|
||||||||||||||
|
การลงประชามติรับหรือไม่รับ
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย สมบูรณ์ ศิริประชัย มติชนรายวัน วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10749 เวลาผ่านไปเหมือนโกหก วิกฤตการณ์เศรษฐกิจเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีกลายเป็นอดีตที่ควรจดจำและไม่ให้เหตุการณ์เช่นว่านี้เกิดขึ้นอีก แต่ใครจะคาดเดาได้ คงเป็นเรื่องเหลือวิสัยของบทความนี้ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ ถ้าจัดการเศรษฐกิจมหภาคไม่ดีพอ ตัวอย่างที่ดีคือกรณีของประเทศเม็กซิโก ซึ่งเกิดวิกฤตการณ์เมื่อต้นทศวรรษ 1980 และเกิดอีกครั้งในปี 1994-1995 ในกรณีของไทยวิกฤตการณ์นี้น่าจะให้บทเรียนเรามากมาย แต่ในความเป็นจริง สังคมเศรษฐกิจไทยแทบไม่ได้ปฏิรูปอะไรเป็นจริงเป็นจังเลยซักอย่าง รัฐธรรมนูญที่กำลังจะลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกครั้งหนึ่งเพราะเหตุว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้นถูกยกเลิกไป หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือถูกฉีกทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คำถามก็คือ ทำไมรัฐไทยจึงใช้รัฐธรรมนูญกันอย่างฟุ่มเฟือยขนาดนี้? ทำไมไม่แกไขรัฐธรรมนูญในจุดที่คิดว่ามีข้อบกพร่องเท่านั้น และยังคงรักษาสิ่งดีๆ ไว้? ผู้เขียนจำได้ว่า มีคนพูดเสมอว่า รัฐธรรมนูญไทยฉบับปี 2540 เป็นฉบับที่ดีที่สุดของไทยเท่าที่ประกาศใช้กันมา เพราะเป็นการร่างที่มีพื้นฐานมาจากประชาชนทุกหมู่เหล่า แต่แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ถูกทำลายแบบง่ายๆ แค่ชั่วข้ามคืน การลงประชามติในเรื่องนี้นับว่าเป็นของใหม่ของประเทศไทย ที่จะว่าไปแล้ว ก็ค่อนข้างฟุ่มเฟือยทีเดียวอีกเหมือนกันสำหรับประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยเงินทองแบบประเทศไทย เพราะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย เฉพาะค่าพิมพ์เอกสารแจกประชาชนผู้มีสิทธิลงประชามติก็คงหลายสิบล้าน ไม่รวมค่าแสตมป์ ค่าจัดส่ง ค่าจัดการต่างๆ อย่างจิปาถะ ยิ่งกว่านั้น ในวันลงประชามติก็ยังต้องมีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่เจ้าหน้าที่ เสมือนหนึ่งมีการเลือกตั้ง หากแต่ว่า นี่เป็นการลงประชามติระดับประเทศ ว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนธุรกรรมทางการเมือง ในครั้งนี้จึงไม่ใช่ถูกๆ เหมือนซื้อขนมกินกัน ยิ่งเราต้องคิดต้นทุนในการร่างใหม่ ซึ่งมีการจ่ายเงินเดือนทุกเดือนที่สูงมากให้แก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมตามโรงแรมหรูๆ ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนอยากคิดดังๆ ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งน่าจะได้คำนวณต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และให้มีการลงประชามติในครั้งนี้อย่างละเอียด เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าต้นทุนธุรกรรมทางการเมือง (Political transaction costs) ของเรื่องนี้สูงมากน้อยเพียงใด ผู้เขียนโดยส่วนตัวคิดว่าสูงมากที่เดียว ระดับเป็นหลายพันล้านบาท ถามซื่อบื้อง่ายๆ ว่า เงินหลายพันล้านบาททำอะไรได้บ้าง แทบจะไม่ต้องคิดเลยสำหรับคนจนที่ยังยากจนข้นแค้นของไทยตามชนบทในขณะนี้ สิ่งที่หวังว่าจะได้จากรัฐธรรมนูญคืออะไร? ในความเห็นแบบแคบๆ ของผู้เขียนก็คือ คมช.ต้องการความชอบธรรมในทางการเมืองว่า ประชาชนชาวไทยยินยอมพร้อมใจกันรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จัดหามาให้โดยวิธีพิเศษ คือการรัฐประหารโดย คมช. ผลประโยชน์ที่ได้รับก็คือสังคมไทยจะได้ฉันทามติระดับประเทศว่า คนไทยส่วนมากยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. อย่างไรก็ตาม สังคมไทย ณ เวลานี้ได้ถูกแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วใหญ่ คือ ผู้ที่ยินดีรับร่าง เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็ดีกว่าวิธีอื่นๆ และอีกข้างหนึ่งที่บอกว่า จะอย่างไรก็ตาม ก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. เพราะวิธีการร่างที่ไม่ถูกต้อง แถมเนื้อหาในบางมาตราก็ยิ่งทำให้รับไม่ได้ และยังสนับสนุนให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แทน แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลังก็ยังได้ ผู้เขียนยังเดาไม่ออกว่า ผลจะลงเอยอย่างไร แต่ลองจินตนาการว่า ถ้าผลออกมา ฝ่ายรับร่างมีมากกว่าฝ่ายไม่รับร่างแบบขาดลอย เช่น 70 ต่อ 30 หรือ 80 ต่อ 20 สังคมไทยคงสบายใจว่า เรามีฉันทามติในเรื่องนี้ และคงทำให้ คมช. สบายใจขึ้นมาก และการลงทุนด้วยต้นทุนธุรกรรมทางการเมืองนี้อาจคุ้มค่ากับเงินทองจำนวนมากที่ต้องเสียไป แต่ถ้าฝ่ายรับร่างสามารถมีชัยเหนือฝ่ายไม่รับ แต่ชนะกันแบบไม่เด็ดขาด คือ 51 ต่อ 49 เป็นต้น เราอาจต้องคิดมากขึ้นก็เป็นได้ ความเป็นจริงที่ต้องระลึกไว้ในใจก็คือ การทำประชามติในเรื่องสำคัญๆ เช่นนี้ ในต่างประเทศนั้น มักชนะแบบค่อนข้างสูสี แต่ตามหลักการประชาธิปไตยว่าด้วยเสียงข้างมากแบบง่ายๆ การชนะ 51 ต่อ 49 ก็ถือว่าชนะอยู่ดี ในความเห็นเล็กๆ ของผู้เขียนเห็นว่า เราเดินมาถูกทางที่ให้มีการลงประชามติในเรื่องที่สำคัญขนาดนี้ แต่ควรมีการลงประชามติในเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ การตัดสินใจเลือกทำเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เสียด้วยก่อนหน้านี้เสียอีก แต่ที่น่าผิดหวังมากที่สุดเห็นจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนมากกว่า เพราะเหตุใดผู้เขียนจึงรู้สึกผิดหวังกับการลงประชามติในครั้งนี้? ผู้เขียนโชคดีที่ได้มีโอกาสเห็นการลงประชามติในการเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปของสวีเดน ในปี 1993-1994 เมื่อรัฐบาลสวีเดนตัดสินใจ โดยผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาว่า จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป รัฐบาลสวีเดนต้องให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งว่า ถ้าเป็นสมาชิกแล้วประเทศและประชาชนจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ผลก็คือมีการศึกษาของนักวิชาการที่เข้มงวดจำนวนมาก และมีการโต้อภิปรายเรื่องนี้กันอยู่เป็นปีๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ วงการวิชาการในมหาวิทยาลัย ที่น่าทึ่งคือเอกสารให้ความรู้เรื่องกับประชาคมยุโรป เพื่อประกอบการตัดสินใจมีการจัดส่งให้แก่ประชาชนถึงบ้านอยู่เสมอ ซึ่งมีการทำให้เรื่องที่ยากนี้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ ทั้งๆ ที่ การเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปมีนัยต่อประชาชนสวีเดนค่อนข้างมาก เอกสารที่แจกจ่ายนั้นยังมีการแปลเป็นภาษาอื่นด้วย สิ่งที่ผู้เขียนได้รับรู้ในขณะนั้นก็คือ ประชาชนชาวสวีเดนมีความตื่นตัวอย่างสูงมาก รถยนต์ที่วิ่งตามท้องถนนจะมีการแสดงโดยติดสติ๊กเกอร์ที่ท้ายรถยนต์โดยใส่ความเห็นว่า Ja (yes) หรือ Nej (no) เห็นด้วยให้เข้าเป็นสมาชิกหรือไม่อย่างชัดเจน พลเมืองสวีเดนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะตอบว่า Ja หรือ Nej กล่าวได้ว่า ประชาชนได้เรียนรู้ข้อดีข้อเสียของการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเป็นอย่างดีเป็นเวลานานมาก กว่าที่จะมีการลงมติจริงๆ และนี่คือการให้ความรู้อย่างแท้จริงเป็นเวลานานพอสมควร หันมาพิจารณาเรื่องนี้ในประเทศไทยกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น รัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้อ่านถึงบ้านก็จริง มองให้แง่ดี ถือว่าเป็นการให้สารสนเทศอย่างครบถ้วน แต่มองในแง่ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับประชาชนชาวไทยที่จะอ่านเอกสารทั้งหมดอย่างเข้าใจถ่องแท้ โดยเฉพาะต้องเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือฉบับอื่นๆ เพราะในความเป็นจริงที่เจ็บปวดก็คือ ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 คมช.สามารถไปหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ก็ได้ นี่จึงเป็นเรื่องที่คาดคะเนไม่ได้ และแท้ที่จริงก็ยังขัดกับหลักการธรรมาภิบาลในเรื่องการคาดคะเนได้ (Predictability) เพราะมิใช่การรับร่างรัฐธรรมนูญเฉย แต่มีความไม่แน่นอนพ่วงเข้ามาด้วย และนี่เป็นการลงประชามติที่แปลกประหลาดที่สุดอันหนึ่งของโลกทีเดียว สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช.มีทางเลือกที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะไม่มีทางรู้ว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ข้อเรียกร้องของนักวิชาการที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะเข้าทางสุภาษิตไทยที่ว่า "เตะหมูเข้าปากสุนัข" อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนคนที่คิดว่า รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจำนวนไม่น้อยคิดว่า รีบๆ รับแล้วจะได้จัดการมีการเลือกตั้งภายในสิ้นปี แล้วการเมืองไทยจะได้มีเสถียรภาพทางการเมืองเสียที นี่ก็เป็นความคิดเป็นสุดโต่งที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ร่างขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดพรรคการเมืองที่เข้มแข็งพรรคเดียวมาบริหารประเทศอีกต่อไป ดังนั้น ถ้ามีการเลือกตั้งภายในปีนี้ เราก็จะได้รัฐบาลผสมกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน และจะเกิดวงจรที่ชั่วร้ายต่อไปอีกหลายปี ยิ่งกว่านั้น ในกรณีของวุฒิสมาชิก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะให้มีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่งและเลือกตั้งอีกครึ่งหนึ่ง ในขณะนี้ อำนาจของวุฒิสมาชิกยังมีคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถ้าเช่นนั้น เราจะหวังอะไรจากการเมืองไทย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญยังเตือนอีกว่า ถ้ารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ต้องระวังบทเฉพาะกาลให้จงหนัก เพราะมีลักษณะของการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการเมืองมักกล่าวว่า ทุนทางสังคมมีความสำคัญ แต่ทุนที่สำคัญกว่าสำหรับการเมืองไทยขณะนี้คือทุนทางการเมือง (Political capital) ซึ่งมีเหลืออยู่เพียงกระจิริด เมื่อ คมช.ตัดสินใจยึดอำนาจทางทหารจากรัฐบาลพลเรือนของทักษิณ ชินวัตร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ 75 ปีของประชาธิปไตยในประเทศไทย เรื่องการซื้อขายเสียงยังเป็นเรื่องธรรมดาๆๆๆ แล้วเราคิดว่าทุนทางการเมืองของไทยมีเหลือมากเท่าไรกัน รัฐธรรมนูญฉบับที่มีคนกล่าวถึงมากในวงการวิชาการที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Douglas C. North ชอบนำมาอ้าง คือรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามีเพียงฉบับเดียวเท่านั้น แต่มีการแก้ไขหลายครั้ง ประเทศเม็กซิโกได้ลอกรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามาใช้ แต่ผลที่เกิดขึ้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะอะไรผู้อ่านน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก ผลจะเป็นอย่างไร วันที่ 19 สิงหาคมนี้ คงได้รับรู้กันทั่วว่า รัฐธรรมนูญฉบับวิที่พิเศษจะได้รับการยอมรับเพียงใด หน้า 6
|