|
||||||||||||||
|
ภารกิจด่วน
"สมชัย สัจจพงษ์"
สางหนี้เน่า- ฟื้นขวัญพนง.
เอสเอ็มอี แบงก์
CEO Focus : กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ระยะเวลา 7 เดือนของการเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ในธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอี แบงก์ ของดร.สมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นอกจากเขาจะเห็นว่า เป็นงานที่ท้าทาย เพราะถือเป็นครั้งแรกที่รับตำแหน่งซีอีโอ ทำหน้าที่คุมบังเหียนของสถาบันการเงินแล้ว ยังถือเป็นงานที่สร้างความหนักใจให้แก่เขาไม่น้อย เพราะปัญหาด้านภาพลักษณ์ของธนาคาร อยู่ในระดับที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากปัญหาหนี้เสียที่มีอยู่เกือบ 50% ของสินเชื่อรวม และมากกว่า 60%ของหนี้เสียเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากการเร่งปล่อยสินเชื่อตามใบสั่งของรัฐบาลชุดก่อน ทำให้ถูกมองว่า เป็นแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อตามใบสั่ง มีปัญหาด้านธรรมาภิบาล และทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนเรื่อยมา ดร.สมชัย บอกว่า การแก้ไขปัญหาหนี้เสียถือเป็นภารกิจหลักสำหรับการเข้ามาบริหารธนาคาร ความตั้งใจ คือ ต้องเร่งจัดการหนี้เสียให้ลดลงมากกว่าครึ่ง เพราะยอดหนี้เสียใหม่ที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อเมื่อช่วงปี 2547- 2549 พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อรวมกับหนี้เสียเก่า ทำให้ยอดหนี้เสียรวมมีเป็นจำนวนมาก หากเทียบกับแบงก์ทั่วไปอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการ แต่ด้วยภารกิจของธนาคารที่ต้องคงความเป็นแบงก์เฉพาะกิจ เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้กระทรวงการคลัง ยังคงต้องมีนโยบายให้ธนาคารนี้ยังคงอยู่ ดังนั้น หน้าที่หลักของบอร์ดบริหารชุดนี้ คือ การเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสีย ยอดหนี้เสียประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ถูกแบ่งออกเป็น 3 กอง โดยกองแรกจำนวนประมาณ 9 พันล้านบาท เป็นหนี้เสียที่เกิดขึ้นใหม่จะใช้วิธีบริหารเอง กองสองจำนวนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จะใช้วิธีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาบริหาร ซึ่งเดือนหน้าจะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ารับซองเพื่อประมูลในเดือนถัดไป และกองสุดท้ายจำนวนประมาณ 2-3 พันล้านบาท กองนี้จะตัดขายออกไป หากสามารถจัดการหนี้ได้ตามเป้า จะทำให้ระดับหนี้เสียลดลงเหลือประมาณ 30%ในภายปีนี้ และจะส่งผลให้ธนาคารมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการตัดขายหนี้ และอัตราดอกเบี้ย และเงินต้นที่ได้จากการปรับโครงสร้างหนี้ "ยอดหนี้เสียเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 30% แต่พอมีมาตรฐานไอเอเอส 39 ของแบงก์ชาติ บวกกับการจัดชั้นหนี้ตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติตามปกติ ทำให้ระดับหนี้เสียพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีสูงถึง 48% ถือเป็นงานหลักที่เราต้องเร่งดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหา ให้แบงก์สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง" แต่ภารกิจแรกของเขา คือ การสร้างขวัญและกำลังให้เกิดขึ้นกับพนักงาน ซึ่งเขาเล่าว่า เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งในงานเร่งด่วน ที่กระทบต่อการเดินหน้าของการทำงานในองค์กรมาก เพราะตอนนั้น มีกระแสข่าวว่า กระทรวงการคลังจะปิดกิจการ ซึ่งบอร์ดก็ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าปรึกษากับรมว.คลัง ในขณะนั้นว่า จะมีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า เอสเอ็มอี แบงก์จะต้องอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป เพราะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอี ซึ่งไม่ได้คาดหวังเรื่องของกำไร ดังนั้น บอร์ดจึงได้จัดประชุมผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ เพื่อสื่อให้พนักงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งก็ถือว่าได้ผล เขาเล่าว่า เมื่อสร้างขวัญและกำลังใจพนักงานได้ระดับหนึ่งแล้ว งานชิ้นต่อไปที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การปรับปรุงระบบไอที เพราะถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การพัฒนาธนาคารเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งรวมถึง การประเมินคุณภาพสินเชื่อด้วย ทางคณะกรรมการจึงตั้งงบลงทุนเพื่อการปรับปรุงระบบไอทีจำนวน 300 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ช่วงนี้ พัฒนาได้ระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ธนาคารเริ่มที่จะสามารถรับชำระหนี้ของลูกค้าได้ในบางสาขา จากก่อนหน้านี้ ลูกค้าต้องนำหนี้ไปชำระกับสถาบันการเงินอื่น ทำให้ลูกค้าถูกรีไฟแนนซ์ไปเยอะมาก เพราะแบงก์อื่นจะเห็นประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าของธนาคาร คาดว่า ใน 1-2 เดือน ธนาคารจะสามารถรับชำระหนี้ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ การพัฒนาระบบไอทียังจะช่วยให้ธนาคารสามารถเปิดให้บริการรับเงินฝากได้ และขณะนี้ บอร์ดธนาคารก็อนุมัติให้ธนาคารรับเงินฝากได้ด้วย แต่จะเปิดให้บริการเฉพาะลูกค้าของธนาคารและรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนของธนาคารในการระดมเงิน และจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้าต่ำลงตามไปด้วย เพราะทุกวันนี้ ถือว่า อัตราดอกเบี้ยของธนาคารอยู่ในระดับที่สูงกว่าสถาบันการเงินอื่น เนื่องจาก ธนาคารไม่สามารถระดมทุนจากเงินฝากได้ ทำให้ต้องใช้หาเงินทุนจากแหล่งอื่น ทั้งจากการกู้ในตลาด และการออกพันธบัตร คาดว่า ภายใน 3 เดือน ธนาคารจะสามารถเปิดรับเงินฝากได้ "ระบบไอทีของแบงก์ ถือว่า พัฒนาช้ามาก แค่ลูกค้าต้องการรู้สถานะบัญชีของลูกค้าในปัจจุบัน ยังไม่สามารถเปิดให้ดูได้ทันที ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่นที่สามารถรู้สถานะของลูกค้าได้ทันที นี่คือ ตัวอย่างเล็กๆ ของความล่าช้าด้านไอที เราจึงต้องทุ่มงบลงทุนเพื่อผลักดันให้งานของธนาคารสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น"ดร.สมชัย กล่าว เขาบอกว่า การกระจายอำนาจในการดำเนินงานทั้งการปล่อยสินเชื่อและปรับโครงสร้าง จากสำนักงานใหญ่ไปยังสาขาทั่วประเทศ ก็เป็นงานที่บอร์ดชุดนี้ได้เข้าไปปรับปรุง โดยยอดสินเชื่อและมูลหนี้ที่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ทางสาขาสามารถจัดการได้ทันที ไม่ส่งมาสำนักงานใหญ่เหมือนอดีต ทั้งนี้ ตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อนั้น จะลดลงเหลือ 45 วันจากเดิมต้องใช้เวลาเป็น 100 วัน ก็ถือว่า เร็วขึ้นแม้จะช้ากว่าสถาบันการเงินอื่น แต่ถือเป็นการเริ่มต้น โดยธนาคารจะปรับปรุงการใช้ระบบเครดิตสกรอริ่งเพื่อพิจารณาสินเชื่ออย่างมีคุณภาพควบคู่ไปด้วย "ที่เป็นปัญหาที่สุดคือ การประเมิน ที่ผ่านมามีการฮั้วกันระหว่างพนักงาน ลูกค้า และ บริษัทประเมินหลักประกัน ซึ่งทำให้มูลค่าหลักประกันเกินจริง เช่น ขอกู้ 1 ล้านบาท แต่มูลค่าหลักประกันอยู่ที่ 8 แสน เมื่อกู้ได้ก็ปล่อยให้เป็นหนี้เสีย แบงก์ก็เสียหาย กรณีแบบนี้ เราก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตอนนี้แล้วเสร็จไปประมาณครึ่งหนึ่งจาก 27 กรณี และตอนนี้ก็ทยอยส่งผลมาที่แบงก์แล้ว ส่วนแนวทางแก้ไข เราจะคัดเลือกบริษัทประเมินในท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง" ดร.สมชัย บอกว่าการพัฒนาศักยภาพของพนักงานถือเป็นอีกประเด็นที่สำคัญที่จะช่วยในการผลักดันองค์กร ซึ่งเขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารของธนาคารหรือพนักงานที่เข้ามาใหม่ จะต้องใช้วิธีการว่าจ้างแบบมีระยะเวลา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้พนักงานได้นำศักยภาพของตนเองมาช่วยพัฒนาธนาคารได้มากขึ้นขณะเดียวกัน ธนาคารก็จะมีวิธีวัดประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานแต่ละคน เพื่อประเมินผลงาน อย่างไรก็ตาม ในแง่อัตราค่าจ้าง ทางธนาคารก็จะกำหนดให้ในอัตราที่เหมาะสม ปัจจุบันธนาคารมีพนักงานจำนวน 1,900 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีพนักงานเพียง 900 คน "ต่อไปการว่าจ้างพนักงานเราจะให้เป็นสัญญาจ้างทั้งหมด ตั้งแต่ระดับผู้ช่วยกรรมการลงมา จนถึงพนักงาน แม้จะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว แต่เราก็ต้องทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ซึ่งพนักงานถือว่า เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แบงก์อื่นเขาทำกันมานานแล้ว ก็ได้ผลดี" เขากล่าวว่า ต้องยอมรับว่า พนักงานได้มีส่วนช่วยพยุงให้ธนาคารสามารถเดินหน้าและผ่านพ้นช่วงวิกฤติได้มาก โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพแรงงานที่ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ยังมีคลื่นใต้น้ำอยู่พอสมควร ซึ่งบอร์ดก็ต้องสื่อสารให้พนักงานมีความเข้าใจ และมีจุดที่หลอมใจการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียว เขากล่าวด้วยว่า เมื่อระบบที่วางไว้เดินหน้า เชื่อว่า ภาพลักษณ์ของธนาคารจะดีขึ้นในสายตาของคนทั่วไป และคงสะท้อนการดำเนินการออกมาตัวเลขมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งขณะนี้ ไม่สามารถชี้วัดออกมาเป็นตัวเลขได้ เพราะอยู่ในช่วงของการแก้ไข และวางระบบการทำงานของธนาคาร ดังนั้น หากจะให้ประเมินผลการทำงานที่เป็นตัวเลขก็คงยาก แต่ระยะ 2-3 ปีข้างหน้าจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจน และภาพที่ต้องการเห็นหลังวางระบบไว้สำหรับธนาคารแห่งนี้คือ ต้องเป็นธนาคารที่เป็นคู่คิดของเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง "เชื่อมั่นว่า ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เอสเอ็มอี แบงก์จะเป็นแบงก์ที่เป็นเพื่อนคู่คิดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งที่เป็นลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ คำว่า เป็นแบงก์คู่คิด หมายถึงว่า ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือด้านใด เราพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่อง ภายใต้ สโลแกนของ ธพว. ซึ่ง ธ.คือ ธรรมาภิบาล พ.คือ พนักงานที่มีคุณภาพ และ ว.ความมีวินัยทางการเงินของธนาคาร ทั้งหมด"
|