|
||||||||||||||
|
ข้อควรระวังในยุคหางกระดิกหมา
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ในภาวะปกติหมาสามารถบังคับหางของมันได้ว่าเมื่อไรจะให้หางกระดิก ภาวะที่หมาบังคับหางไม่ได้หมายถึง ความผิดปกติกำลังเกิดขึ้น ในกรณีที่หางกลับเป็นฝ่ายบังคับหมาให้ทำตามที่หางต้องการ ความไม่ปกตินั้นได้วิวัฒน์ไปถึงขั้นวิปริต ฝรั่งเรียกสภาพเช่นนั้นว่า ภาวะ "หางกระดิกหมา" (The tail wagging the dog) วัฒนธรรมฝรั่งไม่ถือว่าการยกหมามาเปรียบเทียบหยาบคาย จึงขอนำมาใช้อธิบายสภาพเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารจัดการเศรษฐกิจทั่วโลกพากันวิตก เพราะปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ กำลังแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และส่อเค้าว่าจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้เศรษฐกิจทั่วโลก เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างตกฮวบฮาบอย่างทั่วถึง ในช่วงปลายสัปดาห์ ธนาคารกลางต่างๆ จึงอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าไปในระบบ สหภาพยุโรปอัดฉีดเข้าไป 2.14 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนสหรัฐเองอัดฉีดเข้าไป 38,000 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 8,500 ล้านดอลลาร์ และออสเตรเลีย 4,200 ล้านดอลลาร์ พอถึงวันจันทร์ซึ่งเป็นวันส่งต้นฉบับของบทความนี้ ยุโรปอัดฉีดเข้าอีก 65,300 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 5,000 ล้านดอลลาร์ และสหรัฐ 2,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดหลักทรัพย์จึงมีทีท่าว่าจะเริ่มทรงตัว การที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนได้เช่นนี้ มีลักษณะของหางกระดิกหมา เพราะเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐมีขนาดไม่โตเลย อย่างไรก็ตาม ภาวะทำนองนี้ไม่ใช่ของใหม่ แม้แต่เมืองไทยซึ่งมีเศรษฐกิจเล็กมากคือ ไม่ถึง 0.4% ของเศรษฐกิจโลก ยังเคยเป็นหางกระดิกหมามาแล้ว เช่น เมื่อปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจในเมืองไทยทำให้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ๆ ต้องเผชิญกับวิกฤติด้วย ในปัจจุบันเหตุการณ์เช่นนี้เกิดบ่อยขึ้น เพราะระบบเศรษฐกิจโลก ตกอยู่ในสภาพที่หมาไม่สามารถบังคับหางได้อีกต่อไปแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาพดังกล่าว มีที่มาคร่าวๆ ดังนี้ ก่อนที่เทคโนโลยีใหม่ จะเอื้อให้ชาวโลกติดต่อกันได้แบบฉับพลัน และเศรษฐกิจโลกยังไม่เชื่อมต่อกันแบบแนบสนิทผ่านการค้าขาย และการขนย้ายเงินทุนอย่างเสรีดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ภาคการเงินมีขนาดเล็ก และมีบทบาทเพียงเพื่อสนับสนุนภาคการผลิต และจำหน่ายสินค้าและบริการเท่านั้น ตำรับตำราวิชาเศรษฐศาสตร์จึงไม่ให้ความสำคัญต่อภาคการเงินมากนักเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ สภาพเช่นนี้เปลี่ยนไปเมื่อการค้าขายและการขนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศเปิดกว้างขึ้นจนส่วนใหญ่สามารถทำได้อย่างเสรี พร้อมกันนั้น เทคโนโลยีก็เอื้อให้การขนย้ายเงินทุนเกิดขึ้นได้ภายในพริบตา ภาคการเงินมีขนาดใหญ่และมีพลังมากขึ้น เพราะสามารถที่จะรวมและกระจายเงินทุนได้อย่างรวดเร็วผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่มีทั้งจำนวนและความสลับซับซ้อนสูงขึ้น เช่น อนุพันธ์ต่างๆ เพื่อความกระจ่างขอยกตัวอย่างดังนี้ ในสหรัฐหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่าล่าสุดถึงราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่พันธบัตรมีมูลค่าราว 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ มูลค่าของเครื่องมือทางการเงินทั้งสองสูงกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งมีค่าราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ฟองสบู่เกิดขึ้นเพราะบริษัทสร้างบ้านและสถาบันการเงินลดมาตรฐานการให้กู้เงินลงจนผู้ที่ตามปกติ จะไม่สามารถกู้ได้กู้เงินไปจำนวนมาก การกู้และให้กู้เช่นนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่า "ซับไพร์ม" (Sub-prime) หรือ "ด้อยมาตรฐาน" ในกรณีนี้บริษัทสร้างบ้านและสถาบันการเงินลดความเสี่ยงของตนด้วยการนำเอาสัญญากู้ที่มีอยู่ในมือมารวมกันแล้วแบ่งเป็นตะกร้าๆ เพื่อขายต่อไปให้สถาบันการเงินอื่นๆ สถาบันที่ซื้อไปอาจนำไปแบ่งขายอีกเป็นทอดๆ การให้กู้แบบด้อยมาตรฐานนี้มีสูงมาก จนทำให้ความต้องการบ้านเพิ่มขึ้นพร้อมกับผลักดันราคาบ้าน ให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินปกติ อันเป็นลักษณะของภาวะฟองสบู่ เมื่อผู้กู้ด้อยมาตรฐานไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด สถาบันการเงินก็ประสบปัญหาพร้อมๆ กับราคาบ้านตกติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายเดือน ภาวะเช่นนั้นบ่งถึงการแตกของฟองสบู่ กระบวนการรวมสัญญาเข้าเป็นตะกร้าๆ แล้วแบ่งขายต่อไปเป็นทอดๆ ที่กล่าวถึงมีอยู่ในภาคอื่นของเศรษฐกิจ และในประเทศอื่นด้วย พร้อมกันนั้น ก็มีสถาบันการเงินทั่วโลกเข้าไปร่วมซื้อขายรวมทั้งสถาบันในประเทศไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์ ตลาดเงินของโลกจึงมีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยอนุพันธ์และสัญญาสารพัดชนิด ซึ่งมีความสลับซับซ้อนสูงมาก จนยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป ในภาวะเช่นนี้ผู้ที่ต้องการเก็งกำไรแต่ไม่เข้าใจสภาพและระดับของความเสี่ยง อาจกลายเป็นแมลงเม่าได้ง่าย และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในภาคการเงินของประเทศหนึ่งประเทศใด ผลกระทบก็จะแพร่กระจายไปสู่ภาคอื่นอย่างรวดเร็ว ทั้งของประเทศนั้นเอง และของประเทศอื่นๆ ด้วย ผลกระทบของสภาพเช่นนี้ยังไม่มีการวิจัยอย่างถ่องแท้ และไม่สามารถประเมินได้ด้วยการใช้หลักวิชาและตำราเก่าๆ การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบที่ธนาคารกลางต่างๆ ทำในช่วงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการร่วมมือกันเป็นครั้งคราว เนื่องจากในขณะนี้โลกไม่มีกลไก หรือสถาบันใด ที่มีหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการตลาดเงินของโลกโดยเฉพาะ ตามความเห็นของนักเก็งกำไรตัวยง จอร์จ โซรอส โลกต้องการสถาบันที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลภาคการเงินของโลกโดยเฉพาะ เพราะในขณะนี้ ตลาดเงินทั่วโลกได้เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นจนกลายเป็นตลาดเดียวกันแล้ว แต่การบริหารจัดการเศรษฐกิจยังเป็นไปในรูปของการต่างคนต่างทำ นั่นหมายความว่า หมาจะไม่สามารถควบคุมหางได้อีกต่อไป ตรงข้ามหางจะเป็นฝ่ายกระดิกหมาจนกว่าโลกจะหาวิธีควบคุมตลาดเงินได้ ในภาวะเช่นนี้ประเทศเล็กๆ ที่คิดว่าตัวเองทันสมัยโดยเปิดให้เงินไหลเข้าออกอย่างเสรีมีโอกาสเจ็บตัวสูงมาก และนักเก็งกำไร ที่ไม่เข้าใจสภาพของความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ ก็มีโอกาสเป็นแมลงเม่าสูงมากด้วย หากยังไม่แน่ใจลองคิดย้อนไปถึงการเปิดให้มีวิเทศธนกิจแห่งกรุงเทพฯ เมื่อก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ในปัจจุบันการเปิดตลาดอนุพันธ์อาจเป็นการก่อไฟเผาแมลงเม่าจำนวนมาก เนื่องจากวิวัฒนาการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่มีสอนในตำรา จึงอยากเตือนผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินมากมายถึงขนาดถ้ามันสูญไปก็จะไม่ทำให้เดือดร้อนว่า อย่าอวดเก่งหรือกระโดดเข้าไปร่วมเก็งกำไร เพราะมันจะทำให้เจ็บตัว
|