หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ชุมนุมเหล่ากูรูเศรษฐกิจ คลังระดมสมองแก้ "บาท" เรียนรู้อดีตรับมืออนาคต

มติชนรายวัน  วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10754

วันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะเป็นเสมือนวันชุมนุมเหล่าบรรดากูรูด้านเศรษฐกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ระดับแถวหน้าของเมืองไทยอีกหลายคน

บรรดากูรูเหล่านี้มารวมกันตามเทียบเชิญของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว

และบังเอิญที่วันเดียวกันนี้เอง ยังเป็นวันครบรอบ 8 เดือนของการออกมาตรการกันสำรอง 30% สำหรับเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 และยังเป็นวันเดียวกันกับที่ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย ต้องจารึกว่า เป็นวันที่ดัชนีหุ้นทรุดลงกว่า 100 จุด จนทำให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายหุ้นชั่วคราว (เซอร์กิต เบรกเกอร์) มาชะลอแรงขายถาโถมเข้าใส่อย่างหนัก

แม้มาตรการกันสำรอง 30% ของ ธปท.จะมีการผ่อนปรน จนผิดรูปผิดร่างไปจากเดิมมาก คงเหลือเค้าเดิมอยู่เพียงรางๆ เท่านั้น

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ มาตรการดังกล่าวยังมีอยู่ ไม่ว่า "ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเพียรบอกว่า การจะยกเลิกมาตรการหรือไม่นั้น ไม่มีความหมาย เพราะเป็นมาตรการแค่ในกระดาษก็ตาม

หากจะย้อนรอยกลับไป ก่อนจะมีมาตรการ 30% จะพบว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเงินทุนไหลเข้าอย่างรุนแรง ในระดับที่มีนัยสำคัญต่ออัตราแลกเปลี่ยนถึง 2 ครั้ง 2 คราว

ครั้งแรกในช่วงปลายปี 2549 มีเงินไหลเข้าผ่านทั้งตลาดพันธบัตร ตลาดทุน และตลาดเงิน จนธนาคารกลางของประเทศ ต้องตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยไม้แข็ง คือ การออกมาตรการ 30% ในวันที่ 18 ธันวาคม 2549 แต่เนื่องจากมาตรการดังกล่าว เป็นเสมือนยาแรงที่มีผลข้างเคียงในระดับที่ผู้ใช้เองคาดไม่ถึง จึงต้องผ่อนปรนในระดับต่างๆ ตามมา

อีก 6 เดือนต่อมา ประเทศไทยถูกทดสอบด้วยปัญหาเงินทุนไหลเข้าซ้ำอีกครั้ง ในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม เกิดกระแสการโยกเงินของโลกตะวันตกสู่โลกตะวันออกขนานใหญ่ หลังจากพบว่า การลงทุนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีความเสี่ยงสูง จึงมีการโยกเงินมาหาแหล่งที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งภูมิภาคเอเชียเป็นสิ่งที่นักลงทุนกำลังพูดถึง จากการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับสูง ขณะที่ราคาหุ้นยังต่ำ และแนวโน้มดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น

เงินทุนมหาศาลจึงไหลทะลักเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งไทยเองก็หนีไม่พ้น ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ทั้งที่ไทยเองยังมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองเป็นปัจจัยกดดันก็ตาม

แต่กลับพบว่า นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2550 เงินทุนต่างประเทศได้ทะลักเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างมหาศาล ดันให้ดัชนีพุ่งเกือบ 30 จุด หลังจากนั้นเงินทุนยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จนดันให้ดัชนีหุ้นทะลุ 800 จุด ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ดัชนีจะยังขึ้นต่อ และมีโอกาสทะลุ 1,000 จุดแน่ๆ

หากดูเพียงเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นพบว่า ช่วงวันที่ 2-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศมีการซื้อสุทธิสูงถึง 34,829.11 ล้านบาท จึงไม่แปลกใจที่ค่าเงินบาทจะสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็ก เงินทุนที่ไหลเข้ามาเล็กน้อย ก็สามารถดันให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญได้ จนกระทบต่อภาคการผลิต และผู้ประกอบการขนาดเล็ก ประกาศเลิกกิจการเป็นรายวัน เพราะค่าเงินบาทที่เคยอยู่ที่ระดับ 34.47 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 2 กรกฎาคม มาเป็น 33.70 บาทต่อดอลลาร์ ในค่ำคืนของวันที่ 26 ในเดือนเดียวกัน

ต่างกันที่ว่า คราวนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย เลือกที่จะใช้ไม้นวมในการจัดการกับปัญหา โดยออก 6 มาตรการในการสนับสนุนการไปลงทุนต่างประเทศของนักลงทุนสถาบัน การเร่งคืนชำระหนี้ต่างประเทศ และการยืดอายุการถือครองเงินดอลลาร์ให้ยาวนานขึ้น เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท ด้วยการผลักเงินทุนที่เคยไหลเข้าให้ออกไปอย่างมีการจัดการที่ดี ประกอบกับ ธปท.เองก็แอบเข้าแทรกแซงตลาดเงินเป็นระยะๆ ผลที่ได้ จึงทำให้ค่าเงินบาทที่เคยแข็งค่าในระดับที่มากกว่าค่าเงินใดๆ ในภูมิภาค กลับมายืนอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน

เพียงแต่มาตรการบางอย่าง ยังไม่มีผลทางปฏิบัติ ประเทศไทยกลับพบโจทย์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นผลจากความผันผวน ของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เกิดจาก ผลกระทบจากปัญหาตราสารหนี้ ที่หนุนด้วยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (ซับไพร์ม) ของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มส่อเค้ามีปัญหา มีหนี้เสียเกิดขึ้น ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาขาดทุนจากการปล่อยกู้ในตลาดซับไพร์ม ก่อนจะลามมาถึงตราสารซับไพร์มที่กองทุนเข้าไปลงทุน หลายแห่งจำเป็นต้องประกาศปิดกองทุน เพื่อลดผลกระทบจากการไถ่ถอนหน่วยลงทุน

กองทุนต่างๆ ซึ่งเคยเป็นผู้ลงทุนหลักอยู่ในตลาดทุนทั่วโลก ได้ทยอยเทขายหุ้น ในตลาดที่มีกำไร เพื่อเก็บสภาพคล่อง สำรองไว้จ่ายคืนผู้ถือหน่วยลงทุน ที่ทยอยไถ่ถอนหน่วยลงทุน จากความกังวลปัญหาซับไพร์ม ก่อนจะกลายเป็นว่า ตัดใจขาย แม้ขาดทุนก็ยอม เพราะการไถ่ถอนหน่วยลงทุนไม่หยุดและลามไปในวงกว้างมากขึ้น ตลาดหุ้นไทยเองไม่ได้อยู่ในข่ายยกเว้น นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มทยอยขายหุ้นตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขาย และยอดการขายได้ทวีความรุนแรงขึ้น พบว่า ในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิรวมทั้งสิ้นถึง 44,756.79 ล้านบาท มากกว่าการไหลเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ยอดการซื้อสุทธิของนักลงุทนต่างชาติในปีนี้ที่เคยคาดว่าจะสูงถึงระดับ 1 แสนล้านบาท คงเหลือเพียง 8.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ค่าเงินบาทเองกลับมายืนอยู่ที่ 34.60 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับวันที่ 18 มิถุนายน 2550 เสมือนว่าเรายังไม่ได้ผ่านเหตุการณ์ใดๆ มาเลย

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างหนึ่งว่า มาตรการทางการไม่เคยตามทันกระแสโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งที่ไทยอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก

วันที่ 20 สิงหาคมนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้รู้ทั้งหลายน่าจะถึงเวลาทบทวนว่า อะไรที่เคยทำผิดพลาดในอดีต อะไรที่เคยทำแล้วเป็นประโยชน์ ทำแล้วให้โทษ รวมไปถึงสิ่งใดที่มีความจำเป็นอยู่ และสิ่งใดที่ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพื่อหาแนวทางในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด

การประชุมร่วมกันของผู้รู้ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ จึงไม่ควรเป็นงานที่แค่ "มาเจอแล้วจาก" เพียงแค่ทักทายกันเท่านั้น แต่ควรจะเจาะลึกถึงประเด็นปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมกับการรับมือกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อหาจุดยืนในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยไม่ยึดถือทิฐิ

ก็เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ปัจจัยเปลี่ยน ทุกอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยน

แม้แต่คน...ก็ไม่ควรจะได้รับยกเว้น!!

หน้า 20