากเหตุวินาศกรรมตึกเวิรลด์เทรดของสหรัฐ แปรสภาพเป็นวิกฤตความกลัว ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นและไม่ใช้จ่าย

สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้ครัวเรือนอเมริกันมีหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะหลายครัวเรือนทำธุรกรรมสินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงเงินที่สูงมาก เพื่อพยายามให้ได้บ้านขนาดที่พวกเขาต้องการ ทั้งๆ ที่ราคาที่อยู่อาศัยในช่วงเวลานั้นอยู่ในระดับสูงและพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว

ข้อสรุปในรายงานฉบับนี้ชี้ชัดว่า ครัวเรือนโดยเฉลี่ยเป็นหนี้มากกว่ารายได้ในแต่ละปีที่หาได้ โดยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 60% แต่หลังจากปี 2544 อัตราหนี้สินต่อรายได้ของครัวเรือนอเมริกัน ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในปัจจุบัน

"นับจากกลางทศวรรษ 1980 อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ ได้เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 0.6 เป็นมากกว่า 1.1" ทั้งสองระบุไว้ในรายงาน

ในงานวิจัยยังพบว่า ครัวเรือนอเมริกันที่เป็นหนี้สูง ยังพบมากในกลุ่มประชากรที่วัยใกล้เกษียณ หรือเป็นพวกเบบี้ บูมเมอร์ซึ่งมีความมั่งคั่งขึ้น เมื่อเทียบกับในช่วงที่ผ่านมา

ประกอบกับนวัตกรรมทางการเงินทำให้ครัวเรือนอเมริกันสามารถก่อหนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่ครัวเรือนบางกลุ่มยอมลงทุนในการซื้อหาที่อยู่อาศัยราคาแพงเพราะเชื่อมั่นว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์จะสูงขึ้นไปอีกหลายปี

โคห์นและดีแนนสรุปในตอนท้ายว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคอเมริกันจะชะลอลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และครัวเรือนอเมริกันก็มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะได้รับผลกระทบจากราคาสินทรัพย์จากการก่อหนี้สูงในช่วงที่ผ่านมาด้วย โดยเฉพาะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในราคาหุ้นและในราคาที่อยู่อาศัยในระดับที่รุนแรง ก็จะส่งผลให้ความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนอเมริกัน ลดลง และกระทบต่อการใช้จ่ายเป็นอันดับต่อไป

ขณะที่รายงานของเอ็กซ์พอร์ต ดีเวลอปเมนต์ แคนาดา ระบุชัดเจนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ กำลังส่งผลกระทบในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และผู้บริโภคอเมริกัน ซึ่งถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่า

"ผลกระทบต่อผู้บริโภคอเมริกัน หมายถึงความต้องการ หรืออุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกจะลดน้อยลง ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐจึงแพร่กระจายผล กระทบไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก"

นั่นคือเหตุผลที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้เตือนไว้ในรายงานฉบับล่าสุด ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านว่า ผลกระทบจากวิกฤต สินเชื่อในสหรัฐจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการค้าระหว่างประเทศให้ซบเซาลง อัตราการขยายตัวของการค้าสินค้าทั่วโลกจะชะลอลงเหลือประมาณ 6% จาก 8% เมื่อปีที่แล้ว

ที่สำคัญสถานการณ์ในปัจจุบัน ปัญหาวิกฤตสินเชื่อไม่ได้จำกัดวงเฉพาะในสหรัฐ แต่ยังลุกลามไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับต้นๆ ของสินค้าส่งออกของไทย ในหลายประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และล่าสุดรวมถึงอังกฤษ

ในอเมริกาเหนือ ผลกระทบของซับไพรม เริ่มปรากฏในแคนาดา ขณะที่ในเอเชียพบว่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่สิงคโปร์ และไทย ก็มีปัญหาซับไพรม

ระดับความรุนแรงของปัญหาวิกฤตสินเชื่อในตลาดหลักๆ ของไทยจะ เป็นตัวบ่งบอกว่า การส่งออกของไทยจะแค่ชะลอตัวตามสภาพการณ์ หรือทรุดแรงตามวิกฤตของโลก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม "ซับไพรม" ก่อคลื่น "อาฟเตอร์ช็อก" ดึง ศก.มะกันสู่ Consumer-led recession หน้า 16 และ ทำความรู้จัก "sub-prime" และ CDOs ตัวการป่วนตลาดทุนโลก หน้า 19

หน้า 2