หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เก็บภาษีงานวิจัย ดำเนินการต่อหรือทบทวน?

โดย เพียงตา สาตรักษ์ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มติชนรายวัน  วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10757

จากข่าวหมวดการศึกษาหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2550 เกี่ยวกับข้อร้องเรียนเรื่องการเสียภาษีงานวิจัย ของมหาวิทยาลัย เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยบางแห่ง ถูกกรมสรรพากรได้เรียกเก็บเงินภาษีจากงานวิจัยเรียบร้อยแล้ว ทำให้มหาวิทยาลัยที่ถูกเรียกเก็บได้รับความเดือดร้อน

จากข่าวนั้นผู้เขียนเข้าใจว่าเงินภาษีงานวิจัยที่ถูกเรียกเก็บนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องนำเอาเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี มาจ่ายเป็นเงินภาษีวิจัยแทนนักวิจัย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้เรียกเก็บจากนักวิจัยก่อนหน้านั้น

หากข้อสมมติฐานเป็นเช่นนี้จริง การที่มหาวิทยา ลัยจะนำเอาเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี มาจ่ายแทนนั้นไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

มหาวิทยาลัยควรเรียกเงินภาษีรายได้ส่วนบุคคลจากนักวิจัยที่มีรายได้ในส่วนนี้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับภาระแทน ดังนั้น จึงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นเพื่อขอให้กระทรวงการคลังทบทวนแต่ประการใด

ผู้เขียนเห็นด้วยกับกรมสรรพากรอย่างยิ่งในการเก็บภาษีงานวิจัย (รวมทั้งภาษีงานบริการวิชาการ) อย่างน้อยก็ได้เงินเพื่อนำมาบริหารจัดการประเทศเป็นเงินเดือนของผู้รับราชการหรือเป็นทุนวิจัยให้นักวิจัย รวมทั้งจะมีส่วนทำให้คุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยดียิ่งขึ้น

ลักษณะงานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยในทรรศนะของผู้เขียนมี 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ กลุ่มนักวิจัยที่ทำวิจัยตามความถนัด สอดคล้องกับความรู้ ความสามารถ ทำวิจัยเพื่อตอบปัญหาของสังคมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ ผลงานวิจัยที่ทำสามารถนำตีพิมพ์เผยแพร่ความรู้ได้

ปัจจุบันงบฯวิจัยที่ได้รับของนักวิจัยกลุ่มนี้ ส่วน ใหญ่มาจากเงินสนับสนุนของรัฐ หรือองค์กรที่สังกัดอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐ ซึ่งเงินที่ได้คือ เงินภาษีของประเทศ นักวิจัยกลุ่มนี้มีเพียงส่วนน้อย ที่ได้รับทุนวิจัยในลักษณะที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย ได้รับค่าตอบแทน หรือมีรายได้จากการทำวิจัยและรายได้ที่ได้นั้นคิดเป็นจำนวนเงินแล้วไม่มากนัก

ตรงกันข้ามกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มนักวิจัยรับจ้างหรืออีกชื่อคือกลุ่มบริการวิชาการเพื่อหวังค่าตอบแทนผลงานวิจัย บางครั้งไม่สามารถนำตีพิมพ์เผยแพร่ความรู้ได้ กรณีผู้ว่าจ้างไม่ยินยอม

นักวิจัยกลุ่มนี้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ประกาศว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นที่มีความเป็นเลิศด้านการวิจัย จึงเปิดโอกาสหรือสร้างช่องทางให้ คณาจารย์รับจ้างทำวิจัยและให้บริการทางวิชาการเพื่อหวังค่าตอบแทนได้ พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านเวลา สถานที่ อุปกรณ์ บุคลากร และใช้ชื่อของสถาบัน โดยกำหนดเงื่อนไขเพียงการหักค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบัน เช่น ร้อยละ 5 (ซึ่งแม้ว่าเรียกเก็บร้อย 5 คณาจารย์ที่เป็นผู้รับจ้างวิจัยหรือบริการวิชาการก็ยังเกี่ยงงอนไม่อยากจะจ่าย)

ผู้ว่าจ้างจ่ายค่าวิจัยหรือบริการวิชาการในนามของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหักร้อยละ 5 (แต่ละสถาบันอาจไม่เหมือนกัน) จากนั้นจะมอบให้นักวิจัยไปทั้งหมดแม้ว่างบประมาณที่ได้ 1 ล้าน หรือ 100 ล้าน ก็จะจ่ายเพียงร้อยละ 5

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกต คือ งบฯวิจัยที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างนักวิจัย งบฯดำเนินการน้อยมาก เพราะสถานที่ทำงานของโครงการอยู่ภายในอาคารต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เวลาทำงานวิจัยตลอด 24 ชั่วโมง เครื่องมือ-อุปกรณ์การวิจัยที่ใช้เพื่อการเรียนการสอน สามารถนำมาใช้ในการวิจัยได้เช่นเดียวกัน (แต่ถ้าเครื่องมือ-อุปกรณ์นั้นชำรุดหรือต้องซ่อมบำรุงก็ขอซ่อมจากเงินงบประมาณ) เครื่องมือ-อุปกรณ์บางอย่างสั่งซื้อมาเพื่อทำงานวิจัย หรือรับจ้างวิจัยโดยเฉพาะ นักศึกษาไม่มีโอกาสหรือสิทธิที่จะได้ใช้ ซึ่งตรงกันข้ามกับเหตุผลเวลาตั้งของงบประมาณ กลับระบุว่าเพื่อการเรียนการสอนหากขาดเครื่องมือ-อุปกรณ์เหล่านั้นไปแล้ว การเรียนการสอนนักศึกษาจะเป็นไปอย่างไร้คุณภาพ....

งานรับจ้างวิจัยหรือให้บริการทางวิชาการที่ต้องออกภาคสนาม หรือสำรวจนอกสถานที่นักวิจัยสามารถ ขออนุมัติเดินทางไปราชการได้ นักวิจัยบางท่านภายในหนึ่งเดือนอาจปรากฏตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่วัน หรืออาจตลอดทั้งเดือนด้วยเหตุผลไปราชการ หรือให้บริการวิชาการแก่สังคม (เอกชน)

ประเด็นคำถามของผู้เขียนก็คือ ประสิทธิภาพของการเรียนการสอนนักศึกษานั้นเป็นเช่นไร หากคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น....???

การวิจัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนนั้น ความจริงแล้วเป็นเช่นนั้นจริงในทุกเรื่องไม่....????

งานรับจ้างทำวิจัยบางเรื่องกลับเป็นความลับห้ามนำไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่ หากเป็นเช่นนี้ถือว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมหรือไม่..????

ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยบางแห่งมีการรับจ้างทำวิจัยหรือบริการวิชาการเพื่อหวังค่าตอบแทนมากขึ้นตามลำดับเพราะ

(1) มหาวิทยาลัยเปิดเอื้อโอกาสให้ทำได้

(2) ผู้ว่าจ้างเห็นว่าการจ้างคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือกว่า

และ (3) อัตราค่าจ้างถูกมากๆ เนื่องจากไม่มี งบฯลงทุนและงบฯบุคลากรและผู้รับจ้าง ไม่ต้องคำนึงว่ารายได้ที่ได้รับนั้น ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ เพราะผู้ว่าจ้างจ่ายผ่านมหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งสัญญาการว่าจ้างหน่วยงานนิติการ ของมหาวิทยาลัยช่วยร่างและตรวจสอบให้....!!!!

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใดที่เห็นว่าบ่อยๆ ครั้งที่สังคมมีปัญหาและต้องการคำตอบด้วยการวิจัย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเน่า ปลาตาย โลหะหนักหรือสารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหรือองค์กรหรือหน่วยงานในมหาวิทยาลัยจะถูกว่าจ้างให้เป็นผู้ศึกษาผลสรุปออกมาแต่ละครั้ง จะอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ให้ศึกษา....แม้ความจริงที่เป็นสิ่งไม่ตาย...แต่บางครั้ง "ความจริงอาจถูกสั่งว่าเป็นความจริง" ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นความโชคดีของมหา วิทยาลัยที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการวิจัยอยู่บ้าง ที่ปัจจุบันมีกลุ่มของคณาจารย์รับจ้างทำวิจัยและบริการเพื่อหวังผลตอบแทน มีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มของคณาจารย์ทำวิจัยเพื่อการเรียนการสอน และเพื่อประโยชน์โดยรวมต่อสังคม จึงยังไม่เกิดการเรียกร้องสิทธิจากนักศึกษามากนัก แต่ในอนาคต ไม่แน่นัก...

หากมหาวิทยาลัยใดที่ประกาศตนจะเป็นเลิศทางวิจัยแต่ยังไม่หามาตรการในการควบคุมประสิทธิภาพ และคุณภาพของการเรียนการสอนและควบคุมจริยธรรมการวิจัยของคณาจารย์...มหาวิทยาลัยนั้นอาจไปไม่ถึงดวงดาว...???

ผู้เขียนขอให้กำลังใจแก่นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่กอปรด้วยจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนเองทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคม หรือเพื่อทำให้สังคมดียิ่งๆ ขึ้น โครงการวิจัยต่างๆ หากทราบว่าต้องเสียภาษี ก็ควรเขียนรายจ่ายส่วนของการเสียภาษี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เหนือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด เพราะเงินภาษีเหล่านี้อย่างไรก็ย้อนกลับมาเป็นวัฏจักร อย่างน้อยเงินเดือนที่ได้รับทุกๆ เดือน ก็คือเงินภาษีของประเทศ ผู้เขียนเชื่อว่าในนักวิจัยที่มีคุณธรรมกลุ่มนี้ไม่น่าจะมีปัญหาในการเสียภาษีงานวิจัยแต่อย่างใด

ตรงกันข้ามกับกลุ่มหลัง คือ "นักวิจัยรับจ้างหรือนักบริการวิชาการเพื่อหวังค่าตอบแทน" ซึ่งพิจารณาจากชื่อก็จะบอกได้ว่าจุดประสงค์ของการทำวิจัยหรือบริการวิชาการคือ เพื่อ "ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนเท่านั้น"

ดังนั้น โปรดอย่าให้บุคคลเหล่านี้ตักตวงผลประ โยชน์เป็นของตน ให้กลุ่มคนเหล่านี้ ได้มีโอกาสตอบแทนคุณแผ่นดิน อย่างน้อยก็ด้วยการเสียภาษีอย่างถูกต้องสอดคล้องกับรายได้ที่ได้รับจริงๆ บุคคลเหล่านั้นได้ทั้งเงินเดือนจากรัฐ และได้จากการรับจ้างทำงาน ในเวลาราชการ สถานที่ราชการ อุปกรณ์ของทางราชการ...

โปรดเรียกเก็บภาษีด้วยเถอะเพราะเป็นความชอบธรรมแล้ว...!!!!

หน้า 9